จวิ้นจู่หรูอี้เพียงมีฐานะกำเนิดที่ดีเท่านั้น แต่ไม่ได้สร้างคุณูปการใดต่อบ้านเมือง
นางไม่มีศักดินา เบี้ยหวัดจวิ้นจู่เพียงเล็กน้อยที่ได้รับในแต่ละปี ไม่เพียงพอให้ใช้จ่ายเลย
นางมีเพียงนามของจวิ้นจู่ แต่ไม่มีทั้งทรัพย์สิน อำนาจ หรือแม้แต่ชื่อเสียงที่ดี หากคิดจะแต่งงานใหม่อีกครั้ง ก็ยากจะเลือกบุรุษที่ถูกใจได้
ป๋ายอวี้ชวนเดิมทีก็ไม่ได้พึงพอใจเจ้าของร่างมากนัก แม้ตัวเขาจะยากจน แต่ในใจกลับเห็นว่าเจ้าของร่างมีเพียงหน้าตาสะอาดสะอ้านธรรมดา และรู้สึกมาโดยตลอดว่านางไม่คู่ควรกับตน ยิ่งเจ้าของร่างมีฐานะเป็นบุตรสาวพ่อค้า เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าการแต่งนางเป็นภรรยาช่างทำให้ตนต้องคับข้องใจ มีภรรยาเช่นนี้ เขาจะเสียหน้าเพียงใดเมื่ออยู่ต่อหน้าสหายขุนนาง แต่ทรัพย์สมบัติของตระกูลฉี เขาก็ไม่อยากปล่อยให้ตกเป็นของผู้อื่น
บัดนี้เมื่อได้สบตากับจวิ้นจู่ ต่างฝ่ายต่างก็เกิดประกายแห่งความเสน่หาขึ้นทันที จวิ้นจู่หรูอี้มีรูปโฉมงดงามเย้ายวน ประกอบกับฐานะของนาง ในสายตาของป๋ายอวี้ชวน นี่ก็คือหญิงในฝันอย่างแท้จริง ทั้งสองพบกันเพียงไม่กี่ครั้งก็ลอบมีสัมพันธ์กันอย่างเร่าร้อน
ตอนแรกจวิ้นจู่หรูอี้ไม่ได้คิดจะแต่งกับป๋ายอวี้ชวน ส่วนป๋ายอวี้ชวนยังหมายตาทรัพย์สินในมือเจ้าของร่าง จึงยังไม่ได้คิดเป็นอื่นเช่นกัน จะบอกว่าทั้งสองมีใจให้กันหรือไม่ก็พูดยาก แต่เรื่องความใคร่นั้นมีแน่นอน
ป๋ายอวี้ชวนเร่งให้เจ้าของร่างเดินทางเข้าเมืองหลวงโดยเร็ว เพราะจวิ้นจู่หรูอี้ชื่นชอบเครื่องประดับงดงามเหล่านั้นเหลือเกิน เขาไม่มีปัญญาปรนเปรอนางได้เลย
ป๋ายอวี้ชวนให้คำมั่นต่อจวิ้นจู่หรูอี้อย่างหนักแน่นว่า “จวิ้นจู่วางใจเถิด ต่อให้ภรรยาที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับข้ามาถึง ข้าก็จะรักษาตัวเพื่อท่านเพียงผู้เดียว”
จวิ้นจู่หรูอี้เป็นคนขี้หึงอย่างยิ่ง เมื่อครั้งอดีต สวามีของนางเดิมทีกับญาติผู้น้องฝ่ายหญิงมีใจให้กัน แต่กลับถูกนางหมายตาเข้า นางจึงทูลขอพระราชโองการพระราชทานสมรส ทว่าสวามีของนางกับหญิงผู้นั้นยังตัดเยื่อใยเดิมไม่ขาด ยังคงลอบติดต่อกันอยู่ เมื่อจวิ้นจู่หรูอี้รู้เข้าและไม่อาจตัดความสัมพันธ์ของคนทั้งสองได้ นางจึงใช้ยาพิษชามเดียวส่งทั้งคู่ไปปรโลก
จวนแม่ทัพใหญ่สวีซึ่งเป็นครอบครัวฝ่ายสวามีย่อมอยากเอาชีวิตนาง แต่การแต่งงานครั้งนี้เป็นการสมรสที่ได้รับพระราชทานจากพระราชโองการ หากจวนแม่ทัพลงมือกับนาง ก็จะดูราวกับไม่พอใจราชวงศ์ ทว่าบุตรหลานของตนต้องมาตายเช่นนี้ จวนแม่ทัพย่อมไม่ยอมเลิกราเช่นกัน
ฮูหยินแม่ทัพเกลียดจวิ้นจู่หรูอี้เข้ากระดูกดำ ระหว่างที่นางถูกกักตัวจึงลอบวางยา ทำให้นางมีบุตรได้ยากนับแต่นั้น สุดท้ายสินเดิมทั้งหมดของจวิ้นจู่หรูอี้ถูกยึดไว้ นางต้องออกจากจวนไปตัวเปล่าเพียงลำพัง
หลังจากนางจากไป อดีตแม่สวามีก็แพร่ข่าวเรื่องที่นางมีบุตรได้ยากออกไป นับแต่กลับจวนเดิม จวิ้นจู่หรูอี้มักปวดท้องอยู่เสมอ ทั้งยังตามหมอมารักษาไม่น้อย ผลที่ได้ล้วนบอกว่าอาจยังมีบุตรได้ เพียงแต่ยากมาก
จากนั้นนางจึงเริ่มใช้ชีวิตเสเพล ชื่อเสียงค่อย ๆ เสื่อมเสียลง แต่เรื่องเหล่านี้ยังเป็นที่รู้กันเฉพาะในหมู่ชนชั้นสูงเท่านั้น
......
ป๋ายอวี้ชวนเป็นคนนอกที่เพิ่งเข้ามาในเมืองหลวง ย่อมไม่รู้เรื่องราวในอดีตของนาง
นางกล่าวกับป๋ายอวี้ชวนอย่างโศกเศร้าว่า “สวามีของข้าร่างกายไม่แข็งแรง แต่งงานกันไม่ถึงครึ่งปีก็จากไปแล้ว น่าสงสารที่ข้าต้องเป็นม่ายตั้งแต่อายุยังน้อย ทุกคืนต้องนอนเดียวดาย โชคดีเหลือเกินที่ได้พบอวี้หลาง...”
คำพูดนี้ทำให้ป๋ายอวี้ชวนปลาบปลื้มเสียจนแทบลอย! เขารู้สึกว่าตนคือผู้ที่สวรรค์โปรดปราน ถึงได้พบหญิงที่เหมาะสมกับตนถึงเพียงนี้!
ป๋ายอวี้ชวนคิดแต่งจวิ้นจู่เข้าจวน แต่นางกลับไม่ยินยอม “อวี้หลาง ทำเช่นนั้นได้อย่างไร ขอเพียงข้าได้พบกับท่านอยู่เสมอก็เพียงพอแล้ว จะทำร้ายผู้บริสุทธิ์คนนั้นไม่ได้”
จวิ้นจู่หรูอี้ช่างสมกับนามหรูอี้ คิดคำนวณไว้สมใจอยากเสียจริง นางเพียงต้องการเสพสุขกับป๋ายอวี้ชวนและใช้เงินทองของเขา ยังไม่ได้คิดจะผูกมัดตนเองไว้กับเขา นางยังต้องรอดูต่อไปว่าจะมีตัวเลือกที่ดีกว่านี้หรือไม่ นางชอบตัวป๋ายอวี้ชวน เพียงแต่ฐานะครอบครัวของเขายากจนเกินไปหน่อย
เวลานั้นเจ้าของร่างเพิ่งเดินทางมาถึงเมืองหลวง ป๋ายอวี้ชวนเพียงแสดงท่าทีเย็นชาต่อนาง ส่วนคนตระกูลป๋ายก็คอยกลั่นแกล้งนางเป็นครั้งคราว ยังไม่ได้คิดทำสิ่งอื่น
กระทั่งไม่กี่วันก่อน จวิ้นจู่หรูอี้พบว่าระดูของตนไม่มาหลายวันแล้ว!
นางรีบลอบตามหมอมาตรวจ และพบว่าตนตั้งครรภ์จริง ๆ!
ช่วงนี้บุรุษที่นางคบหาอยู่มีเพียงป๋ายอวี้ชวนคนเดียว เด็กในครรภ์จึงต้องเป็นลูกของป๋ายอวี้ชวนอย่างแน่นอน แม้ฐานะครอบครัวของเขาจะด้อยไปบ้าง แต่นางก็ตัดสินใจแต่งกับเขา อย่างไรเสีย นางรักษามานานถึงเพียงนี้กว่าจะตั้งครรภ์ได้ ต่อไปจะยังมีโอกาสตั้งครรภ์อีกหรือไม่ก็ไม่อาจรู้ได้
สตรี โดยเฉพาะสตรีในยุคโบราณ ล้วนมีความยึดมั่นต่อเรื่องทายาทที่แทบจะฝังลึกอยู่ในกระดูก
เมื่อจวิ้นจู่หรูอี้บอกเรื่องนี้แก่ป๋ายอวี้ชวน เขาก็ดีใจจนแทบคลั่ง เขามองออกมานานแล้วว่าจวิ้นจู่หรูอี้ไม่อยากลดตัวมาแต่งกับเขา แต่เขาได้รับผลประโยชน์จากนางมาแล้ว หากไม่มีจวิ้นจู่หรูอี้ช่วยวิ่งเต้น เขาย่อมไม่มีทางได้อยู่รับราชการในเมืองหลวง
บัดนี้จวิ้นจู่ตั้งครรภ์ จึงเข้าทางเขาพอดี
จวิ้นจู่หรูอี้เห็นความยินดีบนใบหน้าของเขาก็วางใจ นางกล่าวอย่างลำบากใจว่า “อวี้หลาง ท่านเป็นบุรุษที่มีภรรยาอยู่แล้ว ส่วนข้าเป็นจวิ้นจู่แห่งราชวงศ์ จะให้ไปเป็นอนุของผู้อื่นได้อย่างไร”
ป๋ายอวี้ชวนกล่าวว่า “จะกลัวอะไร นางเป็นเพียงหญิงกำพร้าคนหนึ่ง ข้าหย่านางเสียก็สิ้นเรื่อง”
จวิ้นจู่หรูอี้กลอกตาเล็กน้อย “หย่าภรรยาแล้วแต่งใหม่ ชื่อเสียงของท่านย่อมไม่ดี อีกอย่าง ภรรยาของท่านมีทรัพย์สินไม่น้อย หากนางเอาสินเดิมทั้งหมดไป แล้วลูกของเราจะใช้อะไรในภายหน้า”
แววตาของป๋ายอวี้ชวนพลันเหี้ยมเกรียม “ฮึ ในเรือนหลังจะมีคนตายสักคนสองคน มันจะยากสักเพียงใด”
ดังนั้นทั้งสองจึงร่วมกันวางแผนใช้ยาพิษเรื้อรังคร่าชีวิตเจ้าของร่าง ทั้งยังปล่อยข่าวออกไปว่าภรรยาของป๋ายอวี้ชวนล้มป่วย อาการยิ่งทรุดหนักลงทุกวัน
พวกเขาจะคาดคิดได้อย่างไรว่า ฉีหว่านซึ่งเห็นชัด ๆ ว่าสิ้นลมหายใจไปแล้ว กลับฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง!
หากไม่ใช่เพราะมีเด็กอยู่ในครรภ์ จวิ้นจู่หรูอี้ย่อมไม่ยอมลงมาแช่น้ำขุ่นนี้แน่นอน! แต่ไม่มีทางเลือก ชั่วขณะนี้นางยังหาบุรุษที่ยอมรับเด็กในครรภ์แทนป๋ายอวี้ชวนไม่ได้
...................................................
จวิ้นจู่หรูอี้ไม่คิดเลยว่าป๋ายอวี้ชวนจะไร้ความสามารถถึงเพียงนี้ พลาดครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งที่สองก็ยังพลาดอีก
นางถามอย่างระแวงว่า “หรือท่านตัดใจจากสตรีผู้นั้นไม่ได้ จึงจงใจหลอกข้า?”
ป๋ายอวี้ชวนรู้สึกว่าตนถูกปรักปรำ รีบสาบานทันที “ไม่มี ไม่มีเด็ดขาด ใจที่ข้ามีต่อจวิ้นจู่ ฟ้าดินเป็นพยาน หากข้าไม่ได้จริงใจต่อจวิ้นจู่ ก็ขอให้ข้าถูกฟ้าผ่าห้าครั้ง ตายอย่างอนาถ!”
จวิ้นจู่หรูอี้หัวเราะคิกคัก “เอาละ อวี้หลาง ข้าจะไม่เชื่อท่านได้อย่างไร ท่านกลับเอาจริงเสียแล้ว ข้าว่าสตรีผู้นี้ไม่ธรรมดา ไม่รู้ว่าเมื่อก่อนนางแสร้งทำเป็นอ่อนแอหรือไม่ บัดนี้ลูกศรขึ้นสายแล้ว ไม่ยิงก็ไม่ได้ ท่านหาทางพานางออกมาเสีย พวกเราลงมือตรง ๆ ให้จบสิ้นในคราวเดียว หากพบโจรภูเขาหรือโจรปล้น คนธรรมดาอย่างพวกท่านจะหนีพ้นได้อย่างไร”
ทั้งสองปรึกษากันอยู่พักหนึ่ง ปรึกษาไปปรึกษามา สุดท้ายก็ไปจบกันบนเตียง
ฉีเล่อเล่อเห็นป๋ายอวี้ชวนได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง ก็เริ่มจับตาดูเขาทันที ไม่นานหลังจากป๋ายอวี้ชวนพาบ่าวรับใช้ออกจากจวน นางก็ตามออกไป
ตอนนี้ชื่อเสียงเรื่องความคลุ้มคลั่งของนางแม้ยังไม่แพร่ออกไปภายนอก แต่คนทั้งจวนต่างรู้กันหมดแล้ว จะยังมีผู้ใดกล้าขวางนางอีก?
เมื่อออกจากจวน ฉีเล่อเล่อหาสถานที่ไร้ผู้คน ก่อนหายเข้าไปในมิติ นางเปลี่ยนเสื้อผ้าและสวมหมวกม่านคลุมหน้าที่สตรีในยุคนี้นิยมใช้ยามออกจากเรือน จากนั้นจึงตามป๋ายอวี้ชวนไป
ตั้งแต่โลกก่อน มิติของนางก็เพิ่มความสามารถให้คนเข้าไปข้างในได้ มิฉะนั้นยามที่นางลงมือลอบสังหารศัตรู พวกขายชาติ และผู้รุกรานครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยความสามารถของนางเพียงอย่างเดียวคงไม่อาจถอนตัวกลับมาได้อย่างปลอดภัยทุกครั้ง
เวลานี้ฉีเล่อเล่อนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสถานที่ลอบนัดพบของคนทั้งสอง ใช้จิตสัมผัสกวาดมองฉากสดตรงหน้าอยู่สองสามครั้ง ก่อนเบือนหน้าหนีแล้ววิจารณ์ว่า
“ชิ ผอมแห้งอย่างกับไม้เสียบผี จวิ้นจู่ผู้สูงศักดิ์ยังจะแย่งไปทำไม? บุรุษทั้งใต้หล้าตายกันหมดแล้วหรืออย่างไร...”