ฉีเล่อเล่อพยักหน้าให้ตำรวจรถไฟ “พวกคุณรอสักครู่นะคะ”
พูดจบ เธอก็หมุนตัวเดินไปยังตู้โดยสารอีกตู้หนึ่ง หญิงร่างผอมบางคนหนึ่งกำลังกอดห่อสัมภาระนั่งอยู่ตรงมุม หลับตาราวกับกำลังหลับสนิท ตอนฉีเล่อเล่อเดินเข้าไป เปลือกตาของหญิงคนนั้นขยับเบา ๆ แต่ไม่ได้ลืมตาขึ้น ฉีเล่อเล่อลงมือรวดเร็วดั่งสายฟ้า คว้าตัวเธอเอาไว้ในคราวเดียว
หญิงคนนั้นทำท่าราวกับเพิ่งสะดุ้งตื่น “เอ๊ะ เอ๊ะ สหายหญิง เธอจะทำอะไร? มาจับฉันทำไม?”
ฉีเล่อเล่อรวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอไว้ด้วยมือเดียว ก่อนก้มลงหยิบห่อสัมภาระบนพื้น “ไปกันเถอะ ผู้ชายของเธอกำลังรอไปเสวยสุขด้วยกันอยู่”
หญิงคนนั้นดิ้นสุดแรง “ผู้ชายของฉันไม่ได้อยู่บนรถไฟ ปล่อยฉันนะ!”
ฉีเล่อเล่อไม่สนว่าอีกฝ่ายจะดิ้นหรือแก้ตัวอย่างไร ลากตัวเธอไปตรงหน้าตำรวจรถไฟ แล้วยื่นห่อสัมภาระให้ “พวกคุณลองดูนะคะ ของน่าจะอยู่ในนี้”
ตำรวจรถไฟรับไปเปิดอย่างกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย กระเป๋าเงินหลายใบที่มีลักษณะแตกต่างกัน รวมถึงห่อผ้าเช็ดหน้าหลายห่อพลันร่วงออกมา คนหลายคนที่ร้องว่าเงินหายเฝ้าดูความเคลื่อนไหวอยู่ตลอด พอเห็นเข้าก็รีบวิ่งมาหมายจะหยิบของคืน
ตำรวจรถไฟคนหนึ่งยกมือขวาง “เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งแตะต้อง”
จากนั้นจึงพาคนกลุ่มหนึ่งไปยังห้องเจ้าหน้าที่บนรถไฟ หัวหน้าขบวนรถก็รีบตามมาด้วย
หลังจากตรวจสอบจำนวนเงิน ให้เจ้าของยืนยันและรับทรัพย์สินคืน แล้วให้ผู้เสียหายที่เงินหายกลับไปก่อน พวกเขาจึงเริ่มสอบปากคำหัวขโมยทั้งสองคน เมื่อจับได้พร้อมของกลาง หัวขโมยก็ไม่อาจแก้ตัวได้อีก
ฉีเล่อเล่อให้ปากคำและลงบันทึกเสร็จก็กำลังจะกลับไปยังที่นั่ง แต่หัวหน้าขบวนรถเรียกเธอไว้ “สหายหวัง คุณช่วยพวกเราจับคนร้ายและคลี่คลายคดี ทางเราจะส่งหนังสือประกาศชมเชยไปยังพื้นที่ที่คุณลงชนบท”
ฉีเล่อเล่อยิ้ม “พวกคุณเองก็ทำงานหนักเหมือนกันค่ะ นี่เป็นสิ่งที่ฉันควรทำอยู่แล้ว”
ป๋ายรั่วเบิกดวงตากลมโตฉ่ำน้ำ มองฉีเล่อเล่ออย่างชื่นชม “เล่อเล่อ ทำไมเธอเก่งขนาดนี้! เธอรู้ได้ยังไงว่าผู้หญิงในตู้โดยสารอีกตู้เป็นพวกเดียวกับเขา?”
ฉีเล่อเล่อให้คำตอบแบบเดียวกับที่ตอบตำรวจรถไฟ “เพราะตอนกลางวันฉันเห็นพวกเขาสองคนแอบพบกันอย่างมีพิรุธ”
เธอยังจำสีหน้าอ้าปากค้างพูดไม่ออกของหัวขโมยสองคนนั้นได้ดี พวกเขาคงคิดจนหัวแตกก็คิดไม่ออกว่า ตัวเองเคยแอบพบกันอย่างมีพิรุธต่อหน้าเธอตั้งแต่เมื่อไรกัน?
................................................
เมื่อรถไฟถึงสถานีปลายทาง ผู้โดยสารแต่ละคนแบกสัมภาระห่อใหญ่ พยายามเบียดเสียดกันลงจากรถไฟสุดแรง
ฉีเล่อเล่อห้ามป๋ายรั่วไว้ “รอสักหน่อยเถอะ ตอนนี้คนเยอะเกินไป”
หวงเสี่ยวอวี่กลอกตา “ถ้าไม่รีบลงไป เดี๋ยวไม่ตามคนอื่นไม่ทันหรือไง?”
ฉีเล่อเล่อรำคาญคนประเภทที่ชอบหาเรื่องทั้งที่ไม่มีอะไรต่อกันอย่างยิ่ง ไม่ได้มีความแค้นอะไรต่อกันเสียหน่อย จะทำแบบนี้ไปทำไม?
เธอแยกเขี้ยวใส่หวงเสี่ยวอวี่ “รีบลงไปสิ มีอึให้เธอแย่งอยู่ข้างหน้า ถ้ายังกลอกตาใส่ฉันจนเห็นแต่ตาขาวอีก ฉันจะควักลูกแก้วสองลูกนั่นออกมาให้”
หวงเสี่ยวอวี่อยากเถียงกลับ แต่พอเห็นแววดุดันบนใบหน้าของฉีเล่อเล่อก็หงอลงทันที
ตั้งแต่เมื่อวาน ป๋ายรั่วก็ผิดหวังในตัวหวงเสี่ยวอวี่อย่างมาก เมื่อก่อนหวงเสี่ยวอวี่ที่อยู่ต่อหน้าเธอเป็นเหมือนพี่สาวที่รู้ใจ เหตุใดตอนนี้ถึงได้พูดจาเหน็บแนมและใจแคบขนาดนี้? เล่อเล่อก็ไม่ได้ไปทำอะไรให้เสียหน่อย ทำไมถึงเอาแต่หาเรื่องเล่อเล่ออยู่เรื่อย?
หากฉีเล่อเล่อรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไร คงบอกไปว่า เธอนั่นแหละคือเนื้อชิ้นโตที่หวงเสี่ยวอวี่หมายตาไว้ อีกฝ่ายก็แค่กำลังหวงของกินเท่านั้น หวงเสี่ยวอวี่โมโหจนแก้มป่อง แต่ก็ยังไม่ยอมจากไป ป๋ายรั่วคือแหล่งผลประโยชน์ที่เธอจับจองไว้ จะปล่อยให้คนอื่นมาแย่งไปง่าย ๆ ไม่ได้
ครอบครัวหวงเสี่ยวอวี่มีลูกหลายคน และเธอยังเป็นลูกสาวคนโต ตอนลงชนบทครอบครัวไม่ให้เงินเธอมาแม้แต่หยวนเดียว มีเพียงเครื่องนอนเก่า ๆ หนึ่งชุดเท่านั้น ได้ยินว่าฤดูหนาวในมณฑลจีหนาวจัดมาก หากไม่มีป๋ายรั่วคอยช่วยเหลือ เธอกลัวว่าตัวเองจะหนาวตาย
เมื่อผู้โดยสารบนรถไฟลงไปเกือบหมดแล้ว ฉีเล่อเล่อกับคนอื่น ๆ จึงค่อยเดินลงไป ผู้นำขบวนรวบรวมพวกเขาเข้าด้วยกัน แล้วขานชื่อตรวจนับจำนวนหนึ่งรอบ เมื่อจำนวนคนครบถ้วน ทุกคนก็ทำตามคำแนะนำของผู้นำขบวน เดินทางต่อด้วยรถโดยสาร
จากสถานีรถไฟไปยังอำเภอฮุ่ยเฟิงซึ่งเป็นจุดหมายของฉีเล่อเล่อ ต้องนั่งรถโดยสารอีกสองชั่วโมง
เมื่อรถใกล้เข้ามา ผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนที่แบกห่อสัมภาระใบใหญ่ บางคนถึงขั้นแบกหลายห่อ ต่างวิ่งหอบแฮก ๆ ไปยังจุดขึ้นรถ
วันหนึ่งมีรถเพียงสองเที่ยว หากขึ้นไม่ทันก็ต้องหาโรงแรมรับรองพักเอง ฉีเล่อเล่อมีเพียงกระเป๋าใบเดียวติดตัว อีกทั้งยังไม่หนัก จึงเดินอย่างสบายอารมณ์ ขึ้นรถไม่ทันก็ดีเหมือนกัน เธอจะได้เดินเที่ยวในเมืองนี้สักหน่อย
ป๋ายรั่ววิ่งหอบแฮก ๆ พลางตะโกนเรียกฉีเล่อเล่อ “เล่อเล่อ เร็วเข้า เร็วหน่อย เดี๋ยวรถก็ไปแล้ว!”
เวลานี้หวงเสี่ยวอวี่ลืมเนื้อชิ้นโตของตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว วิ่งนำไปไกลพอสมควร เธอต้องขึ้นรถให้ทัน เพราะไม่มีเงินพักโรงแรมรับรอง
ฉีเล่อเล่อจนใจ การมีคนคอยห่วงพะวงถึงก็เป็นภาระเหมือนกันนะ เธอคว้ามือป๋ายรั่วแล้วลากอีกฝ่ายวิ่งพุ่งไปข้างหน้า ผู้คนที่กำลังแข่งขันกันวิ่งไปขึ้นรถเห็นเพียงเงาร่างสองสายวูบผ่านข้างตัวไปในพริบตา ต่างพากันนิ่งงัน...?
เคยได้ยินว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือมียุงตัวโตเยอะ คิดไม่ถึงว่าวันนี้จะเจอเข้าตั้งสองตัวใหญ่ ๆ
หวงเสี่ยวอวี่กำลังกระหยิ่มใจกับความเร็วของตัวเอง แต่กลับเห็นฉีเล่อเล่อพาป๋ายรั่วไปยืนอยู่แถวหน้าสุดเรียบร้อยแล้ว ขณะที่รถโดยสารกำลังแล่นเข้ามาช้า ๆ
ใบหน้าของเธอพลันบึ้งตึง ฉีเล่อเล่อเหมือนจะสัมผัสได้ จึงหันกลับไปมอง หัวใจหวงเสี่ยวอวี่กระตุกวูบ รีบเดินตามไปแล้วหลบอยู่ด้านหลังป๋ายรั่ว
หลังขึ้นรถ ฉีเล่อเล่อกับป๋ายรั่วก็ได้นั่งลง หวงเสี่ยวอวี่ถูกคนอื่นเบียดจนขึ้นรถช้า ได้แต่ยืนอยู่ข้าง ๆ ป่องแก้มด้วยความโมโหราวกับปลาปักเป้า
ฉีเล่อเล่อตอบรับป๋ายรั่วที่กำลังตื่นเต้นเป็นพัก ๆ อย่างไม่ค่อยใส่ใจ คุณหนูคนนี้ไม่รู้ว่าตื่นเต้นอะไรนักหนา หรือว่าชอบตักอุจจาระไปทำปุ๋ย? ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง งานอดิเรกนี้ก็นับว่าแปลกใหม่ไม่น้อย
เมื่อลงจากรถโดยสารก็มาถึงอำเภอฮุ่ยเฟิง จากนั้นต้องเปลี่ยนรถอีกครั้งเพื่อเดินทางไปยังตำบลทงต๋า
ตอนมาถึงคอมมูนหลินหยวนก็เป็นช่วงบ่ายแล้ว
ทุกคนแบกสัมภาระเดินหอบแฮก ๆ จากสถานีมาจนถึงเรือนชั้นเดียวแถวหนึ่งของคอมมูนหลินหยวน
คนจากกองการผลิตแต่ละแห่งที่มารับยุวปัญญาชนต่างมารอรับคนอยู่ที่นี่ตั้งแต่เนิ่น ๆ
ฉีเล่อเล่อ ป๋ายรั่ว หวงเสี่ยวอวี่ และชายหนุ่มอีกสองคนถูกจัดสรรไปอยู่หมู่บ้านเดียวกัน นั่นคือหมู่บ้านอู่เฟิง
ป๋ายรั่วดีใจจนกระโดดโลดเต้น “เล่อเล่อ ในที่สุดฉันก็ได้อยู่หมู่บ้านเดียวกับเธอแล้ว ฉันดีใจมากเลย!”
ฉีเล่อเล่อเหลือบมองหวงเสี่ยวอวี่ที่กำลังแอบถลึงตาใส่เธออยู่ข้าง ๆ แล้วเลิกคิ้วอย่างจนคำพูด
ต่อให้ไม่มีเรื่องยุ่งยากนี้ ก็ต้องมีเรื่องยุ่งยากอื่นตามมาอยู่ดี ในเมื่อมาแล้ว หากมีเรื่องก็รับมือไป
ลุงหลิวที่มารับคนจากหมู่บ้านอู่เฟิงมีใบหน้าคล้ำแดง พร้อมบุคลิกตรงไปตรงมาอันเป็นเอกลักษณ์ของคนภาคเหนือ แม้เขาจะอดจุ๊ปากไม่ได้เมื่อเห็นว่าในบรรดายุวปัญญาชนห้าคน มีผู้หญิงถึงสามคน แต่ช่างเถอะ เขาก็เป็นเพียงคนขับเกวียน จะไปกังวลเรื่องไม่เป็นเรื่องทำไม? ปล่อยให้หัวหน้ากองการผลิตปวดหัวเองเถอะ
ยุวปัญญาชนชายสองคนนั้น คนหนึ่งมาจากเมืองหลวง ชื่อป๋ายฉี่เฉิง อายุสิบแปดปี อีกคนมาจากเมืองหาง ชื่อหวังป๋อเซวียน อายุสิบแปดปี
ลุงหลิวพูดเสียงดัง “เร็วเข้า เอาของขึ้นเกวียนแล้วขึ้นมา พวกเราต้องกลับถึงหมู่บ้านก่อนฟ้ามืด ถ้าช้ากว่านี้เดินทางกลางคืนจะไม่ปลอดภัย”
ทั้งห้าคนเชื่อฟัง โยนห่อสัมภาระขึ้นเกวียนแล้วทยอยขึ้นไปนั่งบนเกวียนวัว
ฉีเล่อเล่อชิงไปนั่งบนขอบกระดานเกวียนอีกฝั่งของลุงหลิวก่อน ปล่อยขาทั้งสองข้างห้อยลงไปด้านล่าง ส่วนแผ่นหลังพิงห่อสัมภาระของป๋ายรั่ว ยุวปัญญาชนชายสองคนนั่งอยู่ฝั่งเดียวกับลุงหลิว ป๋ายรั่วนั่งติดกับฉีเล่อเล่อ ถัดไปจึงเป็นหวงเสี่ยวอวี่
ลุงหลิวตะโกนขึ้น “นั่งกันให้ดีล่ะ ฮึบ...”