ฉีเล่อเล่อพูดจบก็หมุนตัวเดินจากไป
อาหารเช้ามื้อนี้จึงจบลงอย่างไม่สบอารมณ์กันทุกฝ่าย ฉีเล่อเล่อเปลี่ยนเสื้อผ้า วาดคิ้วของตัวเองให้หนาขึ้น แต่งใบหน้าให้คล้ำแดง แล้วเดินเตร็ดเตร่ไปยังห้างสรรพสินค้า
ฉีเล่อเล่อเลือกซื้อผ้าฝ้ายสีเข้ม ใช้คูปองผ้าที่มีจนหมดเกลี้ยง จากนั้นเดินไปยังเคาน์เตอร์ขายลูกกวาด ธัญพืช และน้ำมัน ซื้อทั้งลูกกวาดผลไม้ น้ำตาลทรายแดง และลูกอมนมตรากระต่ายขาว
เธอยังไปซื้อขนมอีกหลายอย่าง ทั้งเค้กไข่ ขนมแป้งอบ และขนมเปี๊ยะกรอบไส้วอลนัต
เมื่อก้มมองคูปองในมือ ก็ไม่เหลือแม้แต่ใบเดียว ใช้จนเกลี้ยงหมดแล้ว จากนั้นเธอแบกของห่อใหญ่ไว้บนหลัง แล้วเลือกเดินไปตามตรอกเปลี่ยว
ฉีเล่อเล่อใช้สัมผัสจิตตรวจสอบรอบบริเวณ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีคนเดินผ่านไปมา จึงหยุดลง
หวังเหวินเฉียงให้งบเธอมาอย่างขี้เหนียวเพียงยี่สิบหยวน แค่ซื้อเครื่องนอนยังไม่พอด้วยซ้ำ
เธอคิดเล็กน้อย ก่อนนำของบางอย่างออกมาจากมิติเพิ่ม แล้วมัดรวมเป็นห่อขนาดมหึมา
จากนั้นแบกของไปที่ไปรษณีย์ แล้วส่งทั้งหมดตรงไปยังสถานที่ที่เธอกำลังจะลงชนบท
จู่ ๆ ฉีเล่อเล่อก็นึกถึงเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งขึ้นมา หากโลกนี้มีเส้นทางการพัฒนาเหมือนกับโลกเดิม อีกห้าปีก็จะมีการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง เมื่อเธอมาอยู่ในยุคนี้แล้ว ก็มีโอกาสได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยจริง ๆ สักครั้งเสียที
เธอรีบค้นความทรงจำทันที ต้องไปซื้อหนังสือชุด ‘คู่มือศึกษาวิชาคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และเคมีด้วยตนเอง’ ซึ่งรวมหนังสืออย่าง ‘คณิตศาสตร์’ ‘เคมี’ และวิชาอื่น ๆ ทั้งหมดสิบเจ็ดเล่ม
ฉีเล่อเล่อตบศีรษะตัวเอง เรื่องสำคัญขนาดนี้ลืมไปได้อย่างไรกัน? ก่อนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในอดีต เธอเคยเขียนนิยายออนไลน์มาไม่น้อย จึงรู้ข้อมูลสารพัดเรื่องอยู่มาก เวลาเหลือไม่มาก เธอจึงเริ่มตระเวนหาร้านหนังสือทีละแห่ง
โชคดีที่นี่คือเมืองหลวง หลังจากตระเวนไปสามร้าน ในที่สุดก็รวบรวมหนังสือได้ครบทั้งหมด
ฉีเล่อเล่อถอนหายใจอย่างโล่งอก คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วหาหนังสือภาษาในระดับมัธยมปลายของยุคนี้ รวมถึงเอกสารวิชาการเมืองและหนังสืออื่น ๆ มาเพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง
แม้เจ้าของร่างเดิมจะเรียนได้ดีมากตอนอยู่มัธยมปลาย แต่ฉีเล่อเล่อเป็นเพียงคนที่ได้รับความทรงจำเหล่านั้นมาราวกับดูภาพยนตร์ เธอจึงต้องเริ่มเรียนใหม่ตั้งแต่ต้นด้วยตัวเอง
ส่วนกัวลี่ลี่น่ะหรือ? คงได้เชื้อพ่อแม่มาเต็ม ๆ เป็นพวกเรียนไม่เอาไหนโดยแท้
แม่แท้ ๆ ของเจ้าของร่างเดิมเป็นผู้มีการศึกษาสูง เจ้าของร่างเดิมเองก็มีสติปัญญาดี เพียงแต่นิสัยถูกชายชั่วหญิงเลวคู่นั้นเลี้ยงดูจนกลายเป็นคนอ่อนแอเท่านั้น
ฉีเล่อเล่อกลับถึงบ้านก่อนเวลา แล้วแอบนำสมุดทะเบียนบ้านไปวางคืนที่เดิม บริเวณที่เก็บสมุดทะเบียนบ้านยังมีเงินอีกกว่าหนึ่งร้อยหยวนกับคูปองยิบย่อยจำนวนหนึ่ง แต่เธอไม่ได้แตะต้องเลยแม้แต่น้อย
ไม่นานก็ถึงวันออกเดินทาง
เมื่อเห็นท่าทางกระหยิ่มยิ้มย่องของกัวลี่ลี่ ฉีเล่อเล่อก็หัวเราะหึ ๆ อยู่ในใจ อย่าเพิ่งได้ใจไป และไม่ต้องรีบร้อนนะพี่สาว อีกไม่นานเราก็จะได้พบกันแล้ว
คนครอบครัวหวังที่ต้องไปทำงานก็ไปทำงาน คนที่ต้องไปเรียนก็ไปเรียน เหลือเพียงกัวลี่ลี่อยู่บ้าน ดวงตาคู่นั้นจับจ้องฉีเล่อเล่อราวกับกำลังเฝ้าระวังขโมย
ฉีเล่อเล่อหัวเราะหึ อยากมองก็มองไปสิ เชิญมองกันตามสบาย ระยะทางระหว่างสองแห่งแค่นี้ หากเธอขี่รถจักรยานยนต์พลังงานผลึกแล้วใช้เส้นทางเล็ก ๆ ไม่ถึงครึ่งวันก็เดินทางถึง
ฉีเล่อเล่อสะพายกระเป๋าใบใหญ่ แล้วตามขบวนที่มุ่งหน้าไปมณฑลจีขึ้นรถไฟ
รถไฟไปมณฑลจีออกช่วงเช้า และต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่าสองวันกว่าจะถึง ที่นั่งรอบข้างล้วนเป็นยุวปัญญาชนที่กำลังลงชนบท แม้คนส่วนใหญ่จะไม่ได้สมัครใจไป แต่ทุกคนก็ยังพูดคุยกันอย่างคึกคัก
ผ่านไปหลายชั่วโมงก็ถึงเวลาเที่ยง
ฉีเล่อเล่อมองผู้คนที่เบียดเสียดกันไปมา ก่อนยกมือบีบหว่างคิ้ว อย่างไรก็ควรไปล้างมือก่อนกินข้าวสักหน่อยไม่ใช่หรือ? แม้ในวันสิ้นโลกเธอจะเคยผ่านความลำบากมาสารพัด แต่หลายปีที่อยู่ในราชวงศ์ชิ่งหยวน เธอก็ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายและได้รับการปรนนิบัติมาจนเคยชินเช่นกัน
เธอหันไปฝากฝังป๋ายรั่วที่นั่งอยู่ข้าง ๆ “ป๋ายรั่ว ฉันจะไปห้องน้ำ ช่วยดูสัมภาระให้หน่อยได้ไหม?”
ป๋ายรั่วเองก็มาจากเมืองหลวง เป็นคนอ่อนโยนมาก เธอยิ้มให้ฉีเล่อเล่อ
“เธอไปก่อนเถอะ ฉันจะช่วยดูของให้ เดี๋ยวเธอกลับมาแล้วฉันค่อยไป”
ฉีเล่อเล่อเบียดผ่านฝูงชนแน่นขนัด กว่าจะไปถึงหน้าห้องน้ำก็ต้องต่อแถวอยู่นาน แล้วจึงเบียดฝูงชนกลับมาอีกครั้งในที่สุด
แต่เมื่อกลับมาถึง เธอกลับเห็นหญิงวัยกลางคนนั่งอยู่บนที่นั่งของตัวเอง “นี่เป็นที่นั่งของฉัน รบกวนลุกให้ด้วยค่ะ”
ผู้หญิงคนนั้นรูปร่างอ้วนท้วนและสะพายห่อสัมภาระใบใหญ่ ในยุคสมัยนี้ คนที่จะอ้วนท้วนได้ถึงขนาดนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เธอเหลือบมองฉีเล่อเล่อด้วยหางตา เด็กสาวคนนี้ทั้งสูงทั้งผอม ใบหน้ายังดูอ่อนเยาว์ เธอจึงไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย
หญิงร่างอ้วนพูดเสียงดังตำหนิฉีเล่อเล่อ “แม่หนู เธอเป็นยุวชนผู้มุ่งมั่นที่จะลงชนบทไปสนับสนุนการสร้างชาติไม่ใช่หรือ ทำไมถึงไม่รู้จักเคารพผู้สูงอายุเลย? อายุยังน้อย ยืนสักหน่อยจะเป็นอะไรไป?”
ฉีเล่อเล่อกวาดตามองคนรอบข้างที่กำลังมุงดู ในหมู่ยุวปัญญาชนมีทั้งคนที่เห็นใจ คนที่โมโห คนที่สะใจในความเดือดร้อนของผู้อื่น และคนที่มีสีหน้าเย็นชาไม่สนใจ
ป๋ายรั่วกำห่อสัมภาระในมือแน่น ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “แต่คุณป้าเองก็ไม่ได้อายุมากขนาดนั้นนี่คะ”
หญิงสาวข้างตัวเธอรีบดึงชายเสื้อป๋ายรั่วแล้วส่ายหน้าเป็นเชิงห้าม
หญิงร่างอ้วนชักสีหน้าทันที “ทำไมจะไม่มาก ฉันเกือบหกสิบแล้ว พวกเธอเป็นคนหนุ่มสาว จะสละที่นั่งให้คนแก่หน่อยเป็นอะไรไป?”
ฉีเล่อเล่อเพียงมองอีกฝ่ายแสดงละครโดยไม่พูดอะไร คนรอบข้างหลายคนที่คันไม้คันมืออยู่นานแล้วก็เริ่มส่งเสียงเอะอะขึ้นมา
“ใช่แล้ว ยุวปัญญาชนตั้งมากมายซื้อที่นั่งกันหมด พวกเราถึงซื้อที่นั่งไม่ได้ ทั้งที่จ่ายเงินเหมือนกัน ก็ควรให้พวกเรานั่งบ้างสิ”
ระหว่างพูด พวกเขาก็เบียดเข้าไปบังคับให้ยุวปัญญาชนหลายคนลุกขึ้น บางคนถึงขั้นลงมือกระชากคนออกจากที่นั่ง ยุวปัญญาชนหลายคนหน้าแดงก่ำ แต่กลับอ้ำอึ้งไม่รู้ว่าจะทวงที่นั่งคืนอย่างไร แม้แต่จะโต้แย้งก็ยังไม่กล้า ส่วนคนที่เมื่อครู่ยังยืนดูเรื่องสนุกและสะใจในความเดือดร้อนของคนอื่นต่างสีหน้าเปลี่ยน รีบก้มหน้าลงอย่างแรง กลัวว่าจะมีใครเข้ามาแย่งที่นั่งของตัวเองไปด้วย
ยังเหลือระยะทางอีกครึ่งวันกับหนึ่งคืน หากต้องยืนเบียดเสียดไปตลอดทาง ร่างกายบอบบางของพวกเขาคงรับไม่ไหวจริง ๆ
ฉีเล่อเล่อเม้มริมฝีปาก ก่อนก้าวเข้าไปคว้าตัวหญิงร่างอ้วนขึ้นมาในคราวเดียว “ฉันสละที่นั่งให้ได้ แต่คุณป้าต้องมีตั๋วก่อนนะคะ การขึ้นรถไฟโดยไม่ซื้อตั๋วเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง”
ระหว่างพูด มือข้างหนึ่งของเธอก็ปัดผ่านตัวอีกฝ่ายไป
หญิงร่างอ้วนร้องโวยวายทันที “นี่แม่หนู ฉันก็แค่นั่งที่ของเธอ จะมากล่าวหากันแบบนี้ไม่ได้นะ ฉันซื้อตั๋วมาแล้ว!”
ฉีเล่อเล่อคว้าคอเสื้อของเธอแล้วยกคนทั้งคนขึ้น ก่อนชูไว้สูง ๆ และตะโกนเรียก “คุณตำรวจรถไฟคะ ตรงนี้มีคนขึ้นรถไฟโดยไม่ซื้อตั๋วค่ะ!”
หญิงร่างอ้วนถูกคอเสื้อรัดจนรู้สึกว่าตัวเองแทบขาดอากาศหายใจ ตกใจจนสองมือไขว่คว้าไปทั่ว
ไม่นานตำรวจรถไฟก็เบียดฝูงชนเข้ามา “เกิดอะไรขึ้น สหายน้อย รีบวางคนลงก่อน วางลง!”
เด็กสาวนี่มีเรี่ยวแรงประหลาดอะไรกัน ถึงได้ใช้มือเดียวชูคนที่ตัวหนักกว่าเธอถึงสองเท่าขึ้นมาได้?
ฉีเล่อเล่อยิ้มอย่างเขินอาย ก่อนพูดกับตำรวจรถไฟ “คุณตำรวจคะ คุณป้าคนนี้ขึ้นรถไฟโดยไม่ซื้อตั๋วก็ผิดอยู่แล้ว ยังเอิกเกริกแย่งที่นั่งคนอื่นอีก ยุวปัญญาชนกำลังลงชนบทเพื่อสนับสนุนการพัฒนาชนบท การที่เธอรังแกยุวปัญญาชนก็เท่ากับทำลายความสงบและความสามัคคีของประเทศ ฉันสงสัยว่าเธออาจเป็นสายลับศัตรูที่จงใจก่อความวุ่นวายค่ะ”
แม้ตำรวจรถไฟจะรู้สึกว่าเธอกำลังพูดเหลวไหล แต่การขึ้นรถไฟโดยไม่ซื้อตั๋วย่อมไม่ได้ เขาจึงให้ฉีเล่อเล่อวางหญิงร่างอ้วนลง แล้วแบมือไปตรงหน้าอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เอาตั๋วรถไฟออกมา ตรวจตั๋ว”
หญิงร่างอ้วนพึมพำอย่างมั่นอกมั่นใจ “เอาก็เอาสิ ฉันไม่ได้...”
แต่แล้วเธอก็เบิกตากว้าง รีบคลำไปทั่วทั้งตัว “ตั๋วของฉันล่ะ? ตั๋วฉันหายไปไหน?”
จู่ ๆ เธอก็หลบไปอยู่ด้านหลังตำรวจรถไฟ โผล่เพียงศีรษะใหญ่ ๆ ออกมาแล้วตะโกนใส่ฉีเล่อเล่อ “เธอ! เป็นเธอแน่ ๆ นังเด็กนี่ขโมยตั๋วของฉันไป เมื่อกี้มันยังอยู่เลย!”
ฉีเล่อเล่อกลับกระเป๋าเสื้อทั้งสองข้างให้ตำรวจรถไฟดู จากนั้นกางแขนทั้งสองออกแล้วหมุนตัวหนึ่งรอบ พลางหัวเราะคิกคัก “ไม่มีนะคะ กางเกงของฉันไม่มีกระเป๋าเสียหน่อย ฉันจะรู้ได้ยังไงว่าคุณเก็บตั๋วไว้ที่ไหน เห็น ๆ อยู่ว่าตัวเองขึ้นรถไฟโดยไม่ซื้อตั๋ว ยังมากล่าวหาคนดีอีก ดูท่าจะเป็นสายลับศัตรูที่จงใจก่อความวุ่นวายจริง ๆ ก็ได้”
หญิงร่างอ้วนตะโกนอย่างไม่เชื่อ “เป็นไปไม่ได้! ฉันจำได้ชัด ๆ ว่าใส่ตั๋วไว้ในกระเป๋าเสื้อ ทำไมถึงหายไปได้? เธอ...เธอขโมยตั๋วของฉันแล้วเอาไปซ่อนไว้ในกระเป๋ากางเกงใช่ไหม?”
แม้จะตะโกนเช่นนั้น แต่เธอก็ไม่กล้าออกมาจากด้านหลังตำรวจรถไฟ ถึงอย่างไรร่างกายใหญ่โตของเธอก็โผล่พ้นตัวตำรวจออกมาอยู่ดี บรรดายุวปัญญาชนต่างมีสีหน้างุนงง คนหนึ่งถามอย่างไม่เข้าใจ “หมายความว่ายังไง? สหายหวังคนนี้ไม่มีกระเป๋ากางเกงไม่ใช่หรือ?”
สีหน้าฉีเล่อเล่อพลันเคร่งลง “คุณตำรวจรถไฟคะ ฉันจะแจ้งความคุณป้าคนนี้ข้อหาลวนลามค่ะ”
ทุกคนต่างหันมองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจ หมายความว่าอย่างไร?