หวังเหวินเฉียงหันไปมองหลินหวน
หลินหวนรีบโบกมือ “ไม่ใช่นะ ไม่ได้เป็นอย่างที่เล่อเล่อพูด เป็นเล่อเล่อ เธอเป็นคนผลักฉัน ฉันถึงได้ล้ม แล้วก็เป็นเธอที่เปิดประตูเรียกคนมาตั้งมากมาย คนพวกนั้นไม่ใช่ฉันเรียกมาจริง ๆ”
หวังเหวินเฉียงหันมาถลึงตาใส่ฉีเล่อเล่ออีกครั้ง
ฉีเล่อเล่อพูดเสียงเบาอย่างอึกอัก “น้าหลิน เห็น ๆ อยู่ว่าพี่ลี่ลี่แอบกินไข่ น้าเลยไล่ตีพี่เขา พี่เขาถึงได้ผลักน้า น้าล้มจนเลือดไหลเต็มพื้น ฉันกลัวว่าน้าจะเสียเลือดจนตาย ถึงได้...ถึงได้ไปเรียกคนมาช่วย”
เธอสะอื้นอีกครั้ง ก่อนมองหวังเหวินเฉียงด้วยใบหน้าน่าสงสาร “พ่อ อย่างไรฉันก็ไม่ใช่ลูกที่น้าหลินคลอดเอง น้าชอบด่าฉันว่าเป็นลูกเดรัจฉาน เป็นลูกไอ้สารเลว แต่ทั้งที่ลี่ลี่เป็นคนผลักน้า ทำไมน้าต้องยืนกรานว่าฉันเป็นคนผลักด้วยล่ะ? ฉันไม่กล้าทำหรอก ฮือ ๆ...”
หวังเหวินเฉียงถลึงตาใส่หลินหวน “พอได้แล้ว เรื่องมันเกิดไปแล้ว จะมาเถียงกันให้รู้ว่าใครผิดใครถูกตอนนี้มีประโยชน์อะไร? ของที่ฉันบอกให้เธอเอาไปซ่อน ทำไมถึงเอามาวางไว้ข้างนอก?”
ปกติหลินหวนปฏิบัติต่อฉีเล่อเล่ออย่างไร หวังเหวินเฉียงรู้อยู่แก่ใจ ดังนั้นเขาจึงเชื่อคำพูดของฉีเล่อเล่อมากกว่า อีกอย่าง นี่มันด่าลูกตรงไหนกัน? เห็นชัด ๆ ว่าไม่พอใจเขาแล้วด่าเขาอยู่ไม่ใช่หรือไง?
เขาทำทุกอย่างไปเพื่ออะไร หล่อนจะไม่รู้เชียวหรือ?
เดิมทีเขาไม่มีอะไรติดตัวเลยสักอย่าง ถ้าไม่ได้คว้าจวงหลวน แม่แท้ ๆ ของเล่อเล่อเอาไว้ เขาจะได้เข้าทำงานในโรงงานเหล็กหรือ? จะได้เข้ามาอยู่ในอาคารพักรวมแห่งนี้หรือ?
หลินหวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็นึกไม่ออกว่าทำไมถึงไม่ได้เก็บเหล็กฉากเอาไว้ เรื่องนี้จะว่าใหญ่ก็ใหญ่ จะว่าเล็กก็เล็ก อีกทั้งเธอยังเป็นฝ่ายไม่มีเหตุผล จึงได้แต่ปิดปากเงียบ
ฉีเล่อเล่อหัวเราะเย็นชาอยู่ในใจ เหล็กฉากเดิมวางอยู่ตรงมุมห้อง เธอเป็นคนใช้เท้าเกี่ยวมันออกมาเอง ในเมื่อเตรียมของไว้ให้หลินหวนเรียบร้อยแล้ว ต่อให้ไม่อยากล้มก็ต้องล้ม
ถือว่าเก็บดอกเบี้ยไปก่อนเล็กน้อย
ไม่นานกัวลี่ลี่ก็กลับมา หลินหวนโรยยาผงบนศีรษะแล้ว มองดูน่าเวทนาไม่น้อย
หวังเจียเป่าถลึงตาใส่ฉีเล่อเล่ออีกครั้ง ก่อนเดินเข้าไปเอาใจ “แม่ เจ็บไหม?”
หวังจิงจิงกอดแขนข้างหนึ่งของหวังเหวินเฉียง “พ่อ ทั้งหมดเป็นความผิดของพี่เล่อเล่อ พี่เขาชอบซุ่มซ่ามแบบนี้อยู่เรื่อย ไม่อย่างนั้นแม่คงไม่บาดเจ็บหรอก”
ฉีเล่อเล่อพูดอย่างน่าสงสาร “พ่อ ถ้ายาผงนั่นยังเหลือ แบ่งให้ฉันใช้สักหน่อยได้ไหม?”
หวังเหวินเฉียงขมวดคิ้ว “เธอเป็นอะไร?”
ฉีเล่อเล่อหันหลังให้เขา “ท้ายทอยของฉันยังมีเลือดไหลอยู่นิดหน่อย”
หวังเหวินเฉียงรู้สึกว่าถ้าถามต่อไปคงมีเรื่องยุ่งยากตามมาอีก จึงไม่คิดจะถามแล้ว
แต่ฉีเล่อเล่อกลับไม่ยอมดูสีหน้าเขา เธอรวบรวมความกล้าพูดต่อ “พ่อ วันนี้น้าหลินกับพี่ลี่ลี่ไม่ทันระวัง ผลักฉันล้มตรงปากตรอก ฉันไม่ได้คิดจะฟ้องนะ ฉันแค่กลัวว่าตำรวจจะมาตามถึงบ้าน”
หวังเหวินเฉียงเบิกตาขึ้นทันที “เธอไปแจ้งตำรวจมา?”
ลูกสาวคนนี้ชักจะกล้าขึ้นทุกวัน แค่ผลักทีเดียวก็ไม่ถึงกับตาย จำเป็นต้องไปแจ้งตำรวจด้วยหรือ?
ฉีเล่อเล่อรีบโบกมือ “ไม่ใช่ ๆ ระหว่างทางฉันบังเอิญเจอตำรวจคนหนึ่ง เขาเห็นว่าตัวฉันมีเลือด ก็เลยเรียกไว้แล้วถามว่าเกิดอะไรขึ้น”
กัวลี่ลี่รีบตะโกนถาม “เธอฟ้องฉันกับแม่ไปแล้วหรือ?”
คนทั้งห้าในครอบครัวต่างจ้องฉีเล่อเล่อด้วยสายตาเป็นศัตรูพร้อมกัน
ฉีเล่อเล่อส่ายศีรษะรัวราวกับกลองป๋องแป๋ง “เปล่า ๆ ฉันแค่บอกว่าไม่รู้ว่าใครผลัก ไม่เห็นตัวคน ฉันไม่ได้ฟ้องเลย”
ทั้งห้าคนพากันถอนหายใจอย่างโล่งอก
จากนั้นทุกคนก็นั่งลงกินข้าว ฉีเล่อเล่อยังคงนั่งอยู่ตรงตำแหน่งที่ไกลจากจานอาหารที่สุดเหมือนเดิม
เธอขยับตะเกียบในมือ กางตะเกียบออกกว้าง ๆ แล้วคีบลงไปในจานไข่ตรงหน้า ปกติเจ้าของร่างเดิมไม่กล้าคีบกับข้าวกินอยู่แล้ว โดยเฉพาะอาหารดี ๆ เธอแทบไม่แตะต้องเลยสักคำ ดังนั้นจึงไม่มีใครระวังเธอ
ตะเกียบของเธอคีบลงไปเพียงครั้งเดียว ไข่ในจานก็หายไปกว่าครึ่ง
ก่อนที่ทุกคนจะทันพูดอะไร เธอก็รีบยัดไข่ทั้งหมดเข้าปาก เคี้ยวไม่กี่ครั้งแล้วกลืนลงท้อง จากนั้นยังจุ๊บปากเสียงดังอย่างเอร็ดอร่อยอีกหลายครั้ง
หลินหวนกำลังจะระเบิดอารมณ์ แต่หวังเหวินเฉียงกดมือเธอไว้
เขารู้สึกอยู่ตลอดว่าลูกสาวคนนี้ดูแปลกไปเล็กน้อย แต่อย่างไรเธอก็อยู่บ้านได้อีกไม่กี่วันก็ต้องลงชนบทแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องก่อเรื่องเพราะเรื่องเล็กน้อยแค่นี้
ฉีเล่อเล่อเห็นทุกคนถลึงตาใส่ตัวเอง ก็ทำสายตาหวาด ๆ “ฉัน...ฉันเวียนหัว ต้องกินของบำรุงหน่อย ไม่อย่างนั้นอีกสองวันลงชนบทไม่ไหวจะทำยังไง?”
หวังเหวินเฉียงข่มความโมโห “ใช่ เล่อเล่อกินเยอะ ๆ หน่อย ไม่เป็นไร กินกันเถอะ ทุกคนกิน”
หากไม่ใช่เพราะเห็นว่าเธอกำลังจะลงชนบท และต่อไปยังมีประโยชน์ให้ใช้งาน หวังเหวินเฉียงคงตบหน้าเธอไปนานแล้ว ตอนนี้จึงได้แต่กัดฟันพูดจาเอาใจไปก่อน
ที่ผ่านมา ของดีในบ้านล้วนต้องให้เขากับลูกชายก่อนเสมอ วันนี้เล่อเล่อคงได้รับความกระทบกระเทือนมากเกินไป ถึงได้ทำตัวผิดปกติเช่นนี้
ฉีเล่อเล่อเห็นทุกคนกำลังจะยื่นตะเกียบไปคีบไข่ มือของเธอก็ว่องไวราวสายฟ้า คีบไข่ขึ้นมาอีกตะเกียบใหญ่แล้วรีบยัดเข้าปาก เคี้ยวไม่กี่ครั้งก็กลืนลงไป
ถุย เค็มจนคอแห้ง คิดว่าเธออยากกินนักหรือไง เธอก็แค่อยากเห็นคนพวกนี้โมโหจนความดันพุ่งเท่านั้นแหละ
หวังเหวินเฉียงมองจานที่เหลือเพียงเศษไข่กับกุยช่าย คราวนี้เขาโมโหขึ้นมาจริง ๆ จึงฟาดตะเกียบลงบนโต๊ะ “เล่อเล่อ เธอคิดจะทำอะไร?”
ฉีเล่อเล่อร้องไห้โฮแล้ววิ่งออกไปข้างนอกทันที “พ่อ อย่าตีฉันเลย ต่อไปฉันจะไม่กินไข่อีกแล้ว ฉันผิดไปแล้ว!”
เธอร้องไห้พลางวิ่งออกไป พลางลอบกระหยิ่มยิ้มย่อง การวิ่งออกมาครั้งนี้ไม่เพียงตอกย้ำชื่อเสียงเลวร้ายของหวังเหวินเฉียงกับหลินหวน ยังสามารถพิสูจน์ได้ด้วยว่าเธอไม่ได้อยู่บ้าน
เพื่อนบ้านกำลังกินมื้อกลางวันกันอยู่ พอได้ยินเสียงก็พากันถือชามออกมาดู
หวังเหวินเฉียงโมโหแทบตาย เขายังไม่ได้ทำอะไรเลยด้วยซ้ำ วันนี้นังเด็กบ้านี่เป็นบ้าไปแล้วหรือ?
สะใภ้บ้านฝั่งตรงข้ามโผล่หน้าออกมาแล้วพูดเกลี้ยกล่อมด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “พี่หลิน อย่ารังแกเล่อเล่ออยู่เรื่อยเลยค่ะ ถึงจะไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของตัวเอง ก็ทำแต่พอดีเถอะ”
หลินหวนพูดไม่ออก เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับฉัน! ฉันยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ!
ฉีเล่อเล่อเดินเล่นอยู่ข้างนอกพักหนึ่ง เฝ้าดูจนคนครอบครัวหวังแยกย้ายกันไป คนที่ต้องไปเรียนก็ไปเรียน คนที่ต้องไปทำงานก็ไปทำงาน ส่วนกัวลี่ลี่ก็ออกไปหาเพื่อนเล่นเช่นกัน
ช่วงหลายวันนี้หลินหวนกำลังเที่ยวฝากฝังคนไปทั่วเพื่อหางานให้กัวลี่ลี่ เงินก็เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่มีวี่แวว หากหางานไม่ได้ กัวลี่ลี่ก็คงอยู่บ้านต่อได้อีกไม่นาน เมื่อถึงรอบส่งยุวปัญญาชนลงชนบทครั้งต่อไป คณะกรรมการชุมชนต้องมาตามถึงบ้านแน่นอน
แต่กัวลี่ลี่กลับไม่กังวล หากซื้อหน้าที่การงานไม่ได้จริง ๆ เธอก็คิดจะเอาชีวิตตัวเองมาข่มขู่ บังคับให้แม่ยกตำแหน่งงานให้เธอ หากยังไม่ได้อีก เธอก็หาคู่แต่งงานเสีย ขอเพียงมีเวลาตั้งหลัก สุดท้ายย่อมคิดหาวิธีได้
อย่างไรเธอก็ไม่มีทางลงชนบท ชนบทลำบากเกินไป และเธอก็ทำงานไร่งานนาไม่ไหว
ฉีเล่อเล่อเห็นว่าไม่มีใครเดินผ่านไปมาอีกแล้ว จึงแผ่สัมผัสจิตออกไปตรวจสอบว่ามีใครกำลังจับตาดูเธออยู่หรือไม่ จากนั้นเธอก็ใช้ทักษะล่องหนอย่างรวดเร็ว ลอยกลับบ้านราวกับสายลมสายหนึ่ง เปิดประตูอย่างว่องไว แวบเข้าไปข้างในแล้วล็อกประตูเบา ๆ
สะใภ้บ้านฝั่งตรงข้ามไม่มีงานทำ ต้องอยู่บ้านเลี้ยงลูก เมื่อได้ยินเสียงเคลื่อนไหวก็รีบออกมาดู แต่กลับไม่เห็นใครเลย “หูฝาดไปหรือ?”
เธอพึมพำกับตัวเองพลางส่ายหน้า ก่อนปิดประตูกลับเข้าบ้าน
ฉีเล่อเล่อแนบตากับช่องประตูมองฝั่งตรงข้าม แล้วหัวเราะคิกคักอยู่ในใจ ทักษะนี้ดีจริง ๆ เป็นของจำเป็นเวลาเดินทางชัด ๆ เธอกวาดตามองไปรอบ ๆ ก่อนหยิบสมุดเงินฝากที่หวังเหวินเฉียงซ่อนไว้ในช่องลับของตู้ ธนบัตรใบละสิบหยวนปึกใหญ่ คูปองสารพัดชนิดหนึ่งมัด และเครื่องประดับอีกหนึ่งกล่อง โยนทั้งหมดเข้าไปในมิติของตัวเอง
ฉีเล่อเล่อหัวเราะเย็นชาอยู่ในใจ ของพวกนี้ล้วนเป็นสิ่งที่แม่แท้ ๆ ของเจ้าของร่างเดิมทิ้งเอาไว้ จะปล่อยให้ชายชั่วหญิงเลวคู่นั้นได้ประโยชน์ไปได้อย่างไร!
ในอดีต ครอบครัวฝ่ายแม่ของเจ้าของร่างเดิมนับว่าเป็นพ่อค้าผู้รักชาติ ต่อมาคนทั้งครอบครัวถูกส่งไปใช้แรงงาน เหลือเพียงแม่แท้ ๆ ของเจ้าของร่างเดิมที่ยังอยู่ในเมืองหลวง
เนื่องจากเธอเป็นบุคลากรด้านเทคนิค จึงได้รับอนุญาตให้อยู่ทำงานในหน่วยงานเดิมต่อไป
และเพื่อรับประกันความปลอดภัยของตัวเอง เธอจึงแต่งงานกับหวังเหวินเฉียงซึ่งมีภูมิหลังครอบครัวเป็นชนชั้นกรรมกร หวังเหวินเฉียงอาศัยบารมีของเธอ จึงได้ย้ายเข้ามาอยู่ในอาคารพักรวม
ตอนที่เธอป่วยหนักและไม่มีทางเลือกจริง ๆ จึงยกตำแหน่งงานให้หวังเหวินเฉียง ซึ่งตอนนั้นยังเป็นเพียงลูกจ้างชั่วคราวในโรงงานทอผ้าขนสัตว์ แต่เธอมีข้อแม้ว่าหวังเหวินเฉียงต้องส่งเสียเจ้าของร่างเดิมให้เรียนหนังสือจนกว่าเจ้าตัวจะไม่ต้องการเรียนต่อ และยังขอให้ผู้บริหารในโรงงานเหล็กเป็นพยานด้วย
หวังเหวินเฉียงจึงได้กลายเป็นพนักงานประจำของโรงงานเหล็ก ส่วนทรัพย์สินเหล่านี้ แม่แท้ ๆ ของเจ้าของร่างเดิมเคยบอกให้เธอรู้และกำชับให้เก็บเป็นความลับ
แต่ตอนนั้นเด็กยังเล็กเกินไป อีกทั้งหวังเหวินเฉียงยังเจ้าเล่ห์เพทุบาย สุดท้ายจึงถูกเขาหลอกเอาไปจนหมด
เรื่องในช่วงที่แม่แท้ ๆ ของเจ้าของร่างเดิมยังมีชีวิตอยู่ไม่ต้องพูดถึง หลังจากหวังเหวินเฉียงแต่งงานกับหลินหวน ครอบครัวของพวกเขาก็มีสมาชิกหกคน ผู้ใหญ่สองคน เด็กสี่คน และเด็กทุกคนยังเรียนหนังสือ ด้วยรายได้เดือนละสี่สิบสองหยวนของหวังเหวินเฉียงกับเงินเดือนเดือนละสิบแปดหยวนของหลินหวน นอกจากต้องส่งเสียเด็กทุกคนเรียนแล้ว ทุกเดือนยังต้องให้เงินหวังเหวินเฉียงส่งเสียพ่อแม่อีกห้าหยวน แค่ไม่อดตายก็นับว่าดีมากแล้ว จะไปมีเงินเก็บได้อย่างไร
ฉีเล่อเล่อโยนสมุดทะเบียนบ้านเข้าไปในมิติด้วย ส่วนของอย่างอื่นไม่ได้แตะต้องอีก
จากนั้นเธอก็ใช้ทักษะล่องหน เปิดประตูออกไปอย่างแผ่วเบา รีบลงจากอาคาร จนกระทั่งมาถึงบริเวณไร้ผู้คนในตรอกจึงยกเลิกทักษะและปรากฏตัวออกมา