ทั้งสองสนิทสนมกันประหนึ่งพี่น้อง เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อื่น ฉีเหม่ยลี่จะเรียกนางตามธรรมเนียมว่า “คุณหนูใหญ่” แต่เมื่ออยู่กันตามลำพัง ก็เรียกชื่อกันตามปกติ
ทว่านายท่านฉีไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องรับฉีเหม่ยลี่เป็นบุตรสาวบุญธรรม แม้เจ้าของร่างเดิมเคยเสนอเรื่องนี้ เขาก็เพียงอ้างว่ามารดาของฉีเหม่ยลี่คงเสียใจ แล้วบ่ายเบี่ยงไป
ฉีเล่อเล่อกลับเข้าใจความคิดของนายท่านฉีได้
ต่อให้เขามีจิตใจเมตตาเพียงใด คนที่เขารักและห่วงใยที่สุดย่อมเป็นบุตรสาวแท้ ๆ ของตน
หากรับฉีเหม่ยลี่เป็นบุตรสาวบุญธรรมขึ้นมาจริง ๆ ความสัมพันธ์ฉันพี่น้องของทั้งสองจะยังคงเหมือนเดิมหรือไม่ ก็ยากจะกล่าว
จิตใจมนุษย์เป็นสิ่งที่ต้านทานสิ่งล่อลวงได้ยากที่สุด
เพราะฐานะของทั้งสองแตกต่างกัน ความดีที่นายท่านฉีมีต่อฉีเหม่ยลี่ นางจึงรู้สึกซาบซึ้งและสำนึกบุญคุณ
แต่หากฐานะเปลี่ยนเป็นบุตรสาวแล้ว ก็ยากจะบอกว่านางจะอยากได้มากกว่าเดิมหรือไม่
ฉีเล่อเล่อถอนหายใจ บิดาที่เฉลียวฉลาดถึงเพียงนี้ เพียงแต่ตามใจบุตรสาวมากเกินไป เจ้าของร่างเดิมจึงขาดประสบการณ์และการฝึกฝน...
ฉีเล่อเล่อได้สติกลับมา ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “พวกท่านวางใจเถิด ข้ามีแผนอยู่ในใจแล้ว อย่างไรก็ไม่มีวันปล่อยให้คนพวกนั้นได้ประโยชน์ไปง่าย ๆ”
แม่นมฉีประนมมือ “อมิตาภพุทธ พระพุทธองค์ทรงคุ้มครอง โชคดีจริง ๆ ที่ของเหล่านั้นถูกโจรขโมยไป พวกเรายังต้องขอบคุณโจรผู้นั้นเสียด้วยซ้ำ มิฉะนั้นไม่รู้ว่าคนตระกูลป๋ายจะคิดหาวิธีใดมาทำร้ายคุณหนูอีก”
ฉีเหม่ยลี่กล่าวอย่างเป็นห่วง “หว่านเอ๋อร์ ครั้งนี้เจ้าขายร้านค้าแล้ว เกรงว่าจะยังไม่ปลอดภัย ข้ากลัวเจ้าสุนัขแซ่ป๋ายนั่นจะลงมือกับเจ้าอีก โดยเฉพาะจากที่นี่กลับเมืองหลวงมีระยะทางกว่าร้อยลี้ ระหว่างทางยังต้องผ่านภูเขาด้วย”
ฉีเล่อเล่อครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนส่งสัญญาณให้ฉีเหม่ยลี่ “พี่สาว ให้คนรับใช้ออกไปก่อนเถิด”
ฉีเหม่ยลี่รู้ว่านางมีเรื่องสำคัญจะพูด จึงโบกมือให้คนรับใช้ทั้งหมดออกจากห้อง เหลือเพียงแม่นมคนสนิทยืนเฝ้าประตูอยู่ด้านนอก
ฉีเล่อเล่อกวาดตามองไปรอบหนึ่ง ก่อนใช้นิ้วเพียงสองนิ้วคีบเก้าอี้ตัวหนึ่งขึ้นมาอย่างง่ายดาย
แม่นมฉี “!!!”
ฉีเหม่ยลี่ “!”
ฉีเล่อเล่อวางเก้าอี้ลง จากนั้นหยิบถ้วยกระเบื้องขึ้นมาใบหนึ่ง ใช้มือบีบเบา ๆ ผงกระเบื้องละเอียดพลันร่วงกราวลงมาจากหว่างนิ้ว
แม่นมฉี “!”
ฉีเหม่ยลี่ “!”
ผ่านไปเนิ่นนาน แม่นมฉีจึงค่อย ๆ เดินเข้าไปด้วยร่างสั่นเทา จับมือฉีเล่อเล่อขึ้นมาตรวจดูอย่างละเอียดทีละน้อย ยังคงเป็นมือคู่นั้นในความทรงจำของนาง เพียงแต่ผอมบางกว่าเดิม แม้แต่รอยแผลเป็นจากน้ำร้อนลวกตรงข้อมือก็ยังเหมือนเดิมทุกประการ
ฉีเล่อเล่อคิดในใจ นั่นมิใช่รอยแผลเป็นเสียหน่อย นั่นคือวังวนต่างหาก เป็นมิติของข้า ข้างในเต็มไปด้วยทรัพย์สมบัติ!
แม่นมฉีตบอกตัวเองเบา ๆ “สวรรค์ช่วย! คุณหนูไปกินยาวิเศษเพิ่มพละกำลังมาหรืออย่างไร เหตุใดจึงมีกำลังมากถึงเพียงนี้เจ้าคะ”
ฉีเล่อเล่อทำหน้าสับสน “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ครั้งนั้นข้าถูกคนตระกูลป๋ายวางยาจนล้มป่วย ทั้งยังไม่ได้กินข้าวติดต่อกันหลายวัน ระหว่างที่สติเลือนราง ข้ารู้สึกราวกับได้ไปยังสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งคล้ายแดนเซียน ที่นั่นมีสิ่งของมากมายที่ข้าไม่เคยเห็น ข้ายังนึกว่าตัวเองขึ้นสวรรค์ไปแล้วเสียอีก พอฟื้นขึ้นมา ข้าก็รอดชีวิต หลังจากนั้นหลายวันนี้ข้าจึงพบว่า ไม่เพียงมีกำลังมากผิดมนุษย์ แม้แต่ความเร็วในการวิ่งก็เพิ่มขึ้นด้วย”
นางจงใจเล่าอย่างคลุมเครือ ส่วนที่ว่ารวดเร็วเพียงใดน่ะหรือ? อย่างไรก็เร็วกว่าม้า เรื่องเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ละเอียด หึ ๆ
ดวงตาของฉีเหม่ยลี่เป็นประกาย “ข้ารู้ ๆ นี่ก็เหมือนที่เขียนไว้ในหนังสือนิทานที่ข้ากับหว่านเอ๋อร์เคยอ่านเมื่อก่อนอย่างไรเล่า เจ้าได้พบเซียน! น้องสาว นี่เป็นวาสนาของเจ้า เรียกว่าเคราะห์ร้ายกลับกลายเป็นโชคดีแล้ว!”
ฉีเล่อเล่อคิดในใจ พี่สาวเอ๋ย จินตนาการของท่านช่างล้ำเลิศจริง ๆ ข้ายังไม่ทันต้องแต่งเรื่องต่อ ท่านก็ช่วยข้าแต่งจนเสร็จเสียแล้ว
แม่นมฉีประนมมือคำนับ “นี่ต้องเป็นบุญกุศลที่นายท่านกับฮูหยินสั่งสมจากการทำความดีไว้แน่ ๆ คุณหนู เรื่องนี้ท่านห้ามบอกผู้ใดเด็ดขาดนะเจ้าคะ บางคนไม่เชื่อเรื่องเทพเซียน หากรู้เข้าอาจนำไปพูดจาเหลวไหลจนเกิดเรื่องได้”
ฉีเล่อเล่อพยักหน้า “แม่นมวางใจ ข้ารู้ดี แม่นมอยากอยู่ข้างกายข้าต่อ หรืออยากอยู่บ้านเดิมกับพี่เหม่ยลี่?”
แม่นมฉีถามอย่างร้อนรน “คุณหนูไม่ต้องการแม่นมแล้วหรือเจ้าคะ?”
นางถามพลางเสียใจจนร่างแทบทรงตัวไม่อยู่
ฉีเล่อเล่อกล่าวอย่างจนใจ “แม่นม ท่านคิดไปถึงไหนแล้ว ข้าไม่ได้ไม่ต้องการแม่นม เพียงแต่กลัวว่าท่านจะเป็นห่วงพี่สาว ตัดใจจากนางไม่ลงต่างหาก”
แม่นมฉีกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “คุณหนูใหญ่กล่าวอะไรเช่นนั้นเจ้าคะ เมื่อครั้งนั้นนายท่านรับข้ากับเหม่ยลี่ไว้ เท่ากับช่วยชีวิตพวกเราสองแม่ลูก ข้าจึงเคยสาบานต่อพระพุทธองค์ไว้ว่า ตราบใดที่คุณหนูใหญ่ไม่รังเกียจ ข้าจะปรนนิบัติรับใช้คุณหนูใหญ่ไปชั่วชีวิต หากคิดเป็นอื่น ขอให้ตายไม่ดี”
ฉีเล่อเล่อรีบกล่าว “แม่นม อย่าพูดคำอัปมงคลเช่นนี้เลย ข้าเชื่อท่าน ตอนนี้ขาของท่านยังไม่หายดี อยู่พักรักษาตัวกับพี่เหม่ยลี่ที่นี่อีกสักระยะเถิด รอให้หายสนิทแล้วค่อยพาชุนเอ๋อร์กับชิวเอ๋อร์สองสาวใช้ไปหาข้าที่เมืองหลวง หากพี่เหม่ยลี่กับพี่เขยคิดจะไปตั้งหลักที่เมืองหลวง ก็รอข้าก่อน รอข้าจัดการเรื่องตระกูลป๋ายเรียบร้อยแล้ว พวกท่านค่อยไป ถึงเวลานั้นพวกเราจะได้คอยดูแลช่วยเหลือกัน”
หลังใช้ชีวิตอยู่ในวันสิ้นโลกมาสิบปี ความจริงแล้วฉีเล่อเล่อยังคงชอบการมีคนสนิทสักสองสามคนอยู่เคียงข้าง แม้คนเหล่านี้อาจกลายเป็นภาระของนาง แต่คนเราย่อมต้องการความรักความผูกพันจากครอบครัว
แม่นมฉีกล่าว “ขาของข้ายังต้องพักอีกหลายวันกว่าจะหายสนิท หากไปเมืองหลวงตอนนี้ ไม่เพียงช่วยอะไรคุณหนูไม่ได้ ยังจะเพิ่มภาระให้ท่านเสียอีก แต่ให้ชุนเอ๋อร์กับชิวเอ๋อร์ตามคุณหนูไปก่อนเถิดเจ้าค่ะ หากมีธุระอะไร อย่างน้อยก็ช่วยวิ่งเต้นจัดการให้ได้”
ฉีเล่อเล่อกำลังจะคัดค้าน ฉีเหม่ยลี่ก็เรียกแม่นมที่อยู่ด้านนอกเสียก่อน “แม่นมหลี่ ท่านไปส่งข่าวที่บ้านของชุนเอ๋อร์กับชิวเอ๋อร์ บอกให้พวกนางมาที่บ้านเรา คุณหนูใหญ่มาแล้ว ให้พวกนางกลับมาปรนนิบัติรับใช้”
ฉีเหม่ยลี่ตบฉีเล่อเล่อเบา ๆ “ให้พวกนางตามเจ้าไปเถิด สาวใช้สองคนนั้นภักดีต่อเจ้าที่สุด มิเช่นนั้นคงไม่ต้องประสบเคราะห์เช่นนี้ ช่วงหลายวันนี้พวกนางมาถามข่าวทุกวันว่าเจ้าได้ส่งข่าวกลับมาหรือยัง เอาแต่รอให้เจ้าเรียกกลับไปรับใช้อยู่ข้างกาย การได้อยู่กับคุณหนูอย่างเจ้าต่างหากจึงนับว่าพวกนางมีวาสนา อยู่กับครอบครัวยากจนของพวกนาง วัน ๆ ทำงานไม่รู้จักจบสิ้น ทั้งยังได้กินไม่อิ่ม หากเจ้ายอมให้ติดตามไป พวกนางมีแต่จะซาบซึ้งในบุญคุณของเจ้า”
แม่นมฉีกล่าว “เช่นนี้ก็ดีแล้ว ขากลับมีพวกนางสองคนติดตามไปด้วย ข้าก็วางใจ”
ทั้งสามพูดคุยกันอีกครู่หนึ่ง ชุนเอ๋อร์กับชิวเอ๋อร์ก็มาถึง
ฉีเล่อเล่อตกใจอย่างยิ่ง ชุนเอ๋อร์กับชิวเอ๋อร์อยู่ข้างกายเจ้าของร่างเดิมมานานถึงสิบปี ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีเสียยิ่งกว่าคุณหนูจากครอบครัวเล็ก ๆ บางบ้านเสียอีก
ทว่าเพิ่งจากข้างกายนางไปเพียงไม่กี่เดือน แต่ละคนกลับมีใบหน้าเหลืองซีด ร่างกายซูบผอมราวกับผักเหี่ยวที่ถูกตากจนแห้ง
ทันทีที่เห็นฉีเล่อเล่อ ทั้งสองก็รีบคุกเข่าคารวะ ก่อนเข้าไปกอดขานาง “คุณหนู อย่าทิ้งพวกเรานะเจ้าคะ ต่อไปพวกเราจะติดตามคุณหนูไปทุกแห่ง คราวหน้าหากต้องเดินทาง พวกเราจะไม่กินอะไรแล้ว จะได้ไม่ท้องเสียจนทำให้การเดินทางล่าช้าอีก”
ฉีเล่อเล่อกล่าวกับสาวใช้ทั้งสอง “เรื่องนั้นไม่ใช่ความผิดของพวกเจ้า เอาละ ลุกขึ้นเถิด จะติดตามข้าก็ได้ แต่พวกเจ้าจงจำไว้ ตอนนี้อารมณ์ของข้าไม่ดีนัก ข้าสั่งให้ทำสิ่งใด พวกเจ้าต้องทำตามคำของข้าให้ครบถ้วน ห้ามผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย มิฉะนั้นหากทำลายความสัมพันธ์ที่พวกเรามีต่อกัน ย่อมไม่คุ้มค่า”
ทั้งสองย่อมเชื่อฟังทุกคำ จึงพยักหน้ารับติด ๆ กัน
แต่สุดท้ายฉีเล่อเล่อก็ยังให้ทั้งสองอยู่ที่บ้านตระกูลซา กำชับให้พวกนางเดินทางกลับเมืองหลวงพร้อมแม่นมฉีในภายหลัง นางเกรงว่าเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นระหว่างทางจะทำให้เด็กสาวทั้งสองตกใจกลัว
หลังกล่าวลาแม่นมฉีกับฉีเหม่ยลี่ ฉีเล่อเล่อก็หันกลับไปยังบ้านตระกูลป๋าย
ป๋ายอวี้ชวนกำลังเดินวนไปวนมาอยู่ในห้อง ร้านค้าในอำเภอแห่งนี้ ขอเพียงประกาศขายก็มีคนพร้อมรับช่วงต่อทันที ในปีที่บ้านเมืองอุดมสมบูรณ์ก็เป็นเช่นนี้ ร้านค้าทำเลดียากจะหาได้ ยุคสมัยนี้ร้านค้าดี ๆ เพียงร้านเดียวสามารถเลี้ยงคนได้ถึงสามชั่วอายุคน
ในที่สุดก็รอจนฉีเล่อเล่อกลับมา ป๋ายอวี้ชวนจึงกล่าวอย่างไม่พอใจ “เหตุใดเจ้าจึงเพิ่งกลับมา?”
บนใบหน้าฉีเล่อเล่อปรากฏรอยยิ้มเยาะบาง ๆ “ทำไมหรือ แม้แต่อิสระที่จะออกจากบ้าน ข้าก็ไม่มีแล้วหรือ? เจ้าคิดจะขังข้าไว้ในห้องอีกครั้งหรืออย่างไร? คราวนี้คิดจะใช้วิธีใด? วางยาพิษ? หรือจะใช้มีดลงมือโดยตรง?”
หัวใจป๋ายอวี้ชวนกระตุกวูบ นางรู้เรื่องแล้วหรือ?