การลงมือชุดนี้ของฉีเล่อเล่อรวดเร็วรุนแรงเสียจนทุกคนตกตะลึง แน่นอนว่ายกเว้นป๋ายอวี้ชวน
มีเพียงสะใภ้ใหญ่ป๋ายที่ปวดใจจนร้องลั่น “โอ๊ย น้องสะใภ้ รีบปล่อยมือ เจาทำเช่นนี้ได้อย่างไร นี่ล้วนเป็นของข้า รีบคืนมาให้ข้า!”
ฉีเล่อเล่อยัดของทั้งหมดเข้าแขนเสื้อ ก่อนโยนเข้าไปในมิติ ใบหน้ายังคงยิ้มแย้ม “พี่สะใภ้ใหญ่ ของอะไรของท่าน? บ้านเดิมท่านร่ำรวยขึ้นมาแล้วหรือ? มิใช่ว่าหากขาดท่าน บ้านเดิมแทบจะไม่มีข้าวกินหรือไร? เหตุใดของที่ยืมผู้อื่นมาถึงกลายเป็นของตัวเองไปเสียแล้ว? กระทั่งร้านที่พวกท่านอาศัยอยู่ ก็ยังเป็นร้านของตระกูลฉีข้า!”
ป๋ายอวี้ซู่มองเครื่องประดับถูกน้องสะใภ้สามแย่งกลับไป ในใจก็ปวดเสียดจนแทบกระตุก เขาหันไปทำหน้าดุดันใส่ป๋ายอวี้ชวน “น้องสาม น้องสะใภ้ทำเช่นนี้ไม่เหมาะนัก ของที่ยกให้ผู้อื่นไปแล้ว ไหนเลยจะมีเหตุผลให้ทวงคืน?”
ป๋ายอวี้ชวนกลับกำลังดีใจที่ฉีเล่อเล่อแย่งของคืนมา ในสายตาเขา อีกไม่นานของของฉีเล่อเล่อทั้งหมดก็จะกลายเป็นของเขาอยู่แล้ว
เขาหันไปกล่าวกับพี่ชายใหญ่ “พี่สะใภ้ก็เหมือนกัน จะไปแย่งของกับหว่านเอ๋อร์ทำไม? นางชอบเครื่องประดับพวกนี้ที่สุด จะยกให้คนอื่นง่าย ๆ ได้อย่างไร? ในเมื่อพี่สะใภ้ใหญ่ยืมไป ก็คืนให้นางเสียเถิด พี่ใหญ่ก็ควรดูแลพี่สะใภ้บ้าง ที่บ้านไม่มีของพวกนี้ก็ไม่ต้องใส่เสียก็ได้ กินก็ไม่ได้ ดื่มก็ไม่ได้ คนเราจะฟุ้งเฟ้อเกินไปไม่ได้”
หากนำของเหล่านี้ไปมอบให้จวิ้นจู่ ไม่แน่ว่านางจะชมเขามากเพียงใด
ป๋ายอวี้ซู่รู้ดีที่สุดว่าน้องชายผู้นี้ปากคมเพียงใด ยามนี้ถูกพูดเสียจนเถียงไม่ออก หรือว่าผัวเมียคู่นี้ถูกขโมยทรัพย์ไป จึงตั้งใจมาทวงของชดเชยจากเขากันแน่?
ความรู้สึกไม่มั่นคงในใจเขายิ่งหนักขึ้น จึงไม่คิดติดใจเรื่องเครื่องประดับอีก และถามตรง ๆ ว่า “น้องสาม เจ้าเพิ่งได้รับตำแหน่งขุนนาง คราวนี้กลับมาเพราะเรื่องใด?”
ป๋ายอวี้ชวนนั่งลง ก่อนกล่าวกับป๋ายอวี้ซู่ว่า “เรื่องนี้ไว้ก่อน รอพี่รองมาก่อนค่อยพูด พี่สะใภ้ใหญ่ไปเตรียมอาหารมาก่อน ข้ากับหว่านเอ๋อร์ยังไม่ได้กินมื้อเย็น”
สะใภ้ใหญ่ป๋ายหน้าบึ้งตึง ไม่คิดเสแสร้งทำสีหน้าอ่อนโยนเหมือนเมื่อก่อนอีก ใบหน้ามืดครึ้มราวกับมีน้ำหยดออกมา
ฉีเล่อเล่อทำหน้าสงสัย “ข้าว่าพี่สะใภ้ใหญ่ดูไม่ค่อยพอใจเลย แต่ร้านนี้มิใช่ของครอบครัวข้าหรือ? เหตุใดพวกเรายังต้องดูสีหน้าผู้อื่นด้วย?”
พอป๋ายอวี้ซู่ได้ยินก็รู้สึกทันทีว่าท่าไม่ดี จึงตวาดภรรยา “น้องสามกับน้องสะใภ้ยังไม่ได้กินมื้อเย็น ยังไม่รีบไปทำอีก? อยากให้ข้าจัดการเจ้าหรือ?”
สะใภ้ใหญ่ป๋ายไม่กล้าพูดมากอีก ทำหน้าไม่พอใจแล้วเดินเข้าครัว
ฉีเล่อเล่อรีบเดินตามไปอย่างกระตือรือร้น “ข้าไปช่วยพี่สะใภ้ใหญ่ทำอาหาร”
นางต้องจับตาดูให้ดี อย่าให้สตรีผู้นั้นแอบถ่มน้ำลายลงในอาหาร นางยังอยากกินข้าวดี ๆ อยู่
เมื่อเห็นฉีเล่อเล่อยื่นหน้าเข้ามายืนเฝ้าอยู่ตรงประตูครัว สะใภ้ใหญ่ป๋ายก็โมโหจนแทบระเบิด บอกว่าจะช่วยอะไร เห็นชัด ๆ ว่ามาคุมเสียมากกว่า
ฉีเล่อเล่อเห็นนางหยดน้ำมันลงกระทะเพียงไม่กี่หยด ก็รีบพูดทันที “พี่สะใภ้ใหญ่ ใส่อีกหน่อย ๆ น้ำมันน้อยแล้วอาหารไม่หอม”
สะใภ้ใหญ่ป๋ายกลอกตา นางจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าน้ำมันเยอะแล้วอร่อยกว่า? ก็เพราะอาหารนี้ทำให้สองผัวเมียเจ้าสามกิน จึงไม่อยากสิ้นเปลืองน้ำมันต่างหาก นางแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน
ทันใดนั้น มือขาวเรียวยาวคู่หนึ่งก็ยื่นมาจากด้านหลัง มือหนึ่งคว้าข้อมือนางไว้แน่น อีกมือคว้ากาน้ำมันแล้วเทลงกระทะอย่างไม่เสียดาย
เสียงเนิบช้าของฉีเล่อเล่อดังขึ้น “ข้าบอกแล้วว่าให้ใส่มากหน่อย ดูเหมือนหูของพี่สะใภ้ใหญ่จะไม่ค่อยดีนะ ต้องให้ข้าช่วยเปิดหูให้หรือไม่?”
สะใภ้ใหญ่ป๋ายรู้สึกเพียงว่าน้ำเสียงนั้นเย็นลึก ชวนให้หนาวสันหลัง ไม่รู้เพราะเหตุใด นางพลันสะท้านไปทั้งตัว ข้อมือเจ็บราวกับจะถูกบีบหัก จึงไม่กล้าพูด ไม่กล้าหันกลับมา ได้แต่ทำอาหารต่อไปอย่างว่าง่าย
ฉีเล่อเล่อหรี่ตามองนางทำอาหารทีละอย่าง พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นขาหมูรมควันแขวนอยู่บนคาน ดวงตาพลันเป็นประกาย นี่เป็นของดีเชียว นางกระโดดขึ้นไปปลดลงมาทันที
พอสะใภ้ใหญ่ป๋ายเห็นเข้าก็ไม่ยอม “น้องสะใภ้สาม เจ้าเอานั่นลงมาทำไม?”
ฉีเล่อเล่อสะบัดคนที่พุ่งเข้ามาหาออกไป “อันนี้ไม่ต้องให้ท่านทำ ข้าทำเองเป็น”
พูดจบก็ผลักอีกฝ่ายออกไป คว้ามีดขึ้นมาแล้วเริ่มแล่ขาหมูรมควัน
สะใภ้ใหญ่ป๋ายโกรธจนแทบคลั่ง ตะโกนเสียงดัง “นี่ไม่ใช่ของบ้านเจ้า นี่ของข้า ของข้า คืนมาให้ข้า...”
พูดไปพลางก็พุ่งเข้าหาฉีเล่อเล่อไปพลาง ขาหมูรมควันนี้ เมื่อสองวันก่อนบุตรชายกับบุตรสาวอยากกิน นางยังตัดใจเอาออกมาให้ไม่ได้ เพราะตั้งใจจะเก็บไว้ส่งกลับบ้านเดิม แล้วจะยอมให้ฉีหว่านนังแพศยานี่กินได้อย่างไร?
ฉีเล่อเล่อกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “นี่เห็นชัด ๆ ว่าเป็นของหมู จะกลายเป็นของท่านได้อย่างไร? อะไรของท่าน? ท่านเรียกมัน แล้วมันตอบหรือ? พี่สะใภ้ใหญ่ ข้ารู้ว่าท่านร้อนใจ แต่ช่วยอย่าเพิ่งร้อนได้หรือไม่? รออีกสองชั่วยาม ข้าก็คืนให้ท่านแล้ว”
สะใภ้ใหญ่ป๋ายชะงัก “เจ้าจะซื้ออันใหม่มาคืนข้าหรือ?” หากเป็นเช่นนั้นก็ใช่ว่าจะไม่ได้
นางจะต้องเอาอันที่หนักกว่านี้ ของสิ่งนี้ราคาแพง ตอนซื้อจึงตัดใจซื้ออันหนักไม่ลง เลือกแต่อันที่เบาที่สุดกลับมา
มุมปากฉีเล่อเล่อมีรอยยิ้มบาง ๆ “อืม ๆ คืน ๆ ข้าทำเสร็จสักอย่างแล้วจะคืนให้”
สะใภ้ใหญ่ป๋ายได้ยินแต่ว่านางจะคืน จึงไม่ได้คิดอะไรมาก เห็นว่าอาหารทำเกือบเสร็จแล้วก็เดินออกไป
เดินไปได้ไม่กี่ก้าว นางพลันรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล คำว่า ‘ทำเสร็จสักอย่างแล้วจะคืน’ หมายความว่าอย่างไร?
ผ่านไปครู่ใหญ่ ในที่สุดนางก็เข้าใจ พลันร้องลั่นแล้วพุ่งเข้าใส่ฉีเล่อเล่อ “อ๊าก! นังแพศยา กล้าหลอกข้าหรือ!”
ฉีเล่อเล่อหันกลับมา มีดทำครัวในมือสะท้อนประกายเย็นเยียบชี้ตรงไปทางนาง “ทำไม? อาศัยอยู่ในบ้านของข้า ใช้ร้านของข้า แล้วยังคิดจะมาคิดบัญชีกับข้าอีกหรือ?”
พอสะใภ้ใหญ่ป๋ายเห็นมีดเล่มนั้นก็หยุดฝีเท้าทันที มีดเล่มนี้นางเพิ่งลับไปได้ไม่กี่วัน คมกริบทีเดียว
ให้ตายเถอะ! เมื่อครู่หากนางพุ่งเร็วอีกสักหน่อย คงได้พุ่งเข้าใส่คมมีดเต็ม ๆ
นางตกใจจนพูดตะกุกตะกัก “จะ...เจ้า รอก่อนเถอะ ข้าจะไปฟ้องน้องสามว่าเจ้ารังแกข้า!”
พูดจบก็หมุนตัววิ่งออกไปทันที
ฉีเล่อเล่อแล่ขาหมูรมควันต่อ และไม่นานก็ทำขาหมูรมควันนึ่งเสร็จหนึ่งจาน
ด้านนอกมีเสียงผู้คนดังจอแจ คงเป็นครอบครัวป๋ายอวี้ซานมาถึงแล้ว
เรือนพักด้านหลังร้านมีขนาดไม่ใหญ่นัก บรรดาสตรีช่วยกันยกอาหารทั้งหมดขึ้นโต๊ะ ครอบครัวของป๋ายอวี้ซู่และป๋ายอวี้ซานต่างก็ยังไม่ได้กินมื้อเย็น อีกทั้งไม่มีโต๊ะอื่น จึงไม่แยกชายหญิง นั่งกินร่วมโต๊ะกันทั้งหมด
ป๋ายอวี้ชวนคิดว่าจะรอกินข้าวเสร็จแล้วค่อยพูดเรื่องสำคัญ มิฉะนั้นมื้อนี้คงกินกันไม่ลง
เขากินอย่างเอร็ดอร่อย ส่วนคนจากอีกสองครอบครัวกลับนั่งกระสับกระส่ายราวกับมีเข็มทิ่มอยู่ใต้ก้น
ฉีเล่อเล่อไม่สนใจคนเหล่านั้น ตะเกียบในมือขยับเร็วจนแทบเห็นเป็นเงาซ้อน คีบของอร่อยเข้าปากไม่หยุด
สองวันนี้ป๋ายอวี้ชวนชินกับท่าทางการกินของฉีเล่อเล่อเสียแล้ว หลายวันก่อนนางคงหิวโซมากเกินไป ตอนนี้เวลากินข้าวจึงดูราวกับผีอดอยาก!
ไม่แน่ว่านางอาจเป็นผีอดอยากที่มาเข้าสิงร่างฉีหว่านจริง ๆ ก็ได้!
ปากเล็ก ๆ ของฉีเล่อเล่อขยับเคี้ยวไม่หยุด น่าขัน! เวลากินข้าวไม่รีบกิน หรือจะรอให้ตัวเองอดตาย? สำหรับคนที่มาจากวันสิ้นโลก ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าการกินให้อิ่มอีกแล้ว
เมื่อเห็นขาหมูรมควันจานที่ได้รับความนิยมที่สุดหมดเกลี้ยง เด็กคนหนึ่งก็ร้องไห้โฮ
“ฮือๆๆ หมดแล้ว ข้ายังอยากกินอีก!”
สะใภ้ใหญ่ป๋ายรีบปลอบบุตรชาย “เจียเป่าเด็กดี รอก่อนนะ แม่จะไปตักมาให้ ยังมีขาหมูรมควันตั้งทั้งขา”
พูดจบ นางก็ถือจานเปล่าเข้าไปในครัวเพื่อหาขาหมูรมควัน
ครู่หนึ่งต่อมา นางเดินกลับเข้ามาด้วยสีหน้าโกรธจัด แล้วถามฉีเล่อเล่อ “น้องสะใภ้สาม ขาหมูรมควันที่เหลือเจ้าเอาไปไว้ที่ใด? เจียเป่ายังอยากกินอีก”
ฉีเล่อเล่อกินอิ่มแล้ว นางเอนกายไปด้านหลังเล็กน้อยก่อนตอบว่า “อ้อ มิใช่ว่ายกมาหมดแล้วหรือ? บางทีพอเอาขาหมูรมควันไปนึ่ง มันอาจหดลงกระมัง?”