ฉีเล่อเล่อควบคุมสายลม ก่อนจะทะยานขึ้นไปในอากาศอย่างกะทันหัน
ใบหน้าของสัตว์อสูรพยัคฆ์เต็มไปด้วยความงุนงง เจ้าตัวแมลงนั่นหายไปไหนแล้ว?
ฉีเล่อเล่อทิ้งตัวลงนั่งบนหลังสัตว์อสูรพยัคฆ์ดังตุ้บ สีหน้าพลันแข็งค้าง ถูกหลอกเข้าให้แล้ว! สัตว์ตัวนี้ไม่เหมือนเสือที่เธอเคยรู้จักเลย!
ตอนที่เป็นฮ่องเต้หญิงในโลกก่อน เธอเคยเลี้ยงเสือตัวใหญ่ไว้ตัวหนึ่ง โดยเลี้ยงมาตั้งแต่ยังเป็นลูกเสือ
หลังจากเลี้ยงอยู่หลายปี เธอเคยขี่มันอยู่หลายครั้ง ต่อมาจึงปล่อยมันกลับคืนสู่ป่า บางครั้งเธอก็ยังแวะไปเยี่ยมมัน
ตอนยังเป็นลูกเสือ ขนของมันก็พอใช้ได้ แม้จะไม่ได้นุ่มมากนัก แต่พอโตขึ้น ขนยิ่งแข็งและทิ่มแทง เวลาฉีเล่อเล่อขี่เสือจึงมักไม่สวมเสื้อผ้าที่บางเกินไป
ต่อให้ฝึกจนเชื่องแล้ว เสือก็ยังไม่ชอบให้มนุษย์ขี่อยู่ดี กว่าฉีเล่อเล่อจะได้นั่งบนหลังเสือ เธอต้องอัดเจ้าลูกเสือนั่นไปหลายครั้งกว่ามันจะยอมเชื่อฟัง
ยิ่งเมื่อโตเต็มวัย ความดุร้ายตามธรรมชาติของมันก็ยิ่งชัดเจน ใครกล้าขี่มันส่งเดช มันก็จะไล่งับหัวคนนั้นทันที
ฉีเล่อเล่อคิดไว้แล้วว่าขนของสัตว์อสูรพยัคฆ์คงแข็ง แต่ไม่คิดว่าจะแข็งราวกับเข็มเหล็ก นี่มันสัตว์อสูรพยัคฆ์ที่ไหนกัน เป็นเม่นชัด ๆ!
สัตว์อสูรพยัคฆ์คิดว่าเมื่อเจ้าตัวแมลงขึ้นมาขี่หลังตัวเองก็คงสู้ได้ไม่ถนัด ทว่ากลับได้ยินเพียงเสียงร้อง “โอ๊ย!” จากนั้นเจ้าตัวแมลงก็พุ่งพรวดขึ้นไปบนต้นไม้...
ร่างมหึมาของสัตว์อสูรพยัคฆ์สะดุ้งเฮือก ก่อนถอยกรูดไปหลายก้าว มีอันตราย?!
ฉีเล่อเล่อมองสัตว์อสูรพยัคฆ์ สัตว์อสูรพยัคฆ์ก็มองเธอ หนึ่งคนหนึ่งสัตว์ต่างงุนงงไม่แพ้กัน
ฉีเล่อเล่อกำลังคิดว่าจะฆ่าเจ้าตัวใหญ่ตัวนี้อย่างไรให้ซากเสียหายน้อยที่สุด
ส่วนสัตว์อสูรพยัคฆ์เริ่มคิดจะเลิกสนใจเจ้าตัวแมลงนี้แล้ว มันหันหลังเดินตรงไปหาศพหนึ่งแทน
ฉีเล่อเล่อปล่อยมันไปไม่ได้ ในโลกนี้สัตว์อสูรกินคนจริง ๆ และจุดปลอดภัยก็มักถูกพวกมันโจมตีอยู่บ่อยครั้ง
ขณะที่สัตว์อสูรพยัคฆ์กำลังอ้าปากกว้าง เตรียมกัดศพตรงหน้า จู่ ๆ ลำคอก็เจ็บแปลบ จากนั้นมีบางอย่างระเบิดขึ้นในท้อง มันคำรามด้วยความโกรธ เจ้าตัวแมลงที่ยังมีชีวิตนั่น!
ฉีเล่อเล่อยังอยู่ในสภาพล่องหน เธอยิงเข้าไปในปากที่อ้ากว้างของสัตว์อสูรพยัคฆ์ติด ๆ กันหลายครั้ง ต้องยอมรับเลยว่าอาวุธของพวกอเมริกันนี่ใช้ดีจริง ๆ
แม้สัตว์อสูรพยัคฆ์จะมองไม่เห็นฉีเล่อเล่อ แต่ประสาทรับกลิ่นอันเฉียบคมยังทำให้มันจับตำแหน่งของเธอได้ รูที่ท้องของมันขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ อวัยวะภายในห้อยออกมาข้างนอกเกือบครึ่ง มันรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายพุ่งเข้าหาตำแหน่งของฉีเล่อเล่อ ตั้งใจใช้มวลร่างกายมหึมาบดเจ้าตัวแมลงให้แบนติดพื้น
ฉีเล่อเล่อถอยหนีอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้า วิ่งไปได้ช่วงหนึ่งก็กระโดดขึ้นต้นไม้อีกครั้ง ก่อนจะเผยร่างบนกิ่งไม้
สัตว์อสูรพยัคฆ์มองเจ้าตัวแมลงที่ยื่นหน้ามาจ้องตัวเอง ก่อนส่งเสียงคำรามด้วยความคับแค้นใจ
มันดิ้นรนอย่างไม่ยินยอม ก่อนร่างมหึมาจะล้มโครมลงกับพื้นจนพื้นดินโดยรอบสั่นสะเทือน
ผ่านไปพักใหญ่ ฉีเล่อเล่อจึงค่อย ๆ เข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง เธอเตะสัตว์อสูรพยัคฆ์ไปหลายครั้ง เมื่อเห็นว่ามันไม่มีลมหายใจจริง ๆ จึงถอนหายใจอย่างโล่งอก
มิติของเธอสามารถเก็บเจ้าตัวใหญ่นี้ได้ แต่แผลที่ท้องดูอย่างไรก็รู้ว่าเกิดจากอาวุธปืน จะเอากลับไปทั้งอย่างนี้ไม่ได้
จู่ ๆ ปัญหาหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว ร่างเดิมไม่เคยกินเนื้อสัตว์อสูร แต่เคยได้ยินว่าสัตว์อสูรก็แบ่งระดับตามปริมาณรังสีเช่นกัน ไม่ใช่เนื้อสัตว์อสูรทุกชนิดจะกินได้
ฉีเล่อเล่อยื่นหัวตรวจจากนาฬิกาข้อมือเข้าไปในบาดแผลของสัตว์อสูรพยัคฆ์เพื่อตรวจสอบ
“ปี๊บ ๆ รังสีสูง ไม่สามารถรับประทานได้”
เธอเปลี่ยนตำแหน่งแล้วตรวจอีกครั้ง “ปี๊บ ๆ รังสีสูง ไม่สามารถรับประทานได้”
เมื่อยื่นเข้าไปตรวจลึกกว่าเดิม “ปี๊บ ๆ รังสีต่ำ รับประทานได้อย่างปลอดภัย”
ฉีเล่อเล่อยิ้มกว้าง ก่อนจะทดลองตรวจอีกหลายครั้ง จากนั้นเธอก็พอจับหลักได้ ยิ่งเป็นเนื้อที่อยู่ลึกเข้าไปภายในร่างของสัตว์อสูรพยัคฆ์ ระดับรังสียิ่งต่ำ ชั้นกลางเป็นรังสีระดับปานกลาง ส่วนเนื้อชั้นนอกสุดมีรังสีสูง ฉีเล่อเล่อไม่เข้าใจปรากฏการณ์ประหลาดนี้เลย!
มันเหมือนกับใบไม้หรือผลไม้บนพืชต้นเดียวกัน ที่มีทั้งส่วนซึ่งมีรังสีสูง รังสีปานกลาง และรังสีต่ำ
ฉีเล่อเล่อย่อตัวลง แล่เนื้อสัตว์อสูรพยัคฆ์อย่างขะมักเขม้น แบ่งเนื้อตามระดับรังสีออกเป็นถุงใหญ่สามถุง แล้วเก็บเข้าไปในมิติ
ถุงพลาสติกกันน้ำขนาดใหญ่แบบนี้ เธอมีอยู่ในมิติไม่น้อย สุดท้ายเธอจัดการทำความสะอาดหนังสัตว์อสูรพยัคฆ์แล้วเก็บเข้าไปด้วย คิดไปคิดมา กระดูกของสัตว์อสูรพยัคฆ์จะมีประโยชน์หรือเปล่านะ?
เอากลับไปก่อนแล้วกัน อย่างไรเธอก็มีที่เก็บ
ทั้งที่เดินออกมาไกลแล้ว ฉีเล่อเล่อก็ยังย้อนกลับไปอีกครั้ง หยิบขวานออกมาจากมิติแล้วผ่าหัวเสือออก
เมื่อเห็นอัญมณีแวววาวขนาดเท่ากำปั้นอยู่ข้างใน เธอก็หัวเราะออกมาดังลั่น ข้ามโลกมานานเกินไปแล้ว คนที่เคยอยู่ในยุควันสิ้นโลกอย่างเธอเกือบลืมแก่นผลึกไปเสียสนิท!
หลังจากล่าสัตว์ร้ายเพิ่มอีกหลายตัว ฉีเล่อเล่อก็พอประเมินทั้งความสามารถของตัวเองและสัตว์อสูรในโลกนี้ได้ในเบื้องต้น สัตว์อสูรเหล่านี้แข็งแกร่งกว่าสัตว์กลายพันธุ์ในโลกวันสิ้นโลกเดิมของเธออยู่บ้าง แต่ยังอยู่ในขอบเขตที่เธอสามารถต่อกรได้ เพราะตอนนี้ความสามารถของเธอแข็งแกร่งกว่าสมัยอยู่ในโลกวันสิ้นโลกมากแล้ว ไม่เพียงมีความสามารถในการควบคุมลมและน้ำเพิ่มขึ้น พละกำลังกับความเร็วของเธอก็แข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน
เธอยังเก็บเมล็ดหญ้าที่มีรังสีต่ำและปานกลางมาอีกจำนวนหนึ่ง แต่ละเมล็ดมีขนาดใหญ่เท่าไข่ไก่ เธอตั้งใจเก็บส่วนที่มีรังสีต่ำเอาไว้ลองชิมรสชาติ หากอาหารรังสีต่ำของโลกนี้อร่อย เธอก็จะเก็บไว้กินเอง แต่ถ้าไม่อร่อยก็เอาไปแลกเป็นแต้มผลงานให้หมด
เมื่อเห็นดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ ฉีเล่อเล่อก็เดินกลับพลางตรวจสอบทิศทางไปด้วย ในตะกร้าสะพายหลังมีของอยู่หลายอย่างที่เธอตั้งใจนำไปขาย บริเวณนี้ไม่มีถนนเลยสักสาย เธออาศัยระบบนำทางของนาฬิกาข้อมือ วิ่งกลับด้วยความเร็วสูง ในใจอยากเอารถจักรยานยนต์คันเล็กของตัวเองออกมาใช้แทบแย่
เทคโนโลยีของโลกนี้ไม่ได้ล้าหลังเลย ในบางด้านถึงขั้นก้าวหน้ากว่ายุคปัจจุบันและโลกวันสิ้นโลกที่เธอเคยผ่านมาเสียอีก
ฉีเล่อเล่อคิดว่าตัวเองทำตัวไม่สะดุดตาแล้ว แต่ของในตะกร้าสะพายหลังกลับไม่เปิดโอกาสให้เธอทำเช่นนั้น แม้เธอจะใส่เพียงเนื้อสัตว์อสูรพยัคฆ์ที่มีรังสีสูงและปานกลางไม่กี่ชิ้น หนังบริเวณท้องสัตว์อสูรพยัคฆ์ชิ้นใหญ่หนึ่งชิ้น และกระดูกสัตว์อสูรพยัคฆ์อีกหลายท่อนลงในตะกร้า แต่กลิ่นคาวของเนื้อยังดึงดูดสายตาละโมบจากผู้คนจำนวนมาก
เธอเร่งฝีเท้าวิ่งตรงไปยังรถขนส่งอย่างรวดเร็ว เมื่อเข้าสู่เขตคุ้มกันและกำลังวิ่งอยู่ ชายร่างใหญ่กำยำคนหนึ่งก็ก้าวมาขวางหน้า ก่อนถามด้วยเสียงอู้อี้
“เด็กน้อย ในตะกร้าของเธอมีอะไร? ทำไมฉันได้กลิ่นเนื้อ?”
ฉีเล่อเล่อตอบเสียงต่ำ “ไม่มีอะไร แค่เก็บเนื้อรังสีสูงที่คนอื่นไม่เอามาได้นิดหน่อย”
ชายร่างใหญ่แค่นหัวเราะ “ใครล่าสัตว์ได้แล้วจะโยนเนื้อทิ้งให้เธอเก็บ? ต่อให้เป็นเนื้อรังสีสูง พอผ่านการจัดการแล้วก็ยังอร่อย ถึงพลังงานจะถูกทำลายไปมาก แต่อย่างไรก็ดีกว่ากินใบหญ้าพวกนั้น”
ลูกตาของเขากลอกไปมา ก่อนพูดว่า “สัตว์อสูรที่พวกเราล่าได้ เธอเอาเนื้อไปแล้วยังกล้าบอกว่าเก็บมาอีกหรือ? ลองถามคนแถวนี้ดูสิ มีใครบ้างจะโยนเหยื่อที่ตัวเองล่าได้ทิ้ง?”
ฉีเล่อเล่อหยุดฝีเท้า “อ้อ นายบอกว่าพวกนายเป็นคนล่า งั้นลองบอกมาสิว่าล่าสัตว์อสูรอะไรได้?”
ชายร่างใหญ่ตอบอึกอัก “จะเป็นสัตว์อสูรอะไรฉันจะไปรู้ได้ยังไง? ยังไงฉันก็เป็นคนล่ามัน รีบคืนมาให้ฉัน!”
ระหว่างพูด เขาก็ขยับเข้ามาใกล้ เตรียมลงมือแย่งของ ในความคิดของเขา เด็กสาวตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ไม่แน่ว่าอาจประจบเอาใจผู้ชายคนไหนจนได้ของพวกนี้มาก็ได้ พอมองเด็กคนนี้ให้ดี แม้จะผอมจนแทบเหลือแต่กระดูก แต่ผิวกลับขาวสะอาด เป็นสาวน้อยหน้าตาดีคนหนึ่งทีเดียว
ฉีเล่อเล่อโยนตะกร้าสะพายหลังลงกับพื้น นี่คงรังแกคนจนเคยตัวแล้วสินะ?