ป๋ายอวี้ชวนตกใจในใจ รีบมองใบหน้าฉีเล่อเล่อ แต่กลับเห็นเพียงสีหน้าเย้ยหยัน ไม่เห็นว่านางมีท่าทีโกรธแค้นแต่อย่างใด
ที่แท้ยังคงผูกใจเจ็บเรื่องคราวก่อนอยู่สินะ เขาจึงค่อยโล่งอก
ป๋ายอวี้ชวนรีบเปลี่ยนสีหน้า ยิ้มเอาใจพลางกล่าว “หว่านเอ๋อร์ เจ้าคิดมากไปแล้ว ไหนเลยจะมีเรื่องเช่นนั้น? เหตุใดนับวันเจ้าจึงยิ่งไม่เชื่อใจข้า? เอาละ พวกเราหาผู้ซื้อได้แล้ว รีบไปจัดการสัญญาซื้อขายให้เรียบร้อยเถิด”
ร้านค้าทั้งสองแห่งไม่เพียงมีขนาดใหญ่ ทำเลยังดี อีกทั้งกิจการรุ่งเรือง ราคาย่อมไม่ต่ำ
เงินจำนวนนี้สำหรับฉีเล่อเล่อไม่นับว่าเป็นสิ่งใด แต่แน่นอนว่านางไม่มีวันยกให้ศัตรูเหล่านี้ได้ประโยชน์เปล่า ๆ
ฉีเล่อเล่อหยิบโฉนดร้านค้าทั้งสองแห่งออกมาจากแขนเสื้อ
ดวงตาของป๋ายอวี้ชวนพลันฉายแววร้อนแรง
เมื่อหลายปีก่อน หลังพ่อตาเสียชีวิต เขาเป็นผู้ดูแลกิจการตระกูลฉี เงินจำนวนเท่านี้เขาไม่ได้เห็นอยู่ในสายตา มิเช่นนั้นคงไม่ออกจากบ้านมาเมืองหลวง ทั้งยังทิ้งร้านค้าสองแห่งไว้ให้พี่ชายทั้งสองบริหาร
นายท่านฉีเป็นคหบดีอันดับหนึ่งของอำเภอ แม้คนนอกไม่รู้ว่าตระกูลฉีมีทรัพย์สินมากเพียงใด แต่เขาซึ่งเป็นบุตรเขยย่อมพอรู้คร่าว ๆ
ทว่าตอนนี้ต่างออกไป เขากำลังขัดสนเงินทองอย่างแท้จริง
ทรัพย์สินที่คนตระกูลป๋ายกอบโกยมาได้ ล้วนถูกโจรสารเลวนั่นขโมยไปจนหมด
ส่วนโฉนดต่าง ๆ กับตั๋วเงินจำนวนมหาศาล ฉีหว่านไม่รู้เอาไปซ่อนไว้ที่ใด
ตอนนั้นฉีหว่านยอมตายเสียยังดีกว่าบอก พวกเขาจึงเค้นถามที่ซ่อนของเหล่านี้ออกมาไม่ได้
ไม่รู้ว่าสุดท้ายจะยังหาเจอหรือไม่
ฉีเล่อเล่อรับตั๋วเงินมาอย่างเอื่อยเฉื่อย นับดูครู่หนึ่งก่อนสอดเข้าแขนเสื้อ ท่าทางสงบนิ่งราวกับเงินจำนวนนี้ไม่มีค่าให้ใส่ใจ
ดวงตาป๋ายอวี้ชวนแทบแดงก่ำ นังแพศยานี่เอาทรัพย์สินเหล่านั้นไปซ่อนไว้ที่ใดกันแน่!
ยังมีตาเฒ่าฉีนั่นอีก ภายนอกดูเหมือนพาเขาเข้าไปดูแลกิจการของตระกูล แต่ความจริงกลับมอบทรัพย์สินก้อนใหญ่ที่สุดให้บุตรสาวไปตั้งนานแล้ว!
ดูจากท่าทีที่ฉีหว่านไม่เห็นเงินทองอยู่ในสายตา ทั้งยังใช้จ่ายมือเติบเช่นนี้ ในมือนางต้องมีทรัพย์สินมหาศาลแน่นอน
ทั้งที่เป็นเช่นนั้น นางยังคอยเอาเปรียบเขาทุกเรื่อง
แม้แต่เครื่องนอนชุดใหม่ที่เขาซื้อให้คนในบ้าน ฉีหว่านก็ยังแย่งเอาชุดดีที่สุดไป
ตลอดการเดินทาง เมื่อเห็นเขากลัดกลุ้มเรื่องเงิน นางก็เพียงยิ้มดูเขาลำบากอย่างสนุกสนาน
ที่แท้สตรีผู้นี้แสร้งทำมาตลอด นางต่างหากที่เป็นคนเห็นแก่ตัวและจิตใจชั่วร้าย!
รอฆ่านางได้เมื่อใด ต่อให้ต้องขุดบ้านลึกลงไปสามฉื่อ เขาก็ไม่เชื่อว่าจะหาที่ซ่อนโฉนดกับตั๋วเงินของนางไม่พบ
ฉีเล่อเล่อกับป๋ายอวี้ชวนจัดการซื้อขายกับอีกฝ่ายเรียบร้อยแล้วจึงเดินออกมา
สายตาเคียดแค้นของป๋ายอวี้ชวนแทบจ้องร่างนางจนทะลุเป็นรู
ฉีเล่อเล่อพลันหันกลับไป จับสายตาของเขาได้คาหนังคาเขา
นางถามด้วยสีหน้าสงสัย “เจ้าเป็นอะไร? ทำหน้าเหมือนอยากกินคนอย่างนั้น! เจ้าอยากได้อะไรก็บอกมาสิ เจ้าไม่พูดแล้วข้าจะรู้ได้อย่างไร?”
หลายปีมานี้ สิ่งที่ป๋ายอวี้ชวนถนัดที่สุดคือแสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจ เพื่อให้เจ้าของร่างเดิมเป็นฝ่ายหยิบยื่นสิ่งต่าง ๆ ให้เขาเอง
บัดนี้เขาเพิ่งเข้าใจว่า ฉีหว่านต่างหากที่เสแสร้งเก่งที่สุด ความจริงนิสัยของนางทั้งเหี้ยมและร้ายกาจ
แบ่งเศษเนื้อให้เขาเพียงเล็กน้อย ส่วนก้อนใหญ่กลับกำไว้ในมือตัวเองทั้งหมด
เขากดโทสะลงอีกครั้ง “หว่านเอ๋อร์ คืนนี้พวกเราพักอีกคืน พรุ่งนี้ค่อยออกเดินทางกลับเมืองหลวงเถิด อย่างไรข้าก็ยังมีราชการต้องจัดการ”
ฉีเล่อเล่อพยักหน้า “ได้เจ้าค่ะ ทุกอย่างตามที่ต้าหลางว่า”
ตอนนี้สิ่งที่ป๋ายอวี้ชวนทนมองไม่ได้ที่สุดก็คือท่าทางว่าง่ายรู้ความของนาง เพราะมันทำให้เขารู้สึกว่าตนถูกนางปั่นหัวมาตลอด
แต่เมื่อนึกถึงหมัดของนาง...
ช่างเถิด นางอยากแสร้งก็ปล่อยให้แสร้งไป
ทั้งสองต่างมีแผนร้ายซ่อนอยู่ในใจ แต่ภายนอกกลับดูรักใคร่กลมเกลียว
พี่ใหญ่กับพี่รองตระกูลป๋ายต่างหลบหน้าไปหมดแล้ว
ร้านค้าก็ไม่เหลือแล้ว จะเอาอะไรมาเลี้ยงรับรองครอบครัวน้องสามอีก?
หลังพักในโรงเตี๊ยมหนึ่งคืน ทั้งสองก็นั่งรถม้ามุ่งหน้ากลับเมืองหลวง
ออกจากอำเภอหงถงมาได้กว่ายี่สิบลี้ มีช่วงหนึ่งของเส้นทางที่สองข้างเต็มไปด้วยป่าทึบ
เพราะอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวง จึงไม่มีโจรผู้ร้ายตั้งรกรากอยู่แถวนี้ แต่กลับเกิดคดีฆ่าคนอยู่บ่อยครั้ง
เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ทางการเองก็ไม่มีวิธีจัดการที่ดีนัก
คดีฆ่าคนส่วนใหญ่เกิดจากการล้างแค้นส่วนตัว เรื่องเช่นนี้ไม่ว่าที่ใดก็ยากจะควบคุม
หลิวเอ้อร์บังคับรถม้าไปพลาง ฟังเสียงลมพัดใบไม้ดังซู่ซ่ารอบด้านไปพลาง ในใจเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ
มุมปากฉีเล่อเล่อยกขึ้นเล็กน้อย มาแล้ว
ทันใดนั้น ชายร่างใหญ่สวมผ้าปิดหน้าสี่คนพุ่งออกมาจากป่า โดยไม่พูดพร่ำทำเพลงก็ฟันเข้าใส่รถม้าทันที
หลิวเอ้อร์ตกใจจนรีบฟาดบั้นท้ายม้า เร่งความเร็วหนีสุดชีวิต
ฉีเล่อเล่อมุดออกมาจากตัวรถ ก่อนตะโกนใส่มือสังหารทั้งสี่ “อย่าไล่เลย อย่าไล่เลย พวกเรายากจน ไม่มีเงินให้พวกเจ้าหรอก!”
หลิวเอ้อร์โมโหจนตะโกนเสียงดัง “ฮูหยินขอรับ ท่านรีบกลับเข้าไปข้างในเถิด ไม่เอาชีวิตแล้วหรือขอรับ!”
เขายืนยันกับตัวเองเป็นครั้งที่เท่าไรก็ไม่รู้ว่า ฮูหยินผู้นี้เสียสติไปแล้วจริง ๆ
ป๋ายอวี้ชวนลอบยินดีอยู่ในใจ ทว่าสีหน้ากลับเรียบเฉย มือทั้งสองกำขอบรถม้าไว้แน่นเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองถูกเหวี่ยงตกลงไป เดิมทีเขายังนึกดีใจที่ฉีเล่อเล่อไม่ยอมให้เขาเข้าไปนั่งในตัวรถ จะได้ไม่ถูกลูกหลงโดยไม่ตั้งใจ คิดไม่ถึงว่าฉีเล่อเล่อจะมุดออกมาด้วย
เขาหันไปตะโกนใส่ฉีเล่อเล่อ “หว่านเอ๋อร์ รีบเข้าไปข้างใน ข้างนอกอันตราย!”
ฉีเล่อเล่อหัวเราะเย็นในใจ ข้างในต่างหากที่อันตราย ไม่มีที่หลบไม่มีที่ซ่อน มิเท่ากับนั่งให้คนสับเป็นไส้เนื้อตามใจชอบหรือ?
นางแสร้งทำหน้าตื่นตระหนก ก่อนคว้าตัวป๋ายอวี้ชวนไว้แน่น “สามี ข้ากลัว ข้าจะอยู่กับเจ้า!”
พอดีกับที่ชายร่างใหญ่คนหนึ่งเงื้อดาบฟันใส่ฉีเล่อเล่อ ฉีเล่อเล่อเบี่ยงตัวหลบ พร้อมกระชากป๋ายอวี้ชวนมาขวางด้านหน้า ชายผู้นั้นรีบชักดาบกลับ แต่คมดาบยังเฉือนใบหน้าป๋ายอวี้ชวนจนเป็นแผล เขาร้องโหยหวนออกมาทันที
ทั้งสี่ฟันดาบแทงกระบี่ติดต่อกันหลายครั้ง แต่กลับทำอะไรฉีเล่อเล่อไม่ได้แม้แต่น้อย ตรงกันข้าม บาดแผลบนร่างป๋ายอวี้ชวนกลับเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ หลายคนสบตากัน ดูท่าคราวนี้จะเจอตอเข้าแล้ว
เวลานี้รถม้าช้าลงมากแล้ว หนึ่งในนั้นเงื้อดาบฟันฉับลงไปที่ขาม้า ม้าร้องลั่นก่อนทรุดเข่าลงกับพื้น
ม้า “...”
แรงพุ่งไปข้างหน้าทำให้รถม้าถูกเหวี่ยงออกไป กระแทกต้นไม้ริมทางติดกันหลายต้นดังโครมคราม กว่าจะหยุดลงได้ในที่สุด
หลิวเอ้อร์เห็นท่าไม่ดี จึงรีบกลิ้งลงจากรถม้าอย่างว่องไว แล้วพุ่งเข้าไปหลบในพุ่มไม้ เวลานี้รักษาชีวิตไว้สำคัญที่สุด เรื่องอื่นค่อยว่ากันภายหลัง
ฉีเล่อเล่อกับป๋ายอวี้ชวนก็ถูกเหวี่ยงตกลงมาจากรถเช่นกัน ฉีเล่อเล่อคว้าป๋ายอวี้ชวนไว้ ใช้เขาเป็นเบาะรองร่าง ส่วนตนเองไม่แม้แต่จะกระแทกพื้น เมื่อทุกอย่างหยุดนิ่ง ป๋ายอวี้ชวนก็หมดสติไปแล้ว ขณะที่ฉีเล่อเล่อกลับไร้รอยขีดข่วน
ชายทั้งสี่เข้ามาล้อมนางไว้ ใบหน้าฉีเล่อเล่อเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ทว่าดวงตากลับกลอกไปมาอย่างเจ้าเล่ห์ คนเหล่านั้นไม่พูดแม้แต่คำเดียว ทั้งดาบทั้งกระบี่พุ่งเข้าใส่พร้อมกัน หมายจะสับนางให้ตาย!
ร่างฉีเล่อเล่อไหววูบ ชายคนหนึ่งร้อง “อ๊าก!”
ดาบในมือหายไปเสียแล้ว ก่อนที่เขาจะทันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ฉีเล่อเล่อก็ใช้ดาบเล่มนั้นปาดคอเขา
หลิวเอ้อร์ซึ่งซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้เบิกตากว้างจนลูกตาแทบถลนออกจากเบ้า
ฮูหยิน เสียสติได้ดีจริง ๆ! เสียสติให้หนักกว่านี้อีกหน่อย ฆ่าโจรพวกนี้ให้หมดเลย!
ชายชุดดำทั้งสี่ถูกสังหารในพริบตา!
ฉีเล่อเล่อค้นศพด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ นี่เป็นนิสัยที่ติดตัวมาจากการใช้ชีวิตในวันสิ้นโลกนานสิบปี ไม่ว่าจะเป็นสหายร่วมรบหรือศัตรู ขอเพียงตายแล้ว นางก็ไม่เคยปล่อยสิ่งของบนตัวอีกฝ่ายทิ้งไว้
หลิวเอ้อร์มองฮูหยินเช่นนี้ด้วยทั้งความนับถือและหวาดกลัว เขาตัวสั่นระริกขณะเดินออกมาจากหลังต้นไม้ “ฮูหยินขอรับ...”
ฉีเล่อเล่อหันหน้ากลับมา สีหน้าก็กลับเป็นปกติดังเดิมแล้ว นางถอนหายใจ หยิบเงินก้อนหนึ่งจากเงินที่ค้นมาได้โยนให้หลิวเอ้อร์ “ไปหารถมาเถิด นายท่านของเจ้าสภาพเช่นนี้คงเดินทางเองไม่ได้แล้ว”
หลิวเอ้อร์รับเงินไว้ ทั้งดีใจทั้งหวาดกลัว
ไม่ไกลออกไป มีรถม้าคันหนึ่งแล่นสวนทางมา เมื่อคนขับรถเห็นเหตุฆ่าฟันที่เกิดขึ้นตรงนี้ก็ตกใจจนรีบหันรถหมายจะหนี หลิวเอ้อร์ต้องพูดจาหว่านล้อมอยู่นานกว่าจะเชิญอีกฝ่ายมาได้
หลิวเอ้อร์อุ้มป๋ายอวี้ชวนที่หมดสติขึ้นรถม้า จากนั้นพวกเขาจึงขึ้นรถเดินทางกลับอำเภอหงถง
เมื่อเข้าอำเภอแล้ว พวกเขาส่งป๋ายอวี้ชวนไปยังโรงหมอ ก่อนเข้าแจ้งคดีต่อที่ว่าการ
หลิวเอ้อร์มองสภาพน่าอนาถของนายท่านตนด้วยความกังวล ไม่รู้ว่าคราวนี้นายท่านจะทนผ่านเคราะห์ครั้งนี้ไปได้หรือไม่?