แม้พิธีการก่อนหน้านี้จะจัดอย่างเรียบง่ายเพียงใด แต่กว่าจะดำเนินการเสร็จสิ้นก็ยังใช้เวลากว่าสองเดือน
ถึงจะมีเรื่องให้ไม่พอใจสารพัด หรูอี้จวิ้นจู่ก็ยังดึงดันที่จะแต่งเข้าตระกูลป๋ายให้ได้
หนึ่งวันก่อนวันแต่งงาน คนที่ติดตามมาเป็นสินเดิมของหรูอี้จวิ้นจู่เดินทางมาถึง หน้าประตูเรือนหอแขวนดอกไม้แดงขนาดใหญ่ แต่ประตูกลับถูกลงกลอนไว้แน่นหนา ฮูหยินฉีไม่ยอมให้ผู้ใดเข้าไป เพียงบอกว่าเกรงว่าพวกเขาจะทำลายสิ่งที่นางจัดเตรียมเอาไว้
แม้สินสอดที่หรูอี้จวิ้นจู่ได้รับจะทำให้ผู้คนโกรธจนแทบคลั่ง แต่สินเดิมของนางกลับมากมายไม่น้อย เป็นหีบไม้แดงชั้นดีถึงหนึ่งร้อยยี่สิบแปดหาบ
แม้ทรัพย์สินเงินทองของจวนหนิงอ๋องจะมีจำกัด แต่เพื่อหักหน้าฉีหว่านและแสดงให้เห็นถึงฐานะของจวนอ๋อง หนิงอ๋องก็ยังทรงกัดพระทนต์จัดเตรียมสินเดิมชั้นดีให้พระธิดา
หรูอี้จวิ้นจู่กล่าวกับหนิงอ๋องที่ทรงเสียดายพระราชทรัพย์อย่างยิ่งว่า “เสด็จพ่อวางพระทัยเถิด เมื่อข้าเข้าตระกูลป๋ายแล้ว จะส่งทรัพย์สินกลับมาจวนอ๋องให้มากเป็นสองเท่า ฉีหว่านผู้นั้นมีเงินทองมหาศาลมิใช่หรือ? ข้าย่อมมีหนทางเอาของเหล่านั้นมาไว้ในมือจนได้”
หนิงอ๋องทรงทำได้เพียงพยักพระพักตร์ เรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว พวกเขายังจะถอยกลับได้อย่างไร?
.............................................................
วันนี้เป็นวันฤกษ์มงคล
ขบวนรับเจ้าสาวของตระกูลป๋ายเคลื่อนมาอย่างครึกครื้น เสียงฆ้องกลองดังสนั่นไปทั่วบริเวณ เพียงแต่เจ้าบ่าวไม่ได้มารับเจ้าสาวด้วยตนเอง อ้างว่าได้รับบาดเจ็บโดยไม่ทันระวัง จึงรอให้จวิ้นจู่เข้าประตูอยู่ที่จวน
หรูอี้จวิ้นจู่โกรธแทบตาย นางคลุ้มคลั่งจนปัดชุดน้ำชาชุดหนึ่งแตกกระจาย “ฉีหว่าน นางสารเลว ข้าไม่มีวันปล่อยเจ้าไป!”
แต่ถึงเวลานี้ ต่อให้ไม่อยากแต่งก็ต้องแต่ง นางขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวอย่างขัดอกขัดใจ ชายกระโปรงกว้างบดบังหน้าท้องเอาไว้ ราวกับสามารถปกปิดข่าวฉาวอันไม่น่าฟังเหล่านั้นไปพร้อมกัน
ท่ามกลางเสียงฆ้องกลองตลอดเส้นทาง ข่าวรักใคร่ระหว่างชายหญิงก็แพร่สะพัดไปทั่ว ผู้คนต่างเล่าขานถึงความรักอันลึกซึ้งของจิ้นซื่อป๋ายกับหรูอี้จวิ้นจู่ ว่าทั้งสองรักมั่นต่อกัน เป็นความรักที่ซาบซึ้งจนฟ้าดินยังต้องสะเทือน แน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นหรูอี้จวิ้นจู่ที่สั่งให้คนแฝงตัวอยู่ในฝูงชนแล้วคอยชักนำคำพูด
ริมหน้าต่างที่หันออกสู่ถนนของหอสุราแห่งหนึ่ง ฉีเล่อเล่อมองความครึกครื้นเบื้องล่าง ก่อนยกมุมปากขึ้นยิ้ม พวกเจ้าเตรียมตัวพร้อมแล้วหรือยัง? การแสดงสนุก ๆ กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว
จูหรูอี้นั่งอยู่ในเกี้ยวเจ้าสาว ใบหน้าเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็ง นังฉีซื่อ ต่อให้ข้าเข้าประตูไปในฐานะภรรยาร่วมแล้วอย่างไร? ข้ายังคงเป็นจวิ้นจู่ผู้มีเชื้อสายราชวงศ์ ต้องคารวะกันตามฐานะก่อนแล้วจึงค่อยว่ากันตามธรรมเนียมในครอบครัว การคุกเข่าครั้งนี้เจ้าหนีไม่พ้นแน่ คอยดูเถิดว่าข้าจะทรมานเจ้าอย่างไร!
ท่ามกลางเสียงฆ้องกลอง ขบวนเจ้าสาวเดินทางมาถึงจวนป๋าย
หน้าประตูจวนมีเพียงชายชราคนหนึ่งเฝ้าอยู่ จะให้ทำอย่างไรได้ ในเมื่อฮูหยินสั่งไว้ เขาก็ไม่กล้าขัดคำสั่ง
แต่เมื่อจัดการเรื่องครั้งนี้เสร็จ เขาก็จะติดตามฮูหยินไปอยู่ที่อื่นเสีย ไม่อยู่กับตระกูลป๋ายที่ไร้คุณธรรมเช่นนี้อีกแล้ว
แม่สื่อในพิธีแต่งงานเป็นคนที่ว่าจ้างมา นางมองผ่านประตูใหญ่ที่เปิดกว้างเข้าไปด้านใน เห็นภายในเงียบกริบก็ถึงกับงุนงง นี่มันไม่ถูกต้อง มีบ้านใดแต่งภรรยาเข้าจวนกันเช่นนี้บ้าง?
แม้แต่เจ้านายที่ออกมาจัดการเรื่องราวสักคนก็ไม่มีหรือ?
ชายชราจึงทำได้เพียงไปยังห้องของป๋ายอวี้ชวน “นายท่าน วันนี้เป็นวันที่ท่านรับหรูอี้จวิ้นจู่เข้าจวนนะขอรับ ตอนนี้ไม่รู้ว่าฮูหยินไปอยู่ที่ใด แม้แต่บ่าวหญิงในจวนก็หาไม่พบ ท่านเห็นว่าควรทำอย่างไรดีขอรับ?”
ป๋ายอวี้ชวนมองประตูห้องที่เปิดออก บ่าวหญิงที่เคยเฝ้าอยู่ด้านนอกก็หายไปไร้ร่องรอย
ทว่าเมื่อได้ยินว่าในที่สุดตนก็ได้แต่งกับจวิ้นจู่ เขาก็ยังอดดีใจไม่ได้ อิสรภาพ ในที่สุดอิสรภาพของเขาก็มาถึงเสียที เขาปรับสีหน้าให้เคร่งขรึม ก่อนก้มมองบาดแผลบนร่าง แม้หลายวันมานี้ยังคงรู้สึกเจ็บอยู่บ้าง แต่ภายนอกก็นับว่าหายเกือบดีแล้ว
เขาจึงสั่งชายชราว่า “ไม่เป็นไร ไปจัดการเรื่องต่าง ๆ เสีย อย่าให้พลาดฤกษ์ เอาน้ำมาให้ข้า ข้าจะชำระล้างร่างกายแล้วออกไปรับนาง”
ขณะที่แม่สื่อในพิธีแต่งงานกำลังทำอะไรไม่ถูก ในที่สุดก็เห็นร่างสูงผอมร่างหนึ่งเดินออกมา
ด้านหลังป๋ายอวี้ชวนมีเพียงชายชราเฝ้าประตูกับคนตระกูลป๋ายอีกสามคนเท่านั้น จะทำอย่างไรได้ บ่าวรับใช้ทั้งหมดหายตัวไปหมดแล้ว ในบ้านจึงเหลือคนที่ยังขยับเขยื้อนได้เพียงไม่กี่คนนี้
หรูอี้จวิ้นจู่พาคนที่ติดตามมาเป็นสินเดิมจำนวนหนึ่งก้าวผ่านประตูจวนอย่างอัดอั้นคับข้องใจ ความเกลียดชังในใจยิ่งทวีขึ้น
นางสาบานอยู่ในใจ ฉีซื่อ ข้าจะต้องสับเจ้าเป็นหมื่นชิ้นให้ได้!
เมื่อคืนคนที่ติดตามมาเป็นสินเดิมของนางทั้งหมดถูกไล่ออกจากจวน ทำให้หนิงอ๋องทรงกริ้วจนแทบคลั่ง เอาแต่ทรงก่นด่าไม่หยุด “นางหญิงชั่ว! นางหญิงชั่ว!”
บนประตูห้องหนึ่งแขวนดอกไม้แดงสดขนาดใหญ่ มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นเรือนหอที่เตรียมไว้แล้ว
ตอนนี้ประตูเรือนหอไม่ได้ลงกลอนอีก คนของหรูอี้จวิ้นจู่จึงก้าวขึ้นไปเปิดประตูก่อน เมื่อเห็นสภาพด้านในต่างสูดลมหายใจเฮือกด้วยความตกใจ
แม่สื่อในพิธีแต่งงานเห็นท่าทีของพวกนางก็สงสัย จึงยื่นหน้าเข้าไปดู ครั้นเห็นสิ่งที่อยู่ด้านในก็สะดุ้งถอยหลังไปหนึ่งก้าว นางฝืนทำตามธรรมเนียมด้วยการร้องเชิญคู่บ่าวสาวเข้าหอ จากนั้นก็วิ่งโซซัดโซเซหนีไปทันที ร่างอ้วนท้วมของนางกลับคล่องแคล่วอย่างไม่น่าเชื่อ เพียงชั่วพริบตาก็หายลับไปแล้ว
ชายชราเฝ้าประตูแอบออกจากจวน ปิดประตูใหญ่จากด้านนอกแล้วถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนขยับขาชราคู่นั้นรีบวิ่งไปตามหาฮูหยิน
ขบวนรับเจ้าสาวทั้งหมดเป็นคนที่ฉีเล่อเล่อว่าจ้างมา ตามข้อตกลงพวกเขารับเงินไว้ล่วงหน้าแล้ว เมื่อส่งคนถึงหน้าประตูจวนก็แยกย้ายจากไปทันที ฉีเล่อเล่อไม่ได้ส่งเทียบเชิญงานมงคลแม้แต่ฉบับเดียว บรรดาตระกูลในเมืองหลวงต่างเฝ้าดูสถานการณ์ จึงไม่มีผู้ใดมาแสดงความยินดี
มีเพียงผู้คนสายหนิงอ๋องที่ลอบส่งของกำนัลล้ำค่ามา ฉีเล่อเล่อไม่สนว่าเป็นของผู้ใด รับไว้ทั้งหมดแล้วกวาดเอาไปพร้อมกัน จวนป๋ายที่เงียบเหงาจนแทบไม่มีผู้ใดมาเยือน จึงเหลือเพียงสายตาที่ลอบจับจ้องจากที่ไกล ๆ ด้วยเจตนาไม่เป็นมิตร
ป๋ายอวี้ชวนเพิ่งได้รับอิสรภาพในวันนี้ จะไปรู้เรื่องเรือนหอได้อย่างไร
เมื่อเห็นสาวใช้ที่ติดตามหรูอี้จวิ้นจู่มาต่างตกตะลึงถึงเพียงนั้น เขาก็รู้สึกถึงลางไม่ดีขึ้นมาในใจ ฉีหว่านจะมีน้ำใจถึงเพียงนั้นได้อย่างไร? ถึงกับช่วยจัดการให้เขาแต่งหรูอี้เข้าจวน?
นางเป็นสตรีขี้หึงชัด ๆ
เขาเดินไปถึงหน้าประตูแล้วมองเข้าไปด้านใน เพียงแวบเดียวก็รู้สึกว่าภาพตรงหน้ามืดดำ “นางสารเลว! นางสารเลว! เจ้ากล้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร?”
คนที่ติดตามมาเป็นสินเดิมของหรูอี้จวิ้นจู่รีบเข้าไปกระซิบกับนาง “จวิ้นจู่ รีบไปดูเถิดเจ้าค่ะ เรือนหอนี้อยู่ไม่ได้จริง ๆ”
จูหรูอี้ใจหล่นวูบ นางกระชากผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออกแล้วพุ่งเข้าไป ครั้นเห็นสภาพด้านในก็โกรธจนตาพร่า แม้แต่ท้องยังปวดหน่วงขึ้นมาเล็กน้อย เป็นห้องหอจริง ๆ ห้องที่เหมือนโพรงถ้ำอย่างแท้จริง
ภายในโล่งเตียน ไม่มีอะไรอยู่เลยสักชิ้น แม้แต่ผิวฉาบบนผนังก็ยังถูกลอกออกจนหมด!
ทั้งผนังและพื้นเต็มไปด้วยหลุมบ่อขรุขระ ราวกับเพิ่งผ่านภัยพิบัติมาหมาด ๆ
ดูไม่ต่างจากถ้ำบนภูเขาที่เพิ่งถูกสกัดออกมาใหม่จริง ๆ!
จูหรูอี้รู้สึกเพียงไอเย็นสายหนึ่งพุ่งขึ้นสู่ศีรษะ ใบหน้าค่อย ๆ ซีดเผือดลง
คนที่ติดตามมาเป็นสินเดิมซึ่งอยู่ข้างกายรีบประคองนางไว้ พลางตะโกนเสียงดัง “รีบตามหมอมาเร็ว! จวิ้นจู่เป็นลมแล้ว...”
.............................................
เมื่อหรูอี้จวิ้นจู่ฟื้นขึ้นมา ก็เป็นเวลาดึกดื่นเที่ยงคืนแล้ว นางยกมือลูบท้อง โชคดี เด็กยังอยู่
เมื่อป๋ายอวี้ชวนเห็นนางฟื้นขึ้นมา ก็รีบเข้ามาคุกเข่าข้างหนึ่งเพื่อขอขมา “หรูอี้ เจ้าวางใจเถิด นางหญิงชั่วผู้นั้น ข้าไม่มีวันปล่อยนางไปแน่ เราสองคนเป็นสามีภรรยากันแล้ว ร่วมมือกันทั้งที จะจัดการบุตรสาวพ่อค้าคนเดียวให้ตายไม่ได้เชียวหรือ?”
หรูอี้จวิ้นจู่ไม่อยากเห็นหน้าป๋ายอวี้ชวนแม้แต่น้อย เพราะบุรุษผู้นี้ นางต้องสูญเสียหน้าตาและศักดิ์ศรีทั้งหมดไป!
แต่เมื่อนึกถึงเด็กในท้อง หรูอี้จวิ้นจู่ก็ยังฝืนระงับอารมณ์เอาไว้ วันเวลายังต้องดำเนินต่อไป
นางยังต้องอาศัยความร่วมมือจากบุรุษผู้นี้เพื่อจัดการนางสารเลวฉีหว่าน
ทันใดนั้น เสียงร้องตกใจก็ดังมาจากด้านนอก
หรูอี้จวิ้นจู่ได้ยินแล้วหัวใจกระตุก หรือว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีก?
นางพยายามข่มหัวใจที่เต้นระรัว ก่อนตวาดถาม “เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”
แม่นมชราคนหนึ่งเดินเข้ามา “จวิ้นจู่ ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ บ่าวไม่ทันระวัง ทำกระถางดอกไม้แตกไปใบหนึ่ง”
สีหน้าของหรูอี้จวิ้นจู่เย็นเยียบราวน้ำค้างแข็ง “ตกลงเกิดเรื่องอันใดกันแน่ บอกมาตามจริง”
แม่นมชราได้แต่ขมขื่นอยู่ในใจ ตอนนี้ครรภ์ของจวิ้นจู่ไม่มั่นคง จะปล่อยให้ได้รับความกระทบกระเทือนอีกไม่ได้ แต่ด้วยอุปนิสัยของจวิ้นจู่ ก็ไม่ใช่สิ่งที่นางจะเกลี้ยกล่อมได้เช่นกัน
หรูอี้จวิ้นจู่เห็นสีหน้าของแม่นมชราก็รู้ทันทีว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องเล็ก
นางฝืนพยุงตัวลุกขึ้นนั่ง
ป๋ายอวี้ชวนรีบเข้ามาประคอง “ลุกไม่ได้นะ หรูอี้ เจ้าต้องนอนพักให้ดี ครรภ์ของเจ้าไม่มั่นคง ต้องพักบำรุงให้มากจึงจะได้”
จูหรูอี้มองใบหน้าหล่อเหลางดงามตรงหน้า ไม่เคยมีช่วงเวลาใดที่นางจะรู้สึกรังเกียจใบหน้านี้เท่าตอนนี้มาก่อน นางต้องโชคร้ายเพียงใดกัน ถึงได้มาเจอกับบุรุษเช่นนี้
ความโกรธพลุ่งพล่านขึ้นมาในอก นางยกมือตบใบหน้าที่เมื่อก่อนมองเท่าไรก็ไม่เคยเบื่อฉาดหนึ่ง “ไสหัวไป! เปิ่นจวิ้นจู่จะทำสิ่งใด เจ้ามีสิทธิ์มาขวางด้วยหรือ?”