ยุวปัญญาชนที่มาอยู่ที่นี่นานแล้วต่างรู้ดีว่าชาวบ้านไม่ได้ชอบพวกเขาสักเท่าไร ความรู้สึกแปลกใหม่ที่มีต่อเด็กจากในเมืองในช่วงแรก ค่อย ๆ จางหายไปเมื่อเริ่มคุ้นเคยกัน หากเป็นยุวปัญญาชนที่รู้จักกาลเทศะและทำงานเป็นก็ยังพอว่า แต่ก็มักมีบางคนที่ถูกครอบครัวตามใจจนไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ คิดจะวางท่าราวกับตนเองเหนือกว่าคนอื่น แต่เมื่อมาอยู่ที่นี่ หากยังวางท่าเป็นคนเมือง ก็ไม่มีใครไว้หน้าหรอก
เหลียงเชาพยักหน้าให้คนทั้งห้า “ผมชื่อเหลียงเชา ผู้ใหญ่บ้านให้ผมรับผิดชอบดูแลที่นี่ ไปดูที่พักกันก่อนเถอะ”
จากนั้นเขาหันไปตะโกนเรียกคนในบ้าน “ทุกคนออกมาหน่อย มียุวปัญญาชนมาใหม่”
ชายหญิงวัยหนุ่มสาวสิบกว่าคนเดินออกมาจากในบ้าน ฉีเล่อเล่อมองชายห้าคนหญิงสามคนตรงหน้า ขณะเดียวกันพวกเขาก็มองเหล่ายุวปัญญาชนที่เพิ่งมาใหม่เช่นกัน
เหลียงเชากล่าว “พวกนี้เป็นยุวปัญญาชนที่เพิ่งมาใหม่ ต่อไปพวกเราต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน พวกเธอเอาของไปวางแล้วจัดที่พักกันก่อน อีกเดี๋ยวพวกเราค่อยประชุมกัน อย่างแรกจะได้ทำความรู้จักกัน อย่างที่สองจะได้อธิบายกฎของที่นี่ให้ฟังด้วย”
ฉีเล่อเล่อ ป๋ายรั่ว และหวงเสี่ยวอวี่เดินตามยุวปัญญาชนหญิงสามคนเข้าไปในห้องพักหญิง
ด้านในมีเตียงเตาขนาดใหญ่ที่เชื่อมติดกันเหมือนเป็นเตียงยาวตลอดแนว บนนั้นมีเครื่องนอนวางอยู่สามชุด รวมทั้งห่อสัมภาระและข้าวของอื่น ๆ อีกเล็กน้อย
เฉียนเสี่ยวลี่พูดกับอีกสองคน “เอาของของพวกเราลงมากันเถอะ จะได้แบ่งที่ให้สหายใหม่ทั้งสามคน”
แม้ยุวปัญญาชนหญิงอีกสองคนจะไม่ได้พูดอะไร แต่ก็มองออกว่าไม่ค่อยพอใจนัก
หนึ่งในนั้นบ่นพึมพำ “ถ้าอย่างนั้นของฉันก็ไม่มีที่วางแล้ว จะทำยังไงล่ะ? วางไว้บนพื้นเหรอ?”
เฉียนเสี่ยวลี่ยิ้มอย่างอารมณ์ดี “ไม่เป็นไร พวกเราทนไปก่อน พรุ่งนี้ค่อยหาทางกันอีกที”
ยุวปัญญาชนหญิงรุ่นเก่าทั้งสามคนยกข้าวของของตัวเองลงมาวางไว้บนพื้นทั้งหมด
ฉีเล่อเล่อรีบเลือกที่ตรงปลายเตียงเตาก่อน ป๋ายรั่ววางห่อสัมภาระของตัวเองลงข้างเธอ ส่วนหวงเสี่ยวอวี่เลือกที่ถัดจากป๋ายรั่ว เธอคิดว่าฉีเล่อเล่อเป็นคนโง่ เตียงเตาแบบนี้พอถึงฤดูหนาว ยิ่งอยู่ตรงปลายก็ยิ่งหนาว
หญิงสาวทั้งหกคนเดินออกมา เหล่ายุวปัญญาชนชายรออยู่ด้านนอกแล้ว
เหลียงเชากวักมือเรียกให้ทุกคนมารวมตัวกัน แต่ละคนยืนบ้างนั่งบ้างพลางมองเขา
เหลียงเชาเริ่มแนะนำตัวเองก่อน “ผมชื่อเหลียงเชา มาจากเมืองฮา มาอยู่ที่นี่สี่ปีแล้ว ปีนี้อายุยี่สิบสองปี”
“ซ่งผิง อายุยี่สิบเอ็ดปี มาจากเมืองถัง”
“อวี๋เจี้ยนกั๋ว อายุยี่สิบปี มาจากมณฑลกว่าง”
“หลี่ลี่ถง อายุยี่สิบปี มาจากเมืองอัน”
“หลิวชิงซาน อายุสิบเก้าปี มาจากเมืองชุน”
“ฉู่ผิงอัน อายุสิบแปดปี มาจากเมืองหลวง”
“เฉียนเสี่ยวลี่ อายุยี่สิบเอ็ดปี มาจากเมืองไห่”
“ห่าวหมิงจู อายุยี่สิบปี มาจากเมืองอัน”
“เติ้งอวี้ฉี อายุสิบเก้าปี มาจากเมืองฉาง”
จากนั้นก็ถึงคราวยุวปัญญาชนกลุ่มใหม่แนะนำตัว
ขณะที่ทุกคนกำลังแนะนำตัวกันอยู่นั้น จู่ ๆ เสียงท้องร้องก็ดังขึ้น ใบหน้าของหวังป๋อเซวียนแดงก่ำด้วยความกระอักกระอ่วน
เหลียงเชาหัวเราะ “ผมผิดเอง ๆ พวกเรากินข้าวกันเรียบร้อยแล้ว เลยลืมไปว่าพวกคุณยังไม่ได้กินอะไร วันนี้ก็ดึกแล้ว จะไปหาเจ้าหน้าที่บัญชีเพื่อรับเสบียงอาหารตอนนี้คงไม่สะดวก พวกเราจะให้พวกคุณยืมไปก่อน พรุ่งนี้พอรับเสบียงมาแล้วค่อยคืนพวกเรา ห้องครัวอยู่ในห้องตรงกลาง พวกคุณไปทำอะไรกินกันก่อนเถอะ พรุ่งนี้ยังไม่ต้องลงงาน เตรียมของที่ต้องเตรียมให้เรียบร้อย มะรืนนี้พวกคุณก็ต้องเริ่มลงงานตามปกติแล้ว เรื่องอื่นไว้พรุ่งนี้พวกเราค่อยคุยกัน”
ยุวปัญญาชนมาใหม่ทั้งห้าคนจึงพากันเข้าไปในห้องครัว ทุกคนมองหน้ากันไปมา แต่ไม่มีใครคิดจะลงมือก่อน ดูจากท่าทางแล้ว ป๋ายฉี่เฉิงคงไม่เคยทำอาหารมาก่อนด้วยซ้ำ ไม่ต้องพูดถึงการใช้เตาดินแบบชนบทเช่นนี้เลย ส่วนป๋ายรั่วที่มีนิ้วมือเรียวงามคู่นั้น มองอย่างไรก็เป็นคุณหนูผู้ได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดี ไม่รู้เหมือนกันว่าต่อไปเธอจะปรับตัวเข้ากับชีวิตในชนบทได้อย่างไร
นับตั้งแต่ฉีเล่อเล่อใช้ยาพลังพิเศษ สภาพร่างกายของเธอก็ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง แต่ภายนอกยังเห็นความเปลี่ยนแปลงไม่ชัดเจนนัก รูปร่างยังดูผอมแห้ง เหมือนคนที่พอจะทำงานได้ เพียงแต่เธอไม่อยากทำ
หากมีวัตถุดิบดี ๆ เธอก็ชอบทำของอร่อยอยู่หรอก แต่มีเพียงธัญพืชหยาบหนึ่งชาม จะให้ทำอะไรได้? อีกอย่าง เธอไม่เคยใช้เตาดินแบบนี้จริง ๆ
หวงเสี่ยวอวี่หิวจนแทบทนไม่ไหว แผ่นแป้งธัญพืชหยาบไม่กี่ชิ้นที่ครอบครัวเตรียมมาให้ เธอก็กินหมดระหว่างทางแล้ว ครอบครัวของเธอมีลูกหลายคน ทั้งยังมีคนทำงานหาเงินเพียงคนเดียว ในฐานะลูกสาวคนหนึ่ง แม้อยู่ที่บ้านเธอก็กินไม่เคยอิ่มท้องมาเป็นเวลานาน
หวังป๋อเซวียนมองพวกคนที่ทำอะไรไม่เป็นเหล่านี้อย่างจนใจ สุดท้ายจึงได้แต่ลงมือเอง
หวงเสี่ยวอวี่หยิบชามที่ใส่ข้าวโพดบดหยาบมาเทลงในหม้อ เติมน้ำแล้วคนให้เข้ากัน
หวังป๋อเซวียนใช้กิ่งไม้เล็ก ๆ จุดไฟ ก่อนค่อย ๆ เติมฟืนท่อนใหญ่เข้าไป ท่าทางดูคล่องแคล่วไม่น้อย
บ้านของเขาอยู่ในเมืองเล็ก ๆ ด้านนอกตัวบ้านมีห้องครัว เขาจึงเคยใช้เตาดินแบบนี้มาก่อน
ส่วนอีกสองคนที่ทำอะไรไม่เป็นได้แต่ยืนเก้อเขินอยู่ตรงนั้น ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร
ฉีเล่อเล่อหันหลังเดินไปทางห้องพักยุวปัญญาชนหญิง “พวกเธอทำกันไปก่อน วันนี้เป็นมื้อแรก ฉันจะไปหาอะไรมากินเพิ่ม พวกเราจะได้มีอาหารพิเศษเพิ่มสักหน่อย”
หนุ่มสาวอีกสองคนดูอย่างไรก็เป็นคุณชายคุณหนูที่ใช้ชีวิตสุขสบายมาตลอด เมื่อได้ยินดังนั้นก็เหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ “พวกเราก็ไปเอาเหมือนกัน”
ฉีเล่อเล่อหยิบแฮมออกมาจากกระเป๋าหลายแผ่น ซึ่งความจริงเป็นของที่เธอเก็บไว้ในมิติ
ป๋ายรั่วค้นกระเป๋าของตัวเองอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะหยิบเนื้อกระป๋องออกมาหนึ่งกระป๋อง
ฉีเล่อเล่อรีบห้ามเธอ “เอาออกมาน้อยหน่อย วันข้างหน้ายังอีกยาวไกล”
ถ้าใจกว้างเกินไป คนอื่นจะเห็นเธอเป็นคนโง่ที่หลอกเอาเปรียบได้ง่าย ป๋ายรั่วคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า เธอยัดเนื้อกระป๋องกลับเข้าไป ก่อนจะค้นกระเป๋าต่อแล้วหยิบไข่เป็ดออกมาสองฟอง พลางยิ้มให้ฉีเล่อเล่อ “เป็นไข่เค็ม คุณอาบอกว่าเก็บไว้ได้นาน”
เธอเป็นลูกสาวคนเล็กที่สุดของครอบครัว มีพี่ชายอยู่เหนือเธอสามคน หากไม่ใช่เพราะกลัวว่าครอบครัวจะเกิดเรื่องจนส่งผลกระทบต่อเธอ ไหนเลยจะถึงคราวที่เธอต้องลงชนบท
ทั้งสองสบตากันแล้วยิ้ม ก่อนถือของกลับเข้าไปในห้องครัว
หวังป๋อเซวียนมองผักดองผัดหมูฉีกครึ่งกระป๋องที่ป๋ายฉี่เฉิงยื่นมาให้ จากนั้นมองของที่ยุวปัญญาชนหญิงทั้งสองคนนำมา คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “ของที่สหายหวังกับสหายป๋ายเอามา ผมจะสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ลงไปต้มกับโจ๊ก ส่วนของที่ฉี่เฉิงเอามา เดี๋ยวพวกเรากินเป็นกับโจ๊กพอดี”
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย ฉีเล่อเล่อคิดในใจ จะต้องมีกับโจ๊กไปทำไมกัน แค่กินโจ๊กเปล่า ๆ ก็ไม่ได้แย่อะไรสักหน่อย ข้าวโพดบดหยาบที่ต้มวันนี้ไม่ได้ใส่มันเทศหรือธัญพืชหยาบอย่างอื่นผสมลงไป ตอนนี้เพิ่งเดือดก็ส่งกลิ่นหอมน่ากินออกมาแล้ว นี่น่าจะทำจากข้าวโพดใหม่ของปีที่แล้ว ตัววัตถุดิบมีกลิ่นหอมตามธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องใส่เครื่องปรุงเลย
แต่เพราะข้าวโพดถูกบดเป็นเม็ดเล็ก จึงไหม้ติดก้นหม้อได้ง่าย ต้องคอยคนอยู่ตลอดเวลา
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง เมื่อเห็นว่าน่าจะได้ที่แล้ว หวังป๋อเซวียนก็ดับไฟ จากนั้นอาศัยความร้อนที่ยังเหลืออยู่ในหม้อคนต่ออีกครู่หนึ่ง ก่อนเริ่มตักใส่ชาม แบ่งกันคนละหนึ่งชามก็แทบไม่เหลือแล้ว ที่พอแบ่งได้ขนาดนี้ยังเป็นเพราะต้มค่อนข้างเหลว
หวังป๋อเซวียนใส่ผักดองหมูฉีกลงในชามของแต่ละคนเล็กน้อย เมื่อเห็นว่ายังเหลืออยู่บ้างก็ส่งคืนให้ป๋ายฉี่เฉิง “ที่เหลือนี่นายเก็บไว้เถอะ ต่อไปค่อย ๆ กิน วันข้างหน้ายังอีกยาว”
ป๋ายฉี่เฉิงไม่เกรงใจเช่นกัน เขาพยักหน้าแล้วรับกลับมา
ฉีเล่อเล่ออดมองชายหนุ่มชาวใต้รูปร่างเตี้ยเล็กคนนี้ใหม่ไม่ได้ เขาเป็นคนที่มองอะไรทะลุปรุโปร่งและซื่อตรง เพียงแต่อาจซื่อตรงเกินไป คนแบบนี้ไม่ว่าจะอยู่ในครอบครัวหรือในสังคม มักไม่ค่อยเป็นที่ชื่นชอบของผู้อื่น
แต่คนเหล่านี้มีหลักในการใช้ชีวิตของตนเอง ต่อให้ต้องเสียเปรียบ ก็ไม่แน่ว่าจะยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง
ห้องครัวไม่ได้เล็กนัก ทุกคนจึงไม่ออกไปข้างนอก หลังจากปล่อยให้โจ๊กเย็นลงเล็กน้อย ต่างก็ยกชามขึ้นมาซดกันเสียงดังอย่างเอร็ดอร่อย
คนในยุคนี้ต่างรู้หน้าที่กันดี เนื่องจากข้าวของเครื่องใช้ขาดแคลน ไม่ว่าจะเดินทางไปไหนก็มักพกชามกับตะเกียบของตัวเองติดตัวไปด้วย
โดยเฉพาะเวลามากินข้าวในชนบท แต่ละครอบครัวจะมีของเหลือใช้มากมายให้คนอื่นหยิบยืมได้อย่างไรกัน? กลิ่นหอมจากในห้องครัวลอยไปเข้าจมูกเหล่ายุวปัญญาชนรุ่นเก่าที่กำลังนั่งรับลมเย็นอยู่ด้านนอก มีคนหนึ่งส่งเสียงหึเบา ๆ แสดงความไม่พอใจ
เหลียงเชารูปร่างสูงใหญ่ มีความกำยำแข็งแรงอันเป็นลักษณะเด่นของคนทางเหนือ เขาเหลือบมองเติ้งอวี้ฉี ก่อนเบนสายตาไปทางอื่นโดยไม่ได้พูดอะไร
เฉียนเสี่ยวลี่ก็มองไปเช่นกัน เติ้งอวี้ฉีจึงเบ้ปากใส่เธอแล้วพูดว่า “พี่เสี่ยวลี่ ของของพวกเรายังวางอยู่บนพื้นเลย จะทำยังไงดี น่ารำคาญจริง ๆ ทำไมถึงมีคนมาเพิ่มอีกแล้ว!”