ระหว่างที่ศาลต้าหลี่กำลังตรวจสอบและไต่สวนคดี ฉีเล่อเล่อติดตามฮูหยินแม่ทัพไปยังวัดแห่งหนึ่งแถบชานเมืองหลวง เพื่อแก้บนให้คุณชายรองผู้ล่วงลับ คืนนั้นพวกนางพักค้างอยู่ที่วัดเพื่อฟังพระอาจารย์เทศนาพระสูตร
ยามดึกสงัด ฉีเล่อเล่อแอบออกจากวัดอย่างเงียบเชียบ หลังวิ่งออกไปหลายลี้จึงนำรถจักรยานยนต์พลังผลึกออกมา คืนนั้น ผู้เดินทางยามราตรีหลายคนซึ่งเดินทางผ่านเมืองหลวงไปยังอำเภอหงถง เห็นสิ่งบางอย่างพุ่งวาบผ่านไปด้วยความเร็วสูง จนตกใจแทบสิ้นสติ คิดว่าตนพบเจอภูตผีปีศาจเข้าแล้ว
ฉีเล่อเล่อหยุดรถจักรยานยนต์พลังผลึก ก่อนเก็บกลับเข้าไปในมิติ
ในยุควันสิ้นโลก ยานพาหนะที่ใช้พลังผลึกยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา ทั้งฐานมีอยู่เพียงไม่กี่คันเท่านั้น นางเองก็เพิ่งได้มันมาจากสหายร่วมทีมผู้มีพลังมิติในช่วงก่อนตาย
เดิมทีสิ่งนี้เป็นของที่ฐานจัดสรรเป็นพิเศษให้แก่ผู้มีพลังมิติ ตอนนี้กลับตกมาเป็นของนางเสียแล้ว
นางใช้ความเร็วสูงสุดกวาดทรัพย์สินเงินทองของครอบครัวป๋ายอวี้ซู่และป๋ายอวี้ซานจนเกลี้ยง
คราวนี้นางไม่ได้แตะต้องสิ่งของชิ้นใหญ่ เพราะของเหล่านั้นไม่ได้มีราคาเท่าใด
นางเพียงลงมือทำอะไรบางอย่างกับเรือนทั้งสองหลังเท่านั้น
คราวก่อนเพราะโกรธมากเกินไป นางจึงก่อความเคลื่อนไหวเสียใหญ่โต ที่นี่เป็นสังคมที่มีกฎหมายบ้านเมืองสมบูรณ์ การกระทำคราวนั้นของนางบุ่มบ่ามเกินไป นางยังมีเรื่องสำคัญต้องทำ จะปล่อยให้คนสงสัยเพราะคนตัวเล็กตัวน้อยไม่กี่คนเหล่านี้ไม่ได้
ฉีเล่อเล่อมองคนหลายคนที่กำลังหลับสนิท ก่อนฉีกยิ้มกว้างแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว
หวังว่าเรือนจะพังลงมาช้าหน่อย คนพวกนี้จะได้ยังรักษาชีวิตเอาไว้ได้
ฉีเล่อเล่อวิ่งออกไปหลายลี้ จึงนำรถจักรยานยนต์ออกมาอีกครั้ง ขี่กลับตามเส้นทางเดิม
นางลอบกลับเข้าห้องพักของตนอย่างเงียบเชียบ ก่อนแผ่สัมผัสจิตออกไปตรวจสอบ โชคดี ทุกอย่างเงียบสงบ ไม่มีความผิดปกติใด
.............................................................
วันนี้ บริเวณลานประหารที่ปากตลาดเนืองแน่นไปด้วยผู้คน
ผู้คนที่ไม่มีอะไรทำต่างวิ่งบอกข่าวกันปากต่อปาก “รีบไปดูเร็ว ที่ปากตลาดจะประหารคนแล้ว!”
“จิ้นซื่อคนใหม่ป๋ายอวี้ชวนกำลังจะถูกตัดศีรษะ!”
“บุรุษหนุ่มผู้มีความสามารถที่จวิ้นจู่แห่งจวนหนิงอ๋องเพิ่งแต่งด้วยเป็นครั้งที่สองกำลังจะถูกประหารแล้ว!”
“จวิ้นจู่ผู้นี้...หรือว่าจะมีดวงข่มสามีกันนะ? นี่เพิ่งแต่งครั้งที่สองได้ไม่นาน เหตุใดบุรุษของนางกำลังจะตายอีกแล้ว?”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์สารพัดดังไม่ขาดหู ยิ่งมีคนจงใจชักนำอยู่เบื้องหลัง คนในจวนหนิงอ๋องก็ยิ่งอับอายจนไม่มีผู้ใดกล้าออกจากจวน
ฉีเล่อเล่อสวมชุดเรียบสีพื้น ยืนอยู่ด้านหน้าฝูงชนที่มามุงดูความครึกครื้น
เพชฌฆาตยกสุราขึ้นดื่มอึกหนึ่ง ก่อนพ่นลงบนสันดาบ แล้วชูดาบประหารขึ้นสูง
ป๋ายอวี้ชวนรู้สึกราวกับกำลังอยู่ในความฝัน จู่ ๆ เขาก็คล้ายสัมผัสได้ถึงบางอย่าง จึงเงยหน้าขึ้น
วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เขาจะได้อยู่บนโลกใบนี้ ช่างน่าขันนัก เขาวางแผนสารพัดเพื่ออำนาจและฐานะ คำนวณทุกย่างก้าวอย่างรอบคอบ แต่สุดท้ายทุกอย่างกลับกลายเป็นความว่างเปล่า
คนตระกูลป๋ายทั้งสามยกมือปิดหน้า ยืนอยู่ห่างออกไป ในใจมีทั้งความโศกเศร้าและความเคียดแค้น นางสารเลวฉีหว่าน เหตุใดจึงใจดำอำมหิตถึงเพียงนี้?
ป๋ายอวี้ชวนมองไปยังสตรีผู้นั้น นางกำลังมองมาทางเขา รอยยิ้มงดงามดุจบุปผาเบ่งบาน ราวกับกำลังบอกว่า สมดังที่เจ้าปรารถนาแล้ว! เหมือนกับวันนั้นที่นางตอบรับคำขอแต่งงานของเขาไม่มีผิด
สายตาของป๋ายอวี้ชวนเลื่อนลอย ราวกับเพิ่งตื่นขึ้นจากความฝัน
ทั้งที่...ทั้งที่เขาวางยาพิษสตรีผู้นี้จนตายแล้ว เขาได้ครองคู่กับหรูอี้จวิ้นจู่สมดังปรารถนา พวกเขายังมีบุตรชายน่ารักด้วยกันหนึ่งคน มีเงินทองมากมายให้ใช้จ่ายอย่างไม่มีวันหมด หนิงอ๋องผู้เป็นพ่อตาของเขายังทรงปลงพระชนม์ฮ่องเต้สำเร็จในท้ายที่สุด และขึ้นครองตำแหน่งสูงสุด ส่วนชีวิตของเขาก็ประสบความสำเร็จถึงเพียงนั้น!
เมื่อครู่เขายังภาคภูมิใจอยู่แท้ ๆ แล้วเหตุใด...เหตุใดจู่ ๆ ถึงมาอยู่บนแท่นประหารได้?
ฉีเล่อเล่อสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของร่างกาย นางเอ่ยเสียงเบาว่า “ดูสิ เขากำลังจะตายแล้ว ความอยุติธรรมที่ท่านพ่อได้รับ รวมถึงความแค้นของเจ้า ล้วนได้รับการชำระแล้ว เจ้าก็วางใจเถิด”
จังหวะหัวใจค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติ ฉีเล่อเล่อจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก
เมื่อเห็นโลหิตจากลำคอของป๋ายอวี้ชวนพุ่งกระฉูดออกมา มุมปากของฉีเล่อเล่อยังคงประดับด้วยรอยยิ้ม นางค่อย ๆ เดินออกจากฝูงชน
ฮูหยินผู้เฒ่าป๋ายส่งเสียงร่ำไห้โหยหวน ก่อนพุ่งเข้าใส่ฉีเล่อเล่อ “นางสารเลว! ตัวกาลกิณี! คืนชีวิตบุตรชายของข้ามา!”
ทหารรีบขวางนางเอาไว้ “ถอยไป! ห้ามส่งเสียงเอะอะที่นี่...”
ราษฎรโดยรอบต่างได้ยินเรื่องที่ป๋ายอวี้ชวนสังหารพ่อตาของตนแล้ว เมื่อเห็นฮูหยินผู้เฒ่าป๋ายก็พากันสบถด่า ทั้งยังโยนใบผักเน่าที่เดิมเตรียมไว้ปาใส่ป๋ายอวี้ชวนไปทางนางแทน “ยายแก่นี่มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่คนดี เลี้ยงบุตรชายเดรัจฉานเช่นนั้นออกมาได้ ตีนางเลย...”
ฮูหยินผู้เฒ่าป๋ายถูกปาจนใบหน้าและศีรษะเลอะเทอะไปหมด ผู้คนที่กำลังเดือดพล่านเหล่านี้ราวกับพบช่องทางระบายอารมณ์ ความอัดอั้นและความไม่พอใจสารพัดถูกปลดปล่อยออกมาอย่างบ้าคลั่ง
ผู้เฒ่าป๋ายกับป๋ายอวี้จูปิดหน้า หลบอยู่ด้านหลังฝูงชน ไม่กล้าส่งเสียงแม้แต่น้อย
ฉีเล่อเล่อหันไปทางผู้เฒ่าป๋าย ฮูหยินผู้เฒ่าป๋าย และป๋ายอวี้จู ก่อนกล่าวว่า “ผู้เฒ่าป๋าย ฮูหยินผู้เฒ่าป๋าย แล้วก็ป๋ายอวี้จู ทางการตัดสินให้ข้ากับป๋ายอวี้ชวนตัดขาดความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาแล้ว เรือนที่พวกท่านอาศัยอยู่ตอนนี้เป็นทรัพย์สินของตระกูลฉี ขอให้พวกท่าน...อ้อ รวมถึงสะใภ้ของพวกท่านด้วย ย้ายออกภายในสองวันนี้ หากผ่านไปสองวันแล้วยังไม่ไป ข้าจะให้คนขับไล่ออกเอง อีกอย่าง อย่าได้ทำลายข้าวของเชียว หากทำสิ่งใดเสียหาย ข้าจะไปเรียกค่าเสียหายถึงที่แน่นอน”
กล่าวจบ นางก็ไม่สนว่าคนอื่นจะวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร หมุนตัวเดินจากไป มุ่งหน้ากลับจวนแม่ทัพ
นางกับฮูหยินแม่ทัพพบหน้ากันครั้งแรกก็ถูกชะตากันอย่างยิ่ง จนถูกอีกฝ่ายบังคับรับเป็นบุตรสาวบุญธรรมเสียแล้ว นางจึงต้องไปพักที่นั่นต่ออีกสักระยะ ถือโอกาสนี้จัดการเรือนของตนเองเสียใหม่ให้เรียบร้อย
....................................................
กลางวันผู้เฒ่าป๋ายกับฮูหยินผู้เฒ่าป๋ายถูกคนแปลกหน้ารุมทำร้ายไปยกหนึ่ง พอตกกลางคืน ทั้งสองก็ลากขากะเผลกออกไปยังป่าช้าร้าง อาศัยความมืดเก็บศพของป๋ายอวี้ชวนกลับมา ก่อนกลับไปยังเรือนตระกูลป๋าย
เมื่อมองลานเรือนอันว่างเปล่า คนทั้งสามก็ยืนนิ่งงันอยู่นาน ครั้งหนึ่งเมื่อฉีหว่านซื้อเรือนหลังนี้ พวกเขาเคยฮึกเหิมเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจ แขวนป้ายคำว่า “จวนป๋าย” ไว้เหนือประตู
ผ่านไปพักใหญ่ ผู้เฒ่าป๋ายจึงได้สติ ก่อนกล่าวอย่างเหนื่อยล้าว่า “พวกเราก็เก็บข้าวของ กลับอำเภอหงถงกันเถิด”
บัดนี้พวกเขาทั้งสามไม่อาจอยู่ที่นี่ต่อไปได้อีกแล้ว ทั้งสามเก็บทุกอย่างที่พอจะนำติดตัวไปได้ แต่ก็ไม่มีของมีค่าอะไรเหลืออยู่ ก่อนออกจากเมืองหลวงอย่างหดหู่ เดินทางรอนแรมอยู่สองวัน ในที่สุดก็กลับถึงอำเภอหงถง
พวกเขารู้ว่าบุตรชายคนโตกับบุตรชายคนรองซื้อเรือนไว้ในตัวอำเภอ คนทั้งสามไปยังเรือนทั้งสองแห่ง แต่กลับพบว่าเรือนพังถล่มลงมาแล้ว ส่วนบุตรชายทั้งสองของตระกูลป๋ายก็ไม่รู้หายไปที่ใด
เมื่อไร้หนทาง พวกเขาจึงได้แต่กลับไปยังชนบทบ้านเกิด เข้าอาศัยในเรือนเก่าที่ใกล้พังเต็มที
นับตั้งแต่ติดตามป๋ายอวี้ชวนเข้าไปอยู่ในตัวอำเภอ พวกเขาก็ไม่เคยกลับบ้านเกิดอีกเลย
ที่ดินก็ขายไปหมดแล้ว บัดนี้เหลือเพียงเรือนผุพังหลังหนึ่งที่พอใช้กำบังลมฝนได้อย่างฝืดฝืน
ผู้เฒ่าป๋ายเห็นว่าชีวิตแทบดำเนินต่อไปไม่ไหว จึงขายป๋ายอวี้จูให้เศรษฐีชราคนหนึ่งไปเป็นอนุ
ฮูหยินผู้เฒ่าป๋ายร้องไห้จนแทบตาบอด ในความฝัน ความมั่งคั่งและเกียรติยศนับไม่ถ้วนเหล่านั้นดูราวกับเคยเป็นเรื่องจริง นางเสียสติวิ่งออกจากบ้าน ไล่ตามสิ่งดีงามเหล่านั้นไป และสุดท้ายก็หายตัวไปโดยไม่มีผู้ใดรู้ว่าไปอยู่ที่ใด
หลังจากฉีเล่อเล่อขับไล่คนตระกูลป๋ายออกไปแล้ว นางก็ไม่ได้สนใจพวกเขาอีก
วันรุ่งขึ้นเมื่อนางไปดู ก็พบว่าเรือนของตนว่างเรียบร้อยแล้ว จึงรีบว่าจ้างช่างก่อสร้างกลุ่มหนึ่งมาเริ่มวางผังและปรับปรุงบ้านใหม่ของตนอย่างจริงจัง
หลังจัดแจงงานให้คนเหล่านั้นเรียบร้อย นางตั้งใจจะกลับจวนแม่ทัพ แต่กลับพบคนสองครอบครัวอยู่หน้าประตู ทำเอานางถึงกับตกตะลึง
ครอบครัวของป๋ายอวี้ซู่และป๋ายอวี้ซาน รวมทั้งหมดแปดคน ถูกขวางอยู่ด้านนอก พวกเขาเพิ่งมาถึงเมืองหลวงวันนี้ จึงยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเลย พวกเขาเคยมาที่นี่ครั้งหนึ่งแล้ว ย่อมจำประตูเรือนได้
เพียงแต่ไม่เข้าใจว่า เหตุใดป้ายคำว่า “จวนป๋าย” เหนือประตูจึงหายไป?
ฉีเล่อเล่อมองคนทั้งสองครอบครัวจนตาหยีด้วยรอยยิ้ม “โอ้ นี่มิใช่พี่น้องตระกูลป๋ายหรอกหรือ? เหตุใดถึงมาที่นี่ได้?”
ป๋ายอวี้ซู่ทำหน้าบึ้ง ก่อนกล่าวสั่งสอน “สะใภ้สาม เจ้าพูดอะไรเช่นนั้น? พวกเราเป็นพี่ชายของเจ้า เจ้าจะพูดจาไร้มารยาทเช่นนี้ได้อย่างไร?”
ฉีเล่อเล่อยิ้ม “พี่ชายหรือ? คงนับญาติกันเช่นนั้นไม่ได้ ท่านพ่อของข้ามีบุตรสาวเพียงคนเดียวอย่างข้า ข้าจะมีพี่ชายโผล่มาจากที่ใด?”
ป๋ายอวี้ซานรีบร้อนกล่าว “สะใภ้ อย่าเอาแต่ใจเหมือนเด็กเลย คนมากมายกำลังมองอยู่ พวกเราเข้าไปคุยกันข้างในเถิด”
ฉีเล่อเล่อมองพวกเขาที่ทั้งสะพายทั้งอุ้มข้าวของพะรุงพะรัง ก่อนหัวเราะเย็นชาอยู่ในใจ เงินทองหายเกลี้ยงแล้ว จึงคิดจะมาหากินกับนางสินะ?
ทรัพย์สินของพี่น้องตระกูลป๋ายถูกขโมยจนหมดเกลี้ยง นางย่อมเป็นคนแรกที่รู้เรื่องนี้ หึ ๆ
ทรัพย์สินของตระกูลฉี จะปล่อยให้ขยะพวกนี้นำไปใช้จ่ายได้อย่างไร? นางก็ถือว่ามีเมตตาต่อพวกเขามากแล้ว ถึงเรือนหลังเล็กในตัวอำเภอจะพังถล่ม แต่คนทั้งสองครอบครัวก็ยังรักษาชีวิตเอาไว้ได้มิใช่หรือ?
สะใภ้ทั้งสองของตระกูลป๋ายเห็นฉีเล่อเล่อเอาแต่ยิ้มเย็น ไม่กล่าวอะไร ในใจก็เริ่มหวาดหวั่น สะใภ้สามผู้นี้ ตั้งแต่กลับไปคราวก่อนก็ดูผิดปกติไปแล้ว หรือว่าเกิดเรื่องบางอย่างที่พวกนางไม่รู้ขึ้นจริง ๆ?