คุณนายผู้เฒ่าฉินเขย่าตัวอยู่หลายครั้ง แต่ฉินเฟยเฟยก็ยังไม่ตื่น เธอจึงเข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น รีบคว้าแก้วน้ำเย็นมาสาดใส่หน้าลูกสาว พร้อมกับหยิกตามตัวอีกหลายที
ในที่สุดฉินเฟยเฟยก็ครางเบา ๆ แล้วตื่นขึ้นมา เมื่อรู้สึกเจ็บตามตัวก็พูดอย่างไม่พอใจว่า “แม่ แม่หยิกฉันทำไม?”
เสียงของคุณนายผู้เฒ่าฉินแหบพร่าฟังไม่น่ารื่นหู “พี่ชายของแกกับป๋ายเหลียนหายตัวไป เงินทองในบ้านก็หายไปหมดเหมือนกัน”
ฉินเฟยเฟยชะงักไป ก่อนจะแผดเสียงร้องแล้วพุ่งกลับไปยังห้องของตัวเอง เสียงรื้อค้นข้าวของดังออกมาจากในห้อง ผ่านไปครู่หนึ่ง ฉินเฟยเฟยก็เดินออกมาด้วยท่าทางเหมือนคนไร้วิญญาณ ดวงตาเหม่อลอย “จบแล้ว หายหมดแล้ว ไม่เหลือสักอย่าง จบแล้ว…”
............................................................
ฉีเล่อเล่อกลับถึงบ้านได้ไม่นาน ก็ได้รับข่าวที่ลูกน้องส่งมาให้ เธอหัวเราะเย็นชา ก่อนสั่งคนผู้นั้นว่า “จะปล่อยให้เธอไปได้ยังไง? ลูกไม่เลี้ยงแล้วหรือ? นำทางไป เราไปเชิญเธอกลับมากัน”
พูดจบ เธอก็หันไปบอกฉีซูที่กำลังมองมาจากในห้อง “พี่ ฉันออกไปจัดการเรื่องนิดหน่อย เดี๋ยวก็กลับมา”
ฉีซูลุกขึ้นยืน “มีอันตรายไหม? พี่ไปกับเธอ”
ฉีเล่อเล่อตอบว่า “ไม่มี มีหนูตัวหนึ่งคิดจะหนี ฉันจะไปจับมันกลับมา”
ระหว่างพูด ร่างของเธอก็วิ่งหายไปไกลแล้ว
……
ป๋ายเหลียนหดตัวอยู่ในสถานีรถไฟ รอให้ฟ้าสาง โชคของเธอค่อนข้างดี วันนี้มีรถไฟออกจากเซี่ยงไฮ้ไปยังเมืองหลวงซึ่งเป็นบ้านเกิดของเธอ ปัจจุบันรถไฟยังมีไม่มาก ไม่เพียงเส้นทางจะน้อย จำนวนเที่ยวที่ให้บริการก็ยังน้อยด้วย และรถไฟขบวนนี้จะออกตอนตีห้าของวันรุ่งขึ้นพอดี
เธอยอมจ่ายเงินราคาแพงซื้อตั๋วต่อมาจากคนอื่นใบหนึ่ง ตั้งใจจะรออยู่ในสถานีรถไฟจนถึงเวลาออกเดินทาง คราวนี้เมื่อกลับถึงบ้าน เธอจะไม่ดื้อรั้นอีกแล้ว จะพยายามขอให้พ่อยกโทษให้
พ่อของเธอก็เป็นผู้มีอำนาจอยู่บ้าง ขอเพียงเธอกลับไปพึ่งพาเส้นสายได้สำเร็จ จากนั้นค่อยกลับมาหาฉินโซ่วกับฉีเล่อแล้วฆ่าทิ้งเสีย เธอไม่เคยเสียเปรียบใครถึงขนาดนี้มาก่อน
ตอนฉีเล่อเล่อมาถึง ก็เห็นป๋ายเหลียนกำลังจ้องข้อมือของตัวเองอย่างเหม่อลอย เธอเดินไปข้างป๋ายเหลียน กางแขนทั้งสองข้างพาดบนพนักเก้าอี้ เอนตัวไปด้านหลัง ไขว่ห้างแล้วนั่งลงอย่างสบายอารมณ์
ป๋ายเหลียนสะดุ้งตื่นจากภวังค์ความคิด ก่อนจะเห็นฉีเล่อเล่อที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กำลังยิ้มตาหยีมองเธออยู่
ฉีเล่อเล่อเพิ่งกลับถึงบ้านและปล่อยผมลงแล้ว เมื่อครู่เพียงรวบไว้ด้านหลังอย่างลวก ๆ เท่านั้น
ป๋ายเหลียนไม่รู้เลยว่าตอนนี้ฉีเล่อเล่อมีอำนาจถึงขั้นไหน เพราะฉินโซ่วไม่เคยเล่าให้เธอฟัง แต่เมื่อนึกถึงข้อมือที่ได้รับบาดเจ็บ ป๋ายเหลียนก็ยังรู้สึกหวาดกลัว
เธอพูดตะกุกตะกัก “เธอ...เธอจะทำอะไร? ฉันออกจากตระกูลฉินแล้ว ถ้าเธออยากอยู่กับฉินโซ่ว ก็กลับไปหาเขาเองสิ”
ฉีเล่อเล่อเลิกคิ้ว ก่อนจะคว้าข้อมือของเธอไว้ทันที “ไม่ได้ เธอไปไม่ได้ เธอไปแล้วลูกจะทำยังไง?”
พูดไปพลาง ฉีเล่อเล่อก็ลากป๋ายเหลียนออกไปข้างนอก
ป๋ายเหลียนทั้งเจ็บทั้งกลัวจนร้องลั่น “ช่วยด้วย! มีคนปล้น! ช่วยด้วย!”
แน่นอนว่าสถานีรถไฟย่อมมีเจ้าหน้าที่รักษาความสงบ ตำรวจสองนายเดินเข้ามา “ทำอะไรน่ะ? ทำอะไรกัน?”
ในที่สุดป๋ายเหลียนก็ดิ้นหลุดจากมือของฉีเล่อเล่อ เธอชี้หน้าฉีเล่อเล่อแล้วพูดว่า “ฉันมีตั๋วและกำลังรอขึ้นรถไฟ ผู้หญิงคนนี้คิดจะปล้นฉัน!”
ตำรวจทั้งสองหันมามองฉีเล่อเล่อ
ฉีเล่อเล่อทำหน้าไร้เดียงสา “ฉันเปล่านะ ฉันไม่ได้ทำ! ฉันมีตั๋วของตัวเอง ฉันแค่จะพาเธอออกไป เพราะแม่สามีของเธอฝากให้ฉันมาบอก เห็นแก่ที่ลูกยังเล็ก อย่าหนีไปเลย รีบกลับบ้านเถอะ!”
ตำรวจทั้งสองมองป๋ายเหลียนอย่างเคลือบแคลง “เอาตั๋วของพวกคุณออกมาให้ดู”
พวกเขาไม่สนว่าใครผิดใครถูก ใครมีตั๋วก็มีสิทธิ์อยู่ ใครไม่มีตั๋วก็ไล่ออกไปตรง ๆ กลางค่ำกลางคืนแบบนี้ พวกเขาเองก็ง่วงจะแย่อยู่แล้ว
ป๋ายเหลียนรีบล้วงกระเป๋าหยิบตั๋ว แต่เดิมข้อมือของเธอก็เจ็บอยู่แล้ว เมื่อครู่ยังถูกฉีเล่อเล่อคว้าเอาไว้อีก ตอนนี้จึงยิ่งปวดหนักกว่าเดิม
เธอค้นอยู่นานก็หาไม่เจอ
พอเงยหน้าขึ้น กลับเห็นฉีเล่อเล่อกำลังยิ้มตาหยี พลางชูตั๋วรถไฟใบหนึ่งให้ตำรวจดู
ถึงตอนนี้ป๋ายเหลียนจะยังไม่เข้าใจได้อย่างไร!
เธอพุ่งเข้าใส่ฉีเล่อเล่อราวกับเสียสติ “เธอ! ต้องเป็นเธอแน่ ๆ เมื่อกี้เธอขโมยตั๋วของฉันไป!”
ฉีเล่อเล่อว่องไวปานสายฟ้า รีบซ่อนตั๋วไว้ด้านหลัง ขณะหลบไปมาก็ร้องว่า “พี่ชายทั้งสอง พวกพี่ดูสิ เธอลืมตาโกหกหน้าด้าน ๆ นี่มันตั๋วของฉันชัด ๆ”
ตำรวจทั้งสองหมดความอดทน เดินเข้าไปจับป๋ายเหลียนแล้วโยนเธอออกจากห้องพักผู้โดยสาร ไม่ว่าเธอจะตะโกนโวยวายจนเสียงแหบเสียงแห้งอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์อีกแล้ว
เมื่อทั้งสามคนเดินห่างออกไป ฉีเล่อเล่อก็แอบออกจากห้องพักผู้โดยสาร
ด้านนอกมีชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังร้อนใจเที่ยวขอซื้อตั๋วในราคาสูง “พี่ชายพี่สาว ลุงป้าน้าอาทั้งหลาย ใครมีตั๋วไปเมืองหลวงแล้วอยากขายบ้างครับ? ที่บ้านผมมีคนป่วยกำลังรอยาด่วน ผมต้องรีบเอายากลับไปให้ แต่ตอนนี้ไม่มีตั๋วแล้ว ใครพอจะขายให้ผมได้ไหม? ราคาแพงหน่อยก็ได้ ผมขอร้องล่ะครับ!”
แม้พอได้ยินว่ารับซื้อในราคาสูงจะมีคนสนใจอยู่บ้าง แต่ในยุคนี้การซื้อตั๋วรถไฟต้องอาศัยโชคไม่น้อย จึงไม่มีใครยอมสละตั๋วให้เขา ชายหนุ่มร้อนใจจนเดินวนไปวนมา
ฉีเล่อเล่อยื่นมือไปตบไหล่เขาเบา ๆ “ใช่ตั๋วใบนี้ไหม?”
ชายหนุ่มรับไปดู “ใช่ ๆ ๆ ขอบคุณมากนะน้องสาว!”
พูดพลางยัดเงินเหรียญหนึ่งกำมือให้ฉีเล่อเล่อ ฉีเล่อเล่อเห็นว่าเขาแต่งตัวดี จึงไม่ได้ปฏิเสธ รับเงินไว้แล้วโบกมือเดินจากไป ด้านหลังยังมีเสียงชายหนุ่มกล่าวขอบคุณดังตามมา
ฉีเล่อเล่อมองป๋ายเหลียนที่กำลังเดินไปข้างหน้าอย่างหมดอาลัยตายอยาก ก่อนจะรีบตามไปเดินเคียงข้างเธอ ทั้งคู่ดูราวกับพี่น้องที่สนิทสนมกันดี ฉีเล่อเล่อถึงกับชะโงกหน้าไปดูใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาของป๋ายเหลียนเป็นระยะ แล้วหัวเราะคิกคักออกมา
ป๋ายเหลียนโกรธจนแทบอกแตก อยากข่วนหน้าฉีเล่อเล่อให้เป็นรอยเสียเหลือเกิน แต่ข้อมือที่ยังปวดตุบ ๆ คอยเตือนเธอว่า ทำไม่ได้ และไม่กล้าทำด้วย
ป๋ายเหลียนเดินไปอย่างไร้จุดหมาย ส่วนฉีเล่อเล่อก็ใจดีเดินเป็นเพื่อน ยิ่งเดิน ผู้คนก็ยิ่งบางตา
ดึกดื่นขนาดนี้ แม้แต่พวกผู้ชายที่ออกไปเที่ยวเตร่ยามค่ำคืนก็แทบจะกลับบ้านกันหมดแล้ว
จู่ ๆ ป๋ายเหลียนก็พังทลาย ร้องไห้โฮออกมา “เธอยังต้องการอะไรอีก? ปล่อยฉันไปเถอะ! ฉันยกตระกูลฉินให้เธอแล้ว ปล่อยฉันไปเถอะ!”
เสียงหัวเราะของฉีเล่อเล่อพลันเย็นเยียบชวนขนลุก “ยกให้ฉัน? เธอแย่งตระกูลฉินที่มั่งคั่งร่ำรวยไป แล้วพอฉินโซ่วกวาดทรัพย์สินจนเกลี้ยง เหลือแต่คนแก่ คนอ่อนแอ คนป่วยและเด็ก ถึงค่อยยกตระกูลฉินให้ฉันงั้นหรือ? เธอช่างใจดีจริง ๆ! ในเมื่อเธอชอบตระกูลฉินนัก ก็ควรอยู่ที่นั่นไปจนตายสิ”
ป๋ายเหลียนร้องไห้จนน้ำมูกน้ำตาไหลเลอะเต็มหน้า “เธอยังต้องการอะไรอีก? เธอทำร้ายฉันจนเป็นแบบนี้แล้ว ยังต้องการอะไรอีก?”
ฉีเล่อเล่อมองเธอแล้วหัวเราะเย็นชา “เธอคิดว่าแค่หน้าด้านไร้ยางอาย ก็จะทำอะไรก็ได้ตามใจหรือ? ตอนแรกไปยั่วยวนผู้ชายที่มีภรรยาแล้วก็หน้าด้านมากพออยู่แล้ว ยังซื้อใจแม่ถังให้ช่วยฆ่าฉีเล่ออีก เธอยังมีหน้ามาบอกว่าคนอื่นทำร้ายเธออีกหรือ?”
ป๋ายเหลียนมองฉีเล่อเล่อด้วยสีหน้าหวาดผวา “เธอหมายความว่ายังไง? อะไรคือฆ่าฉีเล่อ? เธอก็ยังมีชีวิตอยู่ดี ๆ ไม่ใช่หรือ?”