อาหารที่ฉีเล่อเล่อเก็บไว้ในมิติมีไม่มากนัก หลังผ่านวันสิ้นโลกมาสิบปี เสบียงอาหารยิ่งขาดแคลนลงเรื่อย ๆ แต่ในนั้นยังมีจักรยานอยู่หลายคัน อาวุธเย็นอีกหลายชิ้น ส่วนอาวุธปืนและยานพาหนะก็มีอยู่ไม่น้อย เพียงแต่ล้วนใช้การไม่ได้ ปืนไม่มีกระสุน รถไม่มีน้ำมัน เพราะตลอดสิบปีแห่งวันสิ้นโลก ทรัพยากรทุกอย่างยิ่งหายากขึ้นเรื่อย ๆ
ในมิติยังมีทอง เงิน เครื่องหยก และหนังสือที่เธอสะสมไว้อีกจำนวนหนึ่ง ส่วนของที่หลุดออกมาจากมิติของเพื่อนร่วมทีม เธอเก็บยากระตุ้นพลังพิเศษมาได้หลายลัง อาวุธพลังผลึกหลายชิ้น มอเตอร์ไซค์พลังผลึกหนึ่งคัน และด้านข้างยังมีถุงผลึกซอมบี้ที่เธอสะสมไว้กองอยู่
……
ฉีซูนั่งอยู่หน้าโต๊ะ มองหนังสือตรงหน้าอย่างเหม่อลอย
น้องสาวกับฉินโซ่วเดินมาถึงจุดนี้ เป็นเรื่องที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน ตอนนั้นเขากับฉินโซ่วเป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน ใครจะคิดว่าฉินโซ่วจะเป็นคนใจดำและไร้เยื่อใยถึงเพียงนี้
……
ฉีเล่อเล่อยิ้มกว้าง “พี่ชาย”
เจ้าของร่างเดิมเป็นห่วงพี่ชายคนนี้มาก
เมื่อฉีซูได้ยินเสียงน้องสาว สีหน้าเย็นชาก็อ่อนลงทันที เขารีบลุกขึ้นแล้วลูบศีรษะเธอเบา ๆ “เด็กคนนี้ ทำไมจู่ ๆ ถึงกลับมาได้ ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
เขามองสำรวจน้องสาวอย่างระมัดระวัง “อืม ดูเหมือนจะไม่ได้ผอมลง”
ฉีซูถอนหายใจอย่างโล่งอก หากวันหนึ่งเขาไม่อยู่แล้ว อย่างน้อยการอยู่ในตระกูลฉินก็คงดีกว่าปล่อยให้น้องสาวใช้ชีวิตตัวคนเดียว
ยุคสมัยแบบนี้ ผู้หญิงที่อยู่ตามลำพังแทบเอาชีวิตรอดไม่ได้
แต่ถึงอย่างไร นี่ก็ไม่ใช่ทางออกระยะยาว
ฉีเล่อเล่อพูด “พี่ชาย อย่ายืนเหม่ออยู่เลย รีบนั่งสิ มาดูว่าฉันเอาอะไรมาบ้าง”
ฉีซูนั่งลงหน้าโต๊ะ มองน้องสาวหยิบของออกมาทีละอย่าง ทั้งเป็ดย่างหนังกรอบ นกพิราบย่างหอมกรุ่น……
สองพี่น้องกินกันอย่างเอร็ดอร่อยจนอิ่มหนำ จากนั้นฉีเล่อเล่อก็กำชับฉีซูว่า “พี่ชาย พี่ต้องรักษาตัวดี ๆ อย่าคิดมาก ต่อไปฉันก็เหลือญาติอยู่แค่พี่คนเดียวแล้ว พี่จะวางใจทิ้งฉันไว้ในโลกนี้คนเดียวได้อย่างไร”
ฉีซูพยายามกลั้นอาการไออย่างเต็มที่ ก่อนลูบศีรษะน้องสาว “วางใจเถอะเสี่ยวเล่อ พี่จะต้องหายดี ต่อไปจะไม่มีใครรังแกเธอได้อีก ถ้าพี่หายแล้ว……เธอก็กลับบ้านมาเถอะ”
ฉีเล่อเล่อรับปาก “พี่ไม่ต้องห่วง มีแต่ฉันเท่านั้นที่ทำให้คนอื่นต้องอึดอัด ไม่มีทางปล่อยให้คนอื่นมาทำให้ฉันอึดอัดหรอก พี่ยังไม่รู้อีกหรือ น้องสาวของพี่เป็นคนแรงเยอะนะ”
พูดจบเธอก็ยกแขนขึ้นโชว์เสียด้วย
ฉีซูหัวเราะ ก่อนออกไปส่งฉีเล่อเล่อขึ้นรถลาก
เมื่อรถจากไป สีหน้าของเขาก็ค่อย ๆ เคร่งลง น้องสาวของเขาแรงเยอะมาตั้งแต่เด็ก พ่อกับแม่กลัวว่าคนอื่นจะรังเกียจที่เด็กผู้หญิงกลับมีแรงมากผิดปกติ จึงคอยกำชับให้เธอเก็บงำเอาไว้เสมอ
แต่ตอนนี้ดูแล้ว พึ่งใครก็สู้พึ่งตัวเองไม่ได้ ทุกคำที่น้องสาวพูดล้วนแฝงความหมายว่าอยากออกจากบ้านตระกูลฉิน
“ถ้าร่างกายพี่แข็งแรง พี่จะยอมให้เธอต้องไปอาศัยชายคาคนอื่นได้อย่างไร……”
หยาดน้ำตาสายหนึ่งไหลลงมาอย่างหมดหนทาง ชายหนุ่มร่างผอมก้มหน้าลง ก่อนเกิดอาการไออย่างรุนแรงอีกครั้ง
ฉีซูป่วยเป็นวัณโรคปอด ซึ่งในยุคนี้รักษาได้ยากมาก หากคนยากจนเป็นโรคนี้ ส่วนใหญ่ก็แทบเท่ากับรอความตาย
ฉีเล่อเล่อเองก็ยังไม่รู้ว่าจะช่วยฉีซูในโลกนี้ได้อย่างไร แต่การทำให้ฉีซูมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างดี เป็นหนึ่งในความปรารถนาของเจ้าของร่างเดิม
ในวันสิ้นโลก ถึงจะยังคิดค้นยารักษาไวรัสซอมบี้ไม่ได้ แต่พวกเขากลับพัฒนายาที่ใช้กระตุ้นพลังพิเศษขึ้นมาได้
ภารกิจครั้งสุดท้ายที่ฉีเล่อเล่อเข้าร่วมก่อนตาย ก็คือการติดตามหน่วยคุ้มกันผู้มีพลังพิเศษของฐานที่มั่นไปยังสำนักงานใหญ่ของฐานกลาง เพื่อไปรับยาชนิดนี้
จากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ฉีซูมีสุขภาพไม่ดีมาโดยตลอด หลังจากเจ้าของร่างเดิมถูกหย่าร้าง เขาก็ยิ่งหม่นหมองและร่างกายอ่อนแอลงเรื่อย ๆ
วันนี้ฉีเล่อเล่อจึงละลายยากระตุ้นพลังพิเศษเพียงเล็กน้อยลงในน้ำที่ให้เขาดื่ม เธอไม่ได้หวังว่าเขาจะปลุกพลังพิเศษอะไรขึ้นมา ขอเพียงทำให้ร่างกายแข็งแรงและมีชีวิตรอดต่อไปได้ก็พอ
สองวันก่อนเธอเองก็กินยาไปหนึ่งเม็ด แม้จะไม่ได้เกิดพลังพิเศษชนิดใหม่ แต่ร่างกายกลับแข็งแกร่งขึ้นมาก ขณะเดียวกันพลังด้านพละกำลังและความเร็วของเธอก็กำลังฟื้นคืนทีละน้อย
เธอต้องการเวลา เพื่อทำให้ตัวเองแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
เมื่อกลับมาถึงหน้าบ้านตระกูลฉิน ด้านในก็มีเสียงหัวเราะสนุกสนานดังออกมา
ฉีเล่อเล่อหัวเราะเย็นชาอยู่ในใจ ในที่สุดก็กลับมากันเสียที ฉันรออยู่พอดี
เธอยิ้มแล้วเดินเข้าไปในบ้าน “คุณนายผู้เฒ่า คุณหนูใหญ่ คุณชายเกา คุณหนูน้อย คุณชายน้อย ฉันกลับมาแล้ว”
รอยยิ้มบนใบหน้าคุณนายผู้เฒ่าฉินจางลงเล็กน้อย ความไม่พอใจปรากฏออกมา “ไปเยี่ยมพี่ชายทีไรก็อยู่นานขนาดนี้ทุกที ไม่รู้ว่าพี่น้องสองคนมีอะไรให้คุยกันนักหนา อายุก็ไม่น้อยแล้ว ยังไม่รู้จักระวังเรื่องที่ควรหลีกเลี่ยงอีกหรือ?”
ฉีเล่อเล่อฟังคำพูดที่แฝงนัยของอีกฝ่ายแล้วเลิกคิ้วขึ้น “คุณนายผู้เฒ่าพูดถูก เฟยเฟย ได้ยินหรือยัง? ต่อไปอย่าเอาแต่พุ่งเข้าไปกอดพี่ชายตัวเองนักสิ อายุก็ไม่น้อยกันแล้ว ถ้ามีคนเห็นเข้าอาจคิดไปไกลได้ เธอไม่รู้อะไรหรอก ความคิดของคนบางคนน่ะสกปรกจริง ๆ”
พอได้ยินคำพูดของฉีเล่อเล่อ ดวงตาแก่ชราของคุณนายผู้เฒ่าฉินก็มองเธออย่างดุดัน
ฉีเล่อเล่อสบตากลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ฉินเฟยเฟยทำราวกับไม่ได้ยินบทสนทนาของทั้งสอง ใบหน้ายังคงไร้เดียงสา น้ำเสียงหวานใส เธอรีบเดินเข้ามาหลายก้าวแล้วคล้องแขนฉีเล่อเล่อ “พี่สะใภ้ที่รัก ทำไมเพิ่งกลับมาล่ะ ฉันคิดถึงพี่จะแย่อยู่แล้ว ฉันยอมรับพี่เป็นพี่สะใภ้แค่คนเดียว คนอื่นก็ไม่รู้เป็นใครมาจากไหน พี่เองก็ไม่รู้จักคิดถึงน้องสาวอย่างฉันบ้าง แบบนี้ฉันไม่ยอมนะ”
สามีของเธอ เกาจือ สีหน้าอ่านไม่ออก เพียงพยักหน้าทักทายอย่างมีมารยาท ท่าทางเย็นชาและถือตัว ทว่าดวงตากลับหรี่ลงเล็กน้อย ราวกับกำลังคิดคำนวณอะไรบางอย่างอยู่
ฉีเล่อเล่อมองหญิงสาวที่ยิ้มอย่างสนิทสนม ก่อนขยับออกห่างเล็กน้อย “เธอก็เป็นน้องสาวของฉันอยู่แล้ว ฉันจะดูแลเธออย่างดีแน่นอน……”
รอยยิ้มบนใบหน้าฉินเฟยเฟยยิ่งจริงใจขึ้น “แบบนี้สิถึงจะถูก รีบนั่งเถอะ พี่ฉีอาการดีขึ้นบ้างหรือยัง?”
ฉีเล่อเล่อยกมุมปากยิ้ม “อืม ดีสิ ดีกว่าใครทั้งนั้น”
จากนั้นเธอก็หันไปทางคุณนายผู้เฒ่าฉิน “คุณนายผู้เฒ่า พวกคุณพักกันเถอะ ฉันขอตัวไปจัดการตัวเองก่อน”
ฉินเฟยเฟยยิ้มแล้วพูด “งั้นก็รบกวนพี่สะใภ้ไปทำอาหารด้วยนะ”
ไม่ถามสักคำว่าเธอเพิ่งกลับมาจากข้างนอกเหนื่อยหรือไม่ ก็จัดงานให้เสร็จสรรพแล้ว
ภายในห้องของคุณนายผู้เฒ่าฉิน คนหลายคนเบียดตัวเข้าหากัน พลางกระซิบปรึกษาอะไรบางอย่างเสียงเบา ฉีเล่อเล่อซ่อนตัวอยู่ในเงามืด เงียบ ๆ ฟังพวกเขาวางแผนรับมือกัน
คุณนายผู้เฒ่าฉินมองจดหมายที่ลูกชายส่งมา ก่อนกัดฟันพยักหน้าตกลง ฉีเล่อเล่อหัวเราะเย็นชาอยู่ในใจ รู้อยู่แล้วว่าครอบครัวนี้ไม่มีทางคิดเรื่องดี ๆ
อาหารเย็นเป็นฝีมือแม่ถัง ฉีเล่อเล่อแกล้งป่วยไม่ยอมทำงาน คนรับใช้อย่างแม่ถังจะทำอะไรได้ นอกจากลอบด่าอยู่สองสามคำในใจ ตอนนี้เธอเริ่มเสียใจแล้วที่ไล่แม่หลี่ออกไป
คุณนายผู้เฒ่าฉินขมวดคิ้วแล้วพูดกับฉินเฟยเฟย “ฉันว่า ถ้าไม่ได้จริง ๆ ก็ช่างมันเถอะ ผู้หญิงสารเลวคนนี้ยิ่งนับวันยิ่งไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ไม่สู้ขายทิ้งไปเสีย”
ฉินเฟยเฟยพยักหน้า “ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้ รออีกไม่กี่วันให้พี่ชายอายุสั้นของเธอตายก่อน ตอนนี้เก็บเธอไว้ก่อน ถ้าปล่อยไปเฉย ๆ จะขาดทุนเกินไป……”
กลางดึก เงาร่างชายคนหนึ่งทอดอยู่หน้าต่างห้องของฉีเล่อเล่อ เสียงทุ้มต่ำดังเข้ามา “พี่สะใภ้ เปิดประตูให้หน่อยได้ไหม? ผมมีเรื่องอยากถามพี่”
เป็นเกาจือคนนั้น!