ฉีเล่อเล่อเดินเอ้อระเหยมุ่งหน้าไปยังที่ตั้งแก๊ง โดยมีคนยี่สิบกว่าคนเดินตามหลัง คนเหล่านี้บางคนร่างกำยำ บางคนผอมแห้ง แต่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนหนุ่ม
ในแก๊งก็มีคนอายุมากอยู่บ้าง แต่ทั้งหมดถูกฉีเล่อเล่อไล่ไปอยู่ฝ่ายสนับสนุนแล้ว
ชายฉกรรจ์กลุ่มใหญ่เดินตามหลังกันมาเป็นพรวน แต่ไม่มีใครรู้สึกว่าการติดตามผู้หญิงคนหนึ่งจะมีอะไรไม่ดี
ฝีมือพิสูจน์ทุกอย่าง!
ติดตามหัวหน้าฉี ก็เท่ากับนอนรอชนะได้เลย!
หัวหน้าอยู่ข้างหน้าเตะล้มหนึ่งคน พวกเขาก็ฟันหนึ่งคน หัวหน้าฟันแขน พวกเขาก็ฟันขา คนไหนถูกหัวหน้าชกจนล้ม พวกเขาก็เข้าไปซ้ำ
ตลอดทางที่สู้กันมา ถึงจะหวาดเสียวอยู่ไม่น้อย แต่มันสะใจ! มันส์สุด ๆ!
ชายผอมกะหร่องกระโดดมาขวางหน้าฉีเล่อเล่อ “หัวหน้า เหนื่อยไหมครับ ให้ผมแบกหัวหน้ากลับดีไหม?”
ฉีเล่อเล่อถีบเขาไปหนึ่งที “ไสหัวไป คุณนายอย่างฉันไม่ชอบผู้ชายผอมแห้งไร้กล้าม”
ทุกคนไม่รู้ว่าคำว่า ‘ผู้ชายผอมแห้งไร้กล้าม’ มีมุกอะไรแฝงอยู่ แต่ก็พอจับความหมายในคำพูดได้บ้าง
ชายร่างกำยำคนหนึ่งขยับเข้ามาหาอย่างเหนียมอาย “หัวหน้า ผมไม่ผอมนะ”
สีหน้าท่าทางช่างกวนประสาทเหลือเกิน
ฉีเล่อเล่อขี้เกียจสนใจพวกตัวป่วนเหล่านี้ เธอเร่งฝีเท้าขึ้น “ตามมา”
บนถนนพลันเกิดลมหมุนขึ้นมาระลอกหนึ่ง
คนเดินถนนที่นาน ๆ จะโผล่มาสักคนมองกลุ่มคนที่วิ่งผ่านไป ก่อนรีบหลบเข้ามุมด้วยความหวาดกลัวจนตัวสั่น พวกแก๊งอันธพาลนี่ออกมาตีกันอีกแล้ว อย่าให้พวกมันเห็นเชียว ถ้าเกิดมองหน้าแล้วไม่ถูกใจ ฟันฉันสักทีขึ้นมาจะทำยังไง?
ไม่นานคนทั้งหมดก็กลับถึงที่ตั้งแก๊ง
ย่านนี้วุ่นวายมาก แต่ก็เป็นย่านที่มีเงินสะพัดเช่นกัน
ที่วุ่นวายก็เพราะการควบคุมดูแลในปัจจุบันไม่ได้เข้มงวดนัก มีอิทธิพลของแก๊งต่าง ๆ ปักหลักอยู่ อีกทั้งยังมีกลุ่มอิทธิพลจากต่างประเทศ การทะเลาะวิวาทและต่อยตีกันจึงเกิดขึ้นเป็นระยะ
แต่แทบไม่มีเหตุการณ์บุกไปตีกันถึงที่ตั้งของแก๊ง เพราะถึงจะเป็นพวกอันธพาล แต่ไม่ว่าจะจริงใจหรือเสแสร้ง อย่างไรก็ยังมีกฎเกณฑ์ในวงการคอยควบคุมอยู่บ้าง เว้นแต่มั่นใจว่าสามารถกวาดล้างแก๊งนั้นได้หมด หรือมีอำนาจใหญ่หนุนหลังอยู่
คนที่เฝ้าประจำอยู่ในแก๊งพากันเข้ามาล้อม ช่วยใส่ยาให้คนที่ได้รับบาดเจ็บ
พวกที่ตลอดทางยังพูดคุยหัวเราะกันสนุกสนาน พอถึงตอนนี้กลับพากันร้องโอดโอยอย่างเกินจริง
ชายวัยกลางคนคนหนึ่งตบหัวเจ้าหนุ่มที่ร้องเสียจนแทบขาดใจ “ไอ้หนุ่ม แผลแค่นี้เอง ต้องร้องขนาดนั้นไหม?”
รอยยิ้มบนใบหน้าฉีเล่อเล่อสดใสราวกับแสงแดด “กลัวเจ็บหรือ? งั้นคราวหน้าก็ไม่ต้องตามไปแล้ว”
เสียงร้องในห้องเงียบกริบทันที ให้ตายเถอะ หัวหน้าใช้ไม้นี้โหดจริง ๆ! ไม่ไปไม่ได้เด็ดขาด!
ต่อให้ขาเป๋ก็ต้องไป โอกาสที่จะได้รับความโปรดปรานจากหัวหน้าไม่ได้มีมาง่าย ๆ แถมหัวหน้ายังสอนทักษะการต่อสู้ให้ด้วยตัวเอง และคนที่ออกไปสู้ก็จะได้ส่วนแบ่งเงินมากกว่า!
พื้นที่ที่พวกเขาต่อสู้แย่งชิงมาได้ในวันนี้ รายได้ในอนาคตหัวหน้าเอาเพียงหนึ่งส่วน แบ่งให้คนที่อยู่เฝ้าฐานหนึ่งส่วน อีกหนึ่งส่วนใช้เป็นค่าใช้จ่ายภายในแก๊ง สองส่วนเก็บเข้ากองทุนของแก๊งสำหรับรักษาคนเจ็บและช่วยเหลือครอบครัวของผู้เสียชีวิต อีกหนึ่งส่วนนำไปทำการกุศล ส่วนอีกสี่ส่วนที่เหลือก็คือส่วนแบ่งของพวกเขาที่ออกไปสู้ นั่นเป็นเงินก้อนโตทีเดียว อย่าคิดว่าสี่ส่วนนี้น้อย เพราะพวกเขามีกันไม่ถึงยี่สิบคน!
แน่นอนว่ารายได้ที่กล่าวถึงนี้ คือรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายในการดูแลพื้นที่นั้นเป็นประจำแล้ว
แก๊งทั่วไป เงินก้อนใหญ่ล้วนตกอยู่ในมือหัวหน้าใหญ่น้อย ส่วนคนข้างล่างแค่ได้ส่วนแบ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็นับว่าดีแล้ว สมาชิกระดับล่างสุดบางคนหาเงินเลี้ยงครอบครัวยังลำบาก ไม่ใช่ว่าเข้าแก๊งแล้วทุกคนจะร่ำรวยได้
มีเพียงแก๊งชิงเหนียนของพวกเขาที่ให้ความเป็นธรรมมากที่สุด ผลประโยชน์จะถูกแบ่งตามผลงานในการต่อสู้ของแต่ละคน สายตาของหัวหน้าเฉียบคมที่สุด ไม่มีใครกล้าโกหก!
ผลประโยชน์มากมายขนาดนี้ ล้วนเป็นส่วนที่หัวหน้ายอมสละจากมือมาแบ่งให้พวกเขา แล้วจะไปหาหัวหน้าดี ๆ แบบนี้ได้จากที่ไหนอีก!
ฉีเล่อเล่อมองท่าทางของพวกเขาที่พร้อมถวายชีวิตให้ ก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก เพียงสั่งให้มันสมองของแก๊งสองสามคนวางแผนว่าหลังยึดพื้นที่มาได้แล้ว ต้องดำเนินการอะไรบ้าง คนตายเพราะทรัพย์ นกตายเพราะอาหาร เธอไม่ได้รังเกียจเรื่องเหล่านี้ ใครบ้างไม่ได้ดิ้นรนเพื่ออาหารสามมื้อ? เอาชีวิตแลกเงิน ไม่ใช่เรื่องน่าอาย
ตอนนี้ใต้บังคับบัญชาของเธอมีมันสมองหลักอยู่สองคน ทั้งคู่เข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันอย่างดีเยี่ยม และมีประสาทสัมผัสทางการเมืองในระดับหนึ่ง ยังมีฝ่ายประชาสัมพันธ์หลักอีกสองคน เป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง คอยส่งเสริมซึ่งกันและกัน รับผิดชอบเรื่องการติดต่อสัมพันธ์กับภายนอกโดยเฉพาะ และยังมีคนอีกหลายคนที่ทำหน้าที่รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลโดยเฉพาะ
ส่วนเธอรับผิดชอบเพียงกำหนดทิศทางใหญ่ และอีกอย่างก็คือ...ต่อสู้
คนเราต้องรู้ว่าตัวเองถนัดอะไร งานเฉพาะทางก็ต้องมอบให้คนที่เชี่ยวชาญจัดการ เรื่องนี้เธอเข้าใจดี
แก๊งชิงเหนียนเติบโตอย่างรวดเร็ว ฉีเล่อเล่อไม่ได้รู้สึกแปลกใจแม้แต่น้อย
ยุคสมัยนี้มีลักษณะเช่นนี้ ผู้คนใช้ชีวิตราวกับมีวันนี้แต่ไม่มีวันพรุ่งนี้ ไม่ว่าจะทำอะไรก็เร่งรีบไปหมด
การผงาดขึ้นและล่มสลายของแก๊งใหญ่น้อย บางทีอาจเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา
หลังจัดการเรื่องภายในแก๊งเรียบร้อยแล้ว เธอกำชับทุกคนให้ระวังความปลอดภัย จากนั้นจึงออกจากที่นั่นกลับบ้าน
……..........................................................................
บ้านตระกูลฉิน
หลังจากฉินโซ่วจากไปได้หนึ่งชั่วโมงกว่า ป๋ายเหลียนก็ฟื้นขึ้นมา ท้ายทอยยังเจ็บอยู่ เธอฝืนลุกขึ้นนั่ง ก่อนเดินออกไปห้องด้านนอก มองคุณนายผู้เฒ่าฉิน ฉินเฟยเฟย และเด็กสามคนที่ยังนอนระเกะระกะอยู่ ในใจก็เข้าใจทันทีว่า ฉินโซ่วหนีไปแล้ว
เธอค้นหาตามห้องต่าง ๆ จนครบ แล้วมองไปยังด้านบนของตู้ที่ว่างเปล่า กระเป๋าหนังเก่าใบนั้นหายไปแล้ว เมื่อกลับเข้าไปในห้องนอนของตัวเองและเปิดตู้เสื้อผ้าดู เสื้อผ้าดี ๆ ไม่กี่ชุดของฉินโซ่วที่อยู่ข้างในก็หายไปทั้งหมด!
ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความเคียดแค้น ไอ้เดรัจฉานนั่น! มันทำลายชีวิตทั้งชีวิตของเธอ!
ความจริงมือของเธอขยับได้แล้ว เพียงแต่ออกแรงไม่ได้ ปกติเธอจงใจแกล้งทำเป็นอาการหนัก ก็เพื่อจะได้ไม่ต้องทำงาน แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาสนใจเรื่องเหล่านั้นแล้ว เธอไม่ได้ส่งเสียงโวยวาย เพียงเก็บข้าวของอย่างเงียบ ๆ นำเสื้อผ้ามีค่าหลายชุดออกมาห่อใส่ผ้าผืนหนึ่ง
เธอกัดฟัน ก่อนค่อย ๆ เดินเข้าไปหาฉินเฟยเฟยกับคุณนายผู้เฒ่าฉิน แล้วระมัดระวังถอดเครื่องประดับหลายชิ้นที่ทั้งสองสวมอยู่ออกมา จากนั้นยังคลำค้นตัวทั้งคู่ จนเจอเงินเหรียญกว่าสิบเหรียญ
เมื่อมองดูรอบบ้านแล้วเห็นว่าไม่มีอะไรมีค่าให้กวาดไปได้อีก ป๋ายเหลียนก็กัดฟันด้วยความแค้น เครื่องประดับดี ๆ มีค่าของเธอทั้งหมด ถูกเอาไปเลี้ยงไอ้หมาฉินโซ่วนั่นจนหมดแล้ว
เธอสะพายห่อผ้าขึ้นตัวแล้วหันหลังเดินจากไป โดยไม่แม้แต่จะชายตามองลูกชายของตัวเอง
กระทั่งดึกมากแล้ว คุณนายผู้เฒ่าฉินจึงตื่นขึ้นมา เพราะอายุมาก กินอาหารน้อย ยาสลบที่เข้าสู่ร่างกายจึงน้อยตามไปด้วย เธอมองไปรอบ ๆ ด้วยสายตางุนงง หลังใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะปรับสายตาให้ชินกับความมืดได้ จึงคลำทางไปจุดเทียน บ้านที่เช่าอยู่ก่อนหน้านี้เป็นย่านที่พักอาศัยชั้นดี จึงมีไฟฟ้าใช้ แต่บ้านหลังนี้ยังไม่มี
เมื่อเห็นลูกสาวกับเด็กทั้งสามนอนฟุบอยู่รอบโต๊ะอาหาร แม้แต่หลานชายตัวน้อยที่ตกจากเก้าอี้ลงไปนอนกับพื้นก็ยังไม่ตื่น สัญชาตญาณของเธอบอกทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ เมื่อไม่เห็นลูกชายกับลูกสะใภ้ เธอก็รีบเข้าไปตามหาในห้องนอนของทั้งสอง แต่จะมีเงาของสองคนนั้นอยู่ที่ไหน!
ในตู้เสื้อผ้าของทั้งคู่ เสื้อผ้าหลายชุดที่ป๋ายเหลียนหวงแหนเป็นพิเศษหายไปหมด กล่องเครื่องประดับของป๋ายเหลียนก็หายไปด้วย คุณนายผู้เฒ่าฉินรีบคลำข้อมือตัวเอง กำไลทองหายไปแล้ว!
เธอลนลานค้นดูทีละอย่าง เงินเหรียญหลายเหรียญที่พกติดตัวก็หายไป! เครื่องประดับบนตัวลูกสาวก็หายไปเช่นกัน
เธอรีบวิ่งเข้าไปในห้องที่ตัวเองพักร่วมกับฉินเฟยเฟย เพราะบ้านที่เช่าไว้มีขนาดเล็ก เธอจึงต้องอยู่ห้องเดียวกับฉินเฟยเฟยและช่วยกันดูแลเด็กสองคน ทรัพย์สินทั้งหมดของเธอกับลูกสาวหายไปอย่างไร้ร่องรอย!
คุณนายผู้เฒ่าฉินเดินโซซัดโซเซกลับไปข้างโต๊ะอาหาร เขย่าตัวฉินเฟยเฟยแรง ๆ “รีบตื่น! รีบตื่นเร็ว! พี่ชายของแกกับนังแพศยาป๋ายเหลียนหนีไปแล้ว!”