จูหรูอี้เองก็เคยฝึกวิชาดาบและขี่ม้าอยู่บ้าง เมื่อตบลงไปฉาดนี้ บัณฑิตอ่อนแออย่างป๋ายอวี้ชวนจึงเห็นดาวระยิบระยับเต็มตา ร่างเซถลาไปไกลในทันที
เขาเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ “จวิ้นจู่ ท่าน...”
หรูอี้จวิ้นจู่ไม่สนใจเขาอีก นางจับมือแม่นมชราพยุงตัวเดินออกไปด้านนอก
ข้างนอกเป็นหีบสินเดิมของนาง คนที่ติดตามมาเป็นสินเดิมกำลังจัดของเข้าคลัง ก่อนนำเข้าคลัง พวกนางต้องเปิดหีบตรวจสอบทีละใบและลงรายการในบัญชี ตอนนี้หีบทั้งหมดถูกเปิดออกแล้ว
จูหรูอี้มองคนที่ติดตามมาเป็นสินเดิมซึ่งแต่ละคนมีใบหน้าซีดเผือด รีบก้าวเข้าไปตรวจดูทีละหีบ
ผ้าที่เดิมอยู่ในหีบกลายเป็นหญ้าป่า ทองคำและเงินที่เคยมีกลายเป็นก้อนหิน เครื่องประดับที่เคยอยู่ข้างในกลายเป็นเศษอิฐเศษกระเบื้อง! ทุกหีบเต็มไปด้วยขยะ!
ของเหลวอุ่นร้อนไหลลงมาตามหว่างขา หรูอี้จวิ้นจู่เหลือกตาขาว ร่างทรุดลงทันที
แต่จะปล่อยให้นางล้มลงกับพื้นไม่ได้ คนที่ติดตามมาเป็นสินเดิมรีบประคองไว้ ก่อนช่วยกันยกนางกลับไปยังห้องที่นอนพักอยู่ก่อนหน้านี้
ห้องนั้นเดิมเป็นห้องของป๋ายอวี้ชวน ค้นหาทั่วทั้งจวนก็ไม่พบฉีหว่านกับบ่าวรับใช้คนอื่น ๆ ดังนั้นทั่วทั้งจวนจึงเหลือเพียงห้องของป๋ายอวี้ชวนที่ยังพอใช้พักอาศัยได้
ส่วนห้องเดิมของฉีหว่านน่ะหรือ? ว่างเปล่าไม่ต่างจากเรือนหอนั่น เพียงแต่ผนังกับพื้นยังไม่ได้ถูกขูดลอกออกไปเท่านั้น
ครึ่งชั่วยามต่อมา หรูอี้จวิ้นจู่จึงค่อย ๆ ฟื้นขึ้น นางกัดฟันกล่าวด้วยความเคียดแค้น “ไปแจ้งทางการ สินเดิมของข้าถูกขโมย! แล้วก็ไปตามหา ต่อให้ต้องขุดดินลึกสามฉื่อก็ต้องหานางสารเลวฉีหว่านให้พบ!”
แม้กุญแจหีบสินเดิมของนางจะยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่มีร่องรอยถูกงัดแงะแม้แต่น้อย แต่สัญชาตญาณบอกนางว่าเรื่องนี้ต้องเป็นฝีมือของฉีหว่านผู้นั้นอย่างแน่นอน
เดิมทีนางคิดว่าทุกสิ่งอยู่ในกำมือของตน แต่บัดนี้เรื่องราวกลับหลุดพ้นจากการควบคุมของนางไปโดยสิ้นเชิง
จิงจ้าวอิ่นเดินทางมายังจวนป๋ายด้วยสีหน้าขมขื่น หลังสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้วก็ไม่พบสิ่งใด
หีบสินเดิมของเจ้าก็ล็อกไว้อย่างดี ไม่มีร่องรอยถูกงัดแงะสักนิด เจ้าบอกว่าของข้างในถูกสับเปลี่ยนก็หมายความว่าถูกสับเปลี่ยนหรือ? แล้วหลักฐานเล่า?
แม้แต่ตัวเจ้าเองก็อธิบายเรื่องนี้ไม่ได้มิใช่หรือ? ใครจะรู้ว่าเดิมทีเจ้าใส่อะไรไว้ข้างในกันแน่! ถึงกระนั้น เขาก็ยังทำตามหน้าที่ด้วยการส่งคนออกไปตามหาฉีหว่าน แต่พวกเขาไม่จำเป็นต้องเสียแรงตามหาเลย เพราะเจ้าตัวปรากฏตัวออกมาเอง
...........................................................
วันนี้ ฮ่องเต้เสด็จพร้อมไทเฮาไปประทับ ณ พระราชวังฤดูร้อนเพื่อหลบร้อน
ขบวนองครักษ์ยิ่งใหญ่เกรียงไกร ขุนนางที่ตามเสด็จก็มีไม่น้อย ตลอดเส้นทางราษฎรถูกกันให้อยู่ห่างออกไป
ทันใดนั้น เสียงสตรีผู้หนึ่งก็ดังขึ้น “ฝ่าบาท หม่อมฉันได้รับความอยุติธรรมเพคะ ขอฝ่าบาททรงให้ความเป็นธรรมด้วย!”
ฮ่องเต้ประทับอยู่บนพระราชยาน มิได้ตรัสสิ่งใด สตรีในชุดเรียบสีพื้นผู้หนึ่งฝ่าฝูงชนออกมา มุ่งตรงมายังพระราชยานของฮ่องเต้
เหล่าองครักษ์ตะโกนขับไล่เสียงดัง “ราษฎรอันธพาลจากที่ใด รีบออกไปเสีย! ขบวนเสด็จอยู่ที่นี่ อย่าได้ทำให้ทรงตกพระทัย!”
ฉีเล่อเล่อจะยอมไปหรือ? แน่นอนว่าไม่ วันนี้เป็นวันที่นางคำนวณเอาไว้เป็นอย่างดีแล้ว
นางหลบหลีกคมดาบและหอกของเหล่าองครักษ์พลางพุ่งไปข้างหน้า ปากก็ตะโกนไม่หยุด
“หม่อมฉันได้รับความอยุติธรรมเพคะ ขอฝ่าบาททรงให้ความเป็นธรรมด้วย!”
ฮ่องเต้ทรงรออยู่พักใหญ่ ในพระทัยอดตำหนิไม่ได้ องครักษ์ไร้ประโยชน์พวกนี้ แม้แต่สตรีเพียงคนเดียวยังไล่ไปไม่ได้ แต่ถึงตอนนี้จะขับไล่ต่อก็ไม่ได้แล้ว เพราะราษฎรที่ถูกดึงดูดเข้ามามีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ที่ชอบสอดรู้สอดเห็นบางคนถึงกับเริ่มวิพากษ์วิจารณ์เสียงดังแล้ว
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรไปยังสตรีผู้นั้น ด้วยระยะทางที่ห่างไกลจึงทอดพระเนตรเห็นใบหน้าไม่ชัด ทว่าการเคลื่อนไหวของนางคล่องแคล่วยิ่งนัก เหล่าองครักษ์ไม่ใช่คู่มือของนางเลย
เห็นได้ชัดว่านางสามารถฝ่าเข้ามาถึงเบื้องพระพักตร์ได้ แต่กลับเอาแต่ร้องขอความเป็นธรรมอยู่ห่าง ๆ นับว่ายังรู้จักขอบเขต แต่ก็เป็นคนมีเล่ห์เหลี่ยมเช่นกัน ยิ่งนางตะโกนเช่นนี้ เรื่องก็ยิ่งแพร่กระจายออกไปกว้างขวางขึ้นเรื่อย ๆ
หากนางกล้าบุกเข้ามาใกล้จริง เหล่าองครักษ์ย่อมกรูกันเข้าไปจับกุม และเอาผิดฐานลอบปลงพระชนม์ได้ทันที
ฮ่องเต้ทรงเคาะพระหัตถ์ลงบนประตูพระราชยานหนึ่งครั้ง รับสั่งให้หยุดขบวน
ขันทีเปิดม่านออก ก่อนพระสุรเสียงของฮ่องเต้จะดังออกมาว่า “ให้สตรีผู้นั้นเข้ามากราบทูล”
พระบัญชาถูกถ่ายทอดออกไป ฉีเล่อเล่อเดินตามองครักษ์เข้าไป ก่อนคุกเข่าลงเบื้องหน้าพระราชยาน ยกฎีกาฟ้องร้องขึ้นเหนือศีรษะด้วยสองมือ
“หม่อมฉันฉีซื่อ ขอถวายฎีกาฟ้องป๋ายอวี้ชวน เตี่ยนจี๋แห่งสำนักราชเลขาธิการ เขาแต่งเข้าตระกูลฉีของหม่อมฉัน ทั้งยังว่าจ้างคนร้ายสังหารฉีกวงเย่าบิดาของหม่อมฉัน ต่อมาเพื่อแต่งกับจวิ้นจู่ เขายังวางยาพิษหม่อมฉันจนเกือบสิ้นชีวิต เรื่องเหล่านี้ทุกเรื่องล้วนมีทั้งพยานบุคคลและหลักฐาน ทั้งหมดเขียนไว้ในฎีกาแล้ว ขอฝ่าบาททรงให้ความเป็นธรรมแก่หม่อมฉันด้วยเพคะ!”
ขันทีรับฎีกาไป ก่อนนำขึ้นถวายฮ่องเต้
คำพูดของฉีเล่อเล่อฟังดูธรรมดา แต่ฎีกากลับเขียนได้กินใจอย่างยิ่ง เรื่องราวมีทั้งขึ้นทั้งลง ชวนให้สะเทือนใจจนผู้ที่อ่านแทบหลั่งน้ำตา
ฉีเล่อเล่อคิดในใจ แน่นอนอยู่แล้ว นี่เป็นฎีกาที่ข้าจ้างบัณฑิตมากความสามารถหลายคนช่วยกันขัดเกลาเชียวนะ เสียเงินไปกว่าร้อยตำลึง!
หลายวันมานี้นางไม่ได้อยู่ว่างเลย นางสืบจนรู้จักองค์กรข่าวกรองเลื่องชื่อแห่งหนึ่งนามว่าหอจินเซียว แล้วทุ่มเงินก้อนใหญ่จ้างให้พวกเขาลงมือ มีเรื่องใดบ้างที่ตรวจสอบไม่ได้? ขอเพียงมีเงินมากพอจะจ่าย!
สำหรับฉีเล่อเล่อแล้ว ขอเพียงทำให้ป๋ายอวี้ชวนชื่อเสียงป่นปี้จนไม่มีที่ยืน เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา!
ตายแล้วอย่างไร? นั่นมิเท่ากับปล่อยให้เขาสบายเกินไปหรือ!
การทำลายความฝันทั้งหมดของเขาให้แหลกสลายต่างหาก จึงจะเป็นการแก้แค้นที่สาสมที่สุด
หลังฮ่องเต้ทอดพระเนตรฎีกาจบ ก็ทรงรู้สึกว่าหนิงอ๋องผู้เป็นพระปิตุลาของพระองค์ช่างตาบอดเสียจริง
เดิมทีพระองค์จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าป๋ายอวี้ชวนเป็นผู้ใด แต่ตั้งแต่ฉีเล่อเล่อก่อเรื่องไปสู่ขอแทนสามี และหรูอี้จวิ้นจู่ยังลดตัวแต่งเข้าจวนเป็นภรรยาร่วมของป๋ายอวี้ชวน จนทำให้ราชวงศ์เสียพระเกียรติไปทั่ว ต่อให้ไม่อยากรู้จักก็ยากแล้ว
พระองค์ทรงหรี่พระเนตรมองฉีเล่อเล่อ สตรีผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย
ฉีเล่อเล่อแอบเหลือบมองฮ่องเต้ นางอยากเห็นว่าผู้เป็นโอรสสวรรค์เหนือผู้คนนับหมื่นมีหน้าตาเช่นไร และบังเอิญสบเข้ากับสายพระเนตรของฮ่องเต้พอดี
นางรีบหลุบตาลง พลางคิดในใจ รูปโฉมโดดเด่นจริง ๆ สายเลือดที่ผ่านการคัดสรรมารุ่นแล้วรุ่นเล่า ช่างไม่ธรรมดาเสียจริง
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรสตรีตรงหน้าที่มีเพียงหน้าตาสะอาดสะอ้าน พลางทรงคิดในพระทัย จะโทษป๋ายอวี้ชวนที่หมายตาญาติผู้พี่ของพระองค์ก็คงไม่ได้ หากมองเพียงรูปลักษณ์ สองคนนั้นก็ดูเหมาะสมกันมากกว่าจริง ๆ
สตรีแซ่ฉีผู้นี้หน้าตาธรรมดาเกินไปสักหน่อย กระแอม...พระองค์เป็นถึงฮ่องเต้ จะตัดสินคนจากรูปลักษณ์ได้อย่างไร ไม่สมควรจริง ๆ
ฮ่องเต้ตรัสด้วยพระสุรเสียงเคร่งขรึม “ฉีซื่อ ฎีกาของเจิ้นรับไว้แล้ว เจ้ากลับไปรอฟังก่อน เจิ้นจะมีพระบัญชาให้ศาลต้าหลี่ไต่สวนคดีนี้”
ฉีเล่อเล่อรีบโขกศีรษะขอบพระทัย “ฝ่าบาททรงพระปรีชา! พระองค์ทรงมีพระเมตตายิ่งนัก! ตอนนี้หม่อมฉันพักอยู่ที่จวนแม่ทัพ และรับฮูหยินแม่ทัพเป็นมารดาบุญธรรมแล้ว ขอพระองค์ทรงจำไว้ด้วยนะเพคะ อย่าให้เจ้าหน้าที่ไปผิดที่เสียเล่า”
แต่ในใจกลับแค่นเสียง ฮึ อย่าคิดว่าทำท่าทางเหมือนไม่มีอะไรแล้วข้าจะมองไม่ออกว่าพระองค์กำลังคิดว่าข้าไม่งาม เป็นถึงฮ่องเต้แท้ ๆ ยังหลงใหลแต่คนหน้าตาดีอีกหรือ?
เมื่อฮ่องเต้ทรงได้ยินคำตอบของฉีเล่อเล่อ ก็ทอดพระเนตรแม่ทัพใหญ่ที่ตามเสด็จอยู่ข้างพระองค์อย่างหมดพระดำรัส ก่อนตรัสเสียงเบาว่า “เจิ้นก็ว่าอยู่ ฉีซื่อผู้นี้ฝ่าแนวป้องกันหลายชั้นเข้ามาถึงเบื้องหน้าเจิ้นได้อย่างไร เหตุใดไม่ว่าเรื่องใดก็มักมีเจ้าเกี่ยวข้องอยู่ด้วย?”
แม่ทัพใหญ่รีบกราบทูล “ฝ่าบาท กระหม่อมถูกปรักปรำพ่ะย่ะค่ะ”
เขาไม่ได้ทำจริง ๆ ฉีซื่อกับภรรยาของเขารู้จักกันเพราะมีศัตรูคนเดียวกัน ใครจะคิดว่าพอพบหน้าก็ถูกชะตากันอย่างยิ่ง จนภรรยารับฉีซื่อเป็นบุตรสาวบุญธรรม แต่เขาไม่ได้แอบเปิดทางให้นางจริง ๆ!
ฮ่องเต้ทรงแค่นพระสุรเสียง มิได้ตรัสอะไรต่อ แต่ในพระทัยกลับคิดว่า เจ้าคิดว่าเจิ้นจะเชื่อหรือ?
ทว่าก่อนหน้านี้แม่ทัพใหญ่ก็เคยถูกพระองค์ใช้ประโยชน์มาแล้วครั้งหนึ่ง อีกทั้งบุตรชายคนรองที่เกิดจากภรรยาเอกของแม่ทัพยังต้องเสียชีวิตด้วยน้ำมือของหรูอี้จวิ้นจู่ ยามนี้พระองค์จึงยังทรงรู้สึกผิดอยู่บ้าง
..........................................................
เมื่อฮ่องเต้มีพระบัญชาด้วยพระองค์เอง ทั้งยังรับสั่งชัดเจนว่าห้ามปกป้องผู้ใด ศาลต้าหลี่จึงไม่กล้าชักช้า
ฉีเล่อเล่อเตรียมพยานบุคคลและหลักฐานเอาไว้พร้อมนานแล้ว สิ่งที่ป๋ายอวี้ชวนคิดว่าตนจัดการไว้อย่างไร้ช่องโหว่ เมื่อผ่านการตรวจสอบของศาลต้าหลี่กลับเต็มไปด้วยพิรุธทุกแห่งหน
เพียงเจ็ดวัน คดีก็ได้รับการไต่สวนจนเสร็จสิ้น
หนิงอ๋องทรงเดินวนอยู่ภายในจวนหลายรอบ พระเนตรแดงก่ำ ก่อนตรัสกับที่ปรึกษาว่า
“บุตรสาวอกตัญญูที่ทำการใดก็ไม่สำเร็จ มีแต่สร้างความเสียหายผู้นี้ ทำข้าพลอยเดือดร้อนไปด้วย รอให้ฝ่าบาททรงจัดการคนแซ่ป๋ายเสร็จเสียก่อน แล้วส่งนางออกจากเมืองหลวง ช่วงนี้ห้ามกลับมาเด็ดขาด”
ที่ปรึกษาถอนหายใจ “ท่านอ๋อง คงทำได้เพียงเท่านี้พ่ะย่ะค่ะ เพื่อคนแซ่ป๋ายผู้นี้ ไม่คุ้มที่พวกเราจะทำเรื่องอื่นอีก”
สีพระพักตร์ของหนิงอ๋องบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว “ผู้ใดกล้าแตะต้องคนของจูหลี่อย่างข้า รอจนข้า... ข้าจะไม่ปล่อยไปแม้แต่คนเดียว”