ผู้เฒ่าหลี่มีสีหน้าทุกข์ระทม “เจ้าสาม หากพ่อพอมีหนทางสักนิด ก็คงไม่มาหาเจ้าหรอก หลายปีมานี้ที่บ้านส่งเสียเจ้าเล่าเรียน เงินที่ใช้ไปก็ไม่น้อย พ่อไม่เคยคิดอยากให้เจ้าตอบแทนอะไรครอบครัว เพียงหวังว่าภายหน้าจะช่วยพยุงพี่น้องบ้างก็พอ แต่ปีนี้เดิมทีก็แห้งแล้งอยู่แล้ว ผลผลิตจะเป็นอย่างไรก็ยังไม่รู้ ซ้ำเมื่อคืนบ้านเรายังถูกขโมย ของไม่เหลือสักอย่าง เจ้าคงไม่อาจมองดูพ่อแม่กับพี่น้องอดตายได้กระมัง?”
หลี่เป่าซานฟังท่านพ่อพร่ำพูดไม่หยุด ในใจก็แค่นเสียงเย็น ไม่ใช่เพราะส่งเสียเขาเรียนหนังสือมาหลายปี ตอนนี้เลยเอาบุญคุณมาทวงหรอกหรือ? หากเขาสอบได้จวี่เหรินหรือจิ้นซื่อ เขาก็ไม่รังเกียจที่จะช่วยเหลือคนในครอบครัว ให้ท่านพ่อท่านแม่ได้เสวยสุขบ้าง อีกทั้งยังเป็นผลดีต่อชื่อเสียงในหน้าที่ราชการของตนด้วย แต่ตอนนี้เขาเป็นเพียงซิ่วไฉยากจนคนหนึ่ง ยังต้องพึ่งพาภรรยา แล้วจะช่วยครอบครัวได้อย่างไร?
เขาทำหน้าลำบากใจ “ท่านพ่อ ไม่ใช่ว่าลูกไม่อยากกตัญญู ท่านก็รู้ว่าข้า...”
ตาเฒ่าหลี่ตัดบท “พ่อรู้ว่าเจ้าลำบาก แต่เจ้าดูสภาพบ้านตอนนี้สิ เจ้าคงไม่อาจมองดูพ่อแม่กับพี่น้องอดตายได้กระมัง?”
หลี่เป่าซานฟังผู้เฒ่าหลี่เล่าสภาพของครอบครัวให้ฟังอีกรอบ ในใจก็สบถว่าซวยจริง ๆ หากรู้แต่แรกว่าเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องหาทางหลบเลี่ยงไม่กลับบ้านให้ได้
เขามองฉีเล่อเล่อที่กำลังแหงนหน้ามองฟ้าอยู่ไม่ไกล ก่อนลดเสียงถาม “ท่านพ่อ เรื่องของเสี่ยวเล่อ...”
ตาเฒ่าหลี่กัดฟันพยักหน้า “เจ้าวางใจเถอะ เรื่องนี้ไม่มีทางผิดพลาด”
ต่อให้นางบ้า นางก็ต้องไปบ้าที่ตระกูลฟู่!
หลี่เป่าซานแค่นเสียง “เด็กสาวพวกนี้เลี้ยงไว้ก็รั้งไม่อยู่ เสี่ยวหลานกับเสี่ยวลี่คงไปเกี่ยวพันกับใครข้างนอกเข้า สุดท้ายเลยถูกอีกฝ่ายฆ่าชิงทรัพย์!”
ผู้เฒ่าหลี่ทุบอกตัวเอง “ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่านังเด็กสารเลวสองคนนั่น... เฮ้อ โจรในบ้านป้องกันยากจริง ๆ”
ในใจเขาก็แอบตำหนิแม่เฒ่าเช่นกัน ปกตินางเข้มงวดกับหลานสาวมากเกินไป ทำร้ายจิตใจพวกนางหนักเกินไป จนแต่ละคนไม่อยากอยู่ในบ้านกันแล้ว
ต่อไปเขาคงต้องใส่ใจผูกใจคนในครอบครัวให้มากหน่อย อย่าให้แก่ตัวไปแล้วกลับไม่มีเด็กคนไหนที่รู้ใจกันสักคน
หลี่เป่าซานนึกถึงผลประโยชน์ที่จะได้จากตระกูลฟู่ พ่อบ้านฟู่รับปากไว้แล้วว่า หากนายท่านพอใจกับคนที่ส่งไป จะให้เงินรางวัลเขาเพิ่มอีก
เขาปวดใจขณะล้วงถุงเงินออกมาจากด้านในเสื้อ ก่อนมอบให้ผู้เฒ่าหลี่ทั้งหมด “ท่านพ่อ นี่เป็นเงินทั้งหมดที่ข้ามีติดตัว ท่านเอาไปประทังไปก่อน อย่ารังเกียจว่าน้อยเลย ข้าจะหาทางส่งธัญพืชหยาบมาให้อีกหน่อย ลูกมีความสามารถเพียงเท่านี้จริง ๆ”
ผู้เฒ่าหลี่บีบถุงเงินดู ข้างในมีเงินไม่ถึงห้าตำลึง
เขาถอนหายใจ หากรู้ว่าจะถูกโจรขึ้นบ้าน เขาจะประหยัดเสบียงจนไม่ยอมให้คนในบ้านกินไปทำไม? เงินหลายสิบตำลึงของเขา เสบียงอีกหลายร้อยชั่ง ปวดใจ ปวดใจจริง ๆ ปวดจนเขาต้องตบอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า...
หลังจากยืนยันกับบุตรชายคนที่สามอีกครั้งว่าตระกูลฟู่จะมาส่งของหมั้นและรับตัวคนไปเมื่อใด ในใจเขาจึงค่อยรู้สึกดีขึ้นบ้าง
ฉีเล่อเล่อหรี่ตามองหลี่เป่าซาน พลางหัวเราะเยาะอยู่ในใจ เพื่อเงินเพียงเล็กน้อย ถึงกับวางแผนเล่นงานหลานสาว ครั้งเดียวไม่พอยังมีครั้งที่สอง เจ้านี่มันชั่วมาแต่กำเนิดจริง ๆ
หลี่เป่าซานกลับเข้าเมือง ฉีเล่อเล่อสะกดรอยตามเขาไป
ตระกูลฟู่มีประตูใหญ่สะดุดตา จึงหาได้ง่ายมาก ฉีเล่อเล่อสวมเสื้อผ้าเก่าโทรมทั้งตัว นั่งยอง ๆ อยู่ริมทางพลางแทะซาลาเปาไปสองลูก
เถ้าแก่เนี้ยร้านซาลาเปาเป็นหญิงร่างใหญ่กำยำ ต่อให้อยู่ในช่วงเวลาเช่นนี้ ก็ไม่มีใครกล้ามาหาเรื่องเอาเปรียบนาง
นางหัวเราะหึ ๆ แล้วพูดกับฉีเล่อเล่อ “นังหนูผอมแห้ง ที่แบบนี้มาเองคนเดียวไม่ได้นะ ระวังจะถูกใครเอาถุงคลุมหัวจับไปขายเป็นเนื้อเสียล่ะ”
ฉีเล่อเล่อก้มหน้ารับคำ “ข้ามากับท่านพ่อ”
พอตกกลางคืน นางก็ลอบเข้าไปในตระกูลฟู่
จัดควันยาสลบเสียหน่อย...
ตระกูลฟู่มีเงินทองมากจริง ๆ ทั้งทองคำ เงิน เครื่องประดับ แพรพรรณ เครื่องหยก รวมถึงเสบียงกองโต แม้แต่ตั๋วเงินก็มีอยู่ไม่น้อย...
เมื่อมองดูข้าวของในมิติ ฉีผีซิวก็หัวเราะหึ ๆ อยู่ในใจ
พอนึกถึงนิสัยของพ่อลูกคู่นี้ ฉีเล่อเล่อก็ลงมือรวดเร็วดุจสายฟ้า มีดวาดฉับ ๆ สองครั้ง...
ทั้งสองคนตื่นขึ้นเพราะความเจ็บปวดในเวลาไล่เลี่ยกัน ก่อนส่งเสียงร้องโหยหวนราวกับผีสาง
ฉีเล่อเล่อหันหลังแล้ววิ่งหนีทันที
...
รอบตัวเมืองมีกำแพงเมืองเตี้ย ๆ นางควบคุมสายลมพาตัวลอยขึ้นไป จากนั้นก็รีบกลับหมู่บ้านเซี่ยวาอย่างรวดเร็ว
ผู้เฒ่าหลี่บังคับสะใภ้หลายคนในบ้านให้กลับไปขอความช่วยเหลือจากครอบครัวเดิม ส่วนตัวเขาก็เดินร้องทุกข์ไปตามบ้านต่าง ๆ ในหมู่บ้าน หยิบยืมจากบ้านโน้นนิดบ้านนี้หน่อย บ้านละหนึ่งหยิบมือ ทั้งยังขุดหญ้า ลอกเปลือกไม้ คนทั้งครอบครัวกระเสือกกระสนประทังชีวิตกันไป และกลับไม่มีใครอดตายจริง ๆ...
ฉีเล่อเล่อเองก็ไม่ได้ก่อเรื่องอะไรอีก เพียงแต่นางมักวิ่งเข้าไปในภูเขาเป็นประจำ ไม่ยอมทำงานอะไรทั้งสิ้น แต่ก็ไม่มีใครถือสานาง เพราะทุกคนกำลังรอเอานางไปแลกเงินอยู่
มีเพียงหลี่อวี้เฉิงที่แอบพูดกับนาง “พี่ ถ้าท่านหนีได้ก็รีบหนีเถอะ นายท่านฟู่คนนั้นเอาชีวิตคนจริง ๆ นะ ข้าได้ยินตงจื่อที่ไปรับจ้างทำงานจิปาถะในเมืองพูดมา”
ฉีเล่อเล่อลูบศีรษะเขา “วางใจเถอะ ไม่มีอะไรหรอก”
หลี่อวี้เฉิงได้แต่ร้อนใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
วันนี้เป็นวันที่นัดหมายกันไว้ว่าตระกูลฟู่จะมาส่งของหมั้นและรับตัวคนไป ทว่าคนตระกูลฟู่กลับไม่ปรากฏตัว
ผู้เฒ่าหลี่กับแม่เฒ่าหลี่ร้อนใจกันอย่างมาก ชะเง้อมองออกไปนอกหมู่บ้านครั้งแล้วครั้งเล่า
กว่าจะรอจนถึงยามเย็น ในที่สุดก็เห็นหลี่เป่าซานรีบร้อนเดินทางมา
แม่เฒ่าหลี่รอไม่ไหวแม้กระทั่งให้เขาเข้าไปถึงห้องด้านใน ก็รีบถามทันที “เจ้าสาม เกิดอะไรขึ้น? เหตุใดคนตระกูลฟู่ถึงไม่มา?”
หลี่เป่าซานมีสีหน้าตื่นตระหนก “ท่านพ่อ ท่านแม่ วันนี้ข้าไปถึงแล้วจึงเพิ่งรู้ว่าตระกูลฟู่หนีไปตั้งนานแล้ว แม้แต่บ้านก็ขายไปแล้ว...”
ตาเฒ่าหลี่นั่งตัวตรงขึ้นทันที “หนีไปได้อย่างไร หนีอะไรกัน?”
หลี่เป่าซานลดเสียงลง “ได้ยินว่าหลายพื้นที่ในแคว้นเราเกิดภัยแล้ง ตอนนี้เริ่มมีภัยตั๊กแตนแล้ว ผู้ลี้ภัยกำลังจะหลั่งไหลมา แล้วยังมีความวุ่นวายจากกองทัพอีก...”
สีหน้าของตาเฒ่าหลี่เคร่งขรึมขึ้น เรื่องเช่นนี้เขาเคยได้ยินผู้อาวุโสเล่าให้ฟัง นี่เป็นลางว่าบ้านเมืองกำลังจะเกิดความโกลาหลครั้งใหญ่
เขากวักมือเรียกหลี่อวี้เฉิง “ไปบ้านท่านลุงหัวหน้าตระกูลของเจ้า แอบบอกให้เขามาที่บ้านเราสักหน่อย”
ไม่นานนัก หัวหน้าตระกูลหลี่ก็เข้ามาในห้อง
เมื่อเห็นตาเฒ่าหลี่ทำท่าลึกลับ ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไร ในใจก็เริ่มรำคาญอยู่บ้าง แม้บ้านของอีกฝ่ายจะประสบเคราะห์ แต่เขาก็ช่วยอะไรได้ไม่มากนัก เพราะในปีที่สภาพอากาศเป็นเช่นนี้ บ้านไหนก็ล้วนใช้ชีวิตลำบาก
หลังฟังคำพูดของหลี่เป่าซาน หัวหน้าตระกูลหลี่ครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ “อย่างไรก็ต้องรอเก็บเกี่ยวเสบียงก่อนจึงค่อยวางแผน อีกไม่นานแล้ว”
บรรยากาศภายในห้องหนักอึ้งขึ้นชั่วขณะ ฉีเล่อเล่อนั่งอยู่ในลานบ้าน แผ่สัมผัสจิตออกไปฟังบทสนทนาของพวกเขา ต่อให้หลี่เป่าซานนำข่าวมาบอกแล้ว คนหมู่บ้านเซี่ยวาก็ไม่มีทางอพยพออกไปล่วงหน้า
เมื่อคนจากบ้านเกิดย่อมตกต่ำเมื่อไปอยู่ต่างถิ่น ทั้งความหวาดกลัวโลกภายนอกและความยากจนของตนเอง ล้วนเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเขาไม่ยอมออกจากบ้านเกิด
นางเลิกฟังบทสนทนาของพวกเขา หันมาสัมผัสพลังของสายลม แล้วจู่ ๆ ก็เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า นางสามารถควบคุมสายลมเหาะเหินได้
นางหลับตาลง สัมผัสถึงความสามารถในการควบคุมสายลมของตน
ภายในลานบ้านตระกูลหลี่ จู่ ๆ ก็เกิดลมหมุนขนาดเล็กประหลาดพัดขึ้นมา ทำให้คนหลายคนที่อยู่ด้านนอกถูกฝุ่นผงปลิวเข้าตาจนลืมตาไม่ขึ้นชั่วขณะ
หวังซื่อ ป้าสะใภ้ใหญ่พูดกระทบกระเทียบ “ลมนี่วัน ๆ ไม่รู้จักทำอะไร ว่างจนไม่มีอะไรจะทำหรืออย่างไร เอาแต่พัดมั่วซั่วอยู่ได้”
ฉีเล่อเล่อหันไปมองนางแล้วแค่นหัวเราะ ก่อนพูดอย่างไม่หวังดี “ถ้าปากไม่รู้จักสร้างบุญสร้างกุศล ใครก็กล้าเอามานินทา ตายไปแล้วจะตกนรกถูกถอนลิ้นหรือไม่ ข้าไม่รู้หรอก ข้ารู้เพียงว่ามันจะทำลายวาสนาของลูกหลาน ป้าสะใภ้ใหญ่ยังพูดจาไม่ระวังปากเช่นนี้ต่อไปก็ระวังไว้เถอะ ท่านยังมีลูกชายอีกตั้งสองคนนะ”
ชั่วขณะนั้น หวังซื่อรู้สึกราวกับสายตาของฉีเล่อเล่อแผ่ไอเย็นเยียบออกมา นางตัวสั่นขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ
ในใจเริ่มหวาดกลัวอยู่บ้าง จึงหันหลังเดินจากไป
หลิวซื่อมองฉีเล่อเล่อ “เสี่ยวเล่อ พี่สะใภ้ของเจ้าไปให้อาหารไก่แล้ว เจ้ามาช่วยแม่ซักเสื้อผ้าหน่อย”
ฉีเล่อเล่อมองหลิวซื่อ “ข้าไม่เคยเห็นแม่แบบท่านมาก่อน ให้ลูกสาวที่โตเป็นสาวแล้วช่วยซักเสื้อผ้าชั้นในของท่านพ่อกับพี่ชาย ท่านไม่รู้สึกว่าน่าขยะแขยงหรือ?”
หลิวซื่อถลึงตา “ให้เจ้าทำงานแค่นิดหน่อยก็เอาแต่บ่ายเบี่ยง นังลูกอกตัญญู!”
ฉีเล่อเล่อลุกขึ้นยืน หลายวันนี้นางไม่ได้คลุ้มคลั่งจัดการพวกเขา หรือหลิวซื่อจะความจำเสื่อมอีกแล้ว?
ทันทีที่เห็นฉีเล่อเล่อลุกขึ้น หลิวซื่อก็รู้สึกแข้งขาอ่อน รีบยกกองเสื้อผ้าแล้ววิ่งหนีทันที “พอแล้ว ไม่ต้องให้เจ้าทำแล้ว ข้าไปซักเอง!”
ฉีเล่อเล่อจึงนั่งลงอีกครั้ง พลางครุ่นคิดเรื่องต่าง ๆ อยู่ในหัว
ผ่านไปอีกหลายวัน ใกล้จะถึงฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว จู่ ๆ ก็เริ่มมีตั๊กแตนประปรายบินวนอยู่เหนือพืชผลในไร่นา
หัวหน้าตระกูลหลี่เห็นเข้าก็ตื่นตระหนก รีบแจ้งทุกครอบครัวให้เร่งเก็บเกี่ยวทันที
ครอบครัวที่เชื่อฟังต่างรีบลงมือเก็บเกี่ยวพืชผลตั้งแต่เนิ่น ๆ เดิมทีก็ประสบภัยแล้งอยู่แล้ว พืชผลยังเติบโตไม่เต็มที่ ผลผลิตที่ได้จึงไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ
ส่วนคนที่เสียดายพืชผลก็เฝ้าอยู่ในไร่นาคอยไล่ตั๊กแตน ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมเก็บเกี่ยว
กระทั่งเที่ยงวันนั้น ฝูงตั๊กแตนมหึมาที่บดบังท้องฟ้าก็ถาโถมเข้ามา