พูดจบ ฉีเล่อเล่อก็ไม่สนอะไรทั้งนั้น ยกเท้าเตะคนเหล่านั้นติด ๆ กัน ก่อนซัดหมัดตามไปอีกหลายครั้งจนพวกเขาล้มระเนระนาด
แน่นอนว่าคนพวกนั้นไม่ยอมง่าย ๆ หนึ่งในนั้นยังตะโกนว่า “พี่น้อง ลุย! พวกเราตั้งหลายคน จะจัดการเด็กสาวที่เป็นพวกชนชั้นไม่ดีแค่คนเดียวยังไม่ได้หรือไง?”
สองคนในกลุ่มเห็นฉีเล่อเล่อรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าขาวสะอาด ดวงตากลมโต ก็เกิดความคิดชั่วร้ายขึ้นมา คิดหาทางว่าจะลงไม้ลงมือกับเธออย่างไร เรื่องแบบนี้ใช่ว่าพวกเขาไม่เคยทำมาก่อน!
ฉีเล่อเล่อมองสองคนนั้น แววตาเย็นเยียบ หึ พวกนายรอไว้ได้เลย
ชายหนุ่มหลายคนถูกซ้อมจนเจ็บแทบทนไม่ไหว พากันร้องโอดโอยแล้ววิ่งหนีออกไป “คอยดูเถอะ! พรุ่งนี้ฉันจะพาคนมาอีก!”
พวกเขาตะโกนไปพลางวิ่งหนีห่างออกไป
แววตาของฉีเล่อเล่อเย็นชา เธอแผ่พลังจิตออกไป เฝ้าติดตามจากระยะไกลว่าคนเหล่านั้นมุ่งหน้าไปที่ใด
เมื่อเห็นชัดแล้วว่าคนเหล่านั้นทั้งหมดเข้าไปในแหล่งมั่วสุมแห่งหนึ่งและเริ่มเล่นการพนัน ฉีเล่อเล่อก็เดินเอ้อระเหยกลับไปยังบ้านหลังเล็กของหญิงชรา แบบนี้ก็ดี ช่วยลดปัญหาให้เธอไปได้ไม่น้อย
หญิงชราลุกขึ้นมาเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว เสื้อผ้าทั้งชุดถูกซักจนสีซีดขาว แต่ไม่ได้ลดทอนบุคลิกเดิมของเธอเลย มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนที่มีพื้นเพดี
ประตูลานเปิดกว้างอยู่ เมื่อฉีเล่อเล่อเดินเข้ามา หญิงชรากลับทำเหมือนไม่เห็น ยังคงทำสิ่งที่ตัวเองควรทำต่อไป
ฉีเล่อเล่อพิงกำแพง กอดอกยืนมอง “คุณยาย ฉันช่วยคุณไว้ คุณไม่คิดจะขอบคุณฉันสักหน่อยเหรอ?”
หญิงชราตอบด้วยสีหน้าเย็นชา “เธอมาที่นี่ทำไม ไม่กลัวหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวหรือไง?”
ฉีเล่อเล่อยิ้ม “คนตรงไปตรงมาไม่พูดอ้อมค้อม ฉันก็แค่เห็นว่าคุณมีเงิน”
เมื่อเห็นหญิงชรามองมาด้วยสายตาเย็นเยียบ เธอก็หัวเราะกริ่มอีกครั้ง “แต่ฉันไม่ได้ต้องการเงินของคุณนะ ตอนอยู่ในอำเภอ ฉันจะอ้างว่าเป็นญาติที่มีอำนาจของครอบครัวคุณ คอยช่วยคุณจัดการพวกคนเลว ถ้ามีใครมาตรวจสอบเรื่องฉัน คุณก็แค่ยืนยันว่าเราเป็นญาติห่าง ๆ ของครอบครัวที่คบหากันมาหลายชั่วคน และคุณเคยให้ความช่วยเหลือฉันอยู่บ้างก็พอ ส่วนของของฉันมาจากไหน คุณไม่ต้องถาม ฉันเองก็จะไม่ใช้ของผิดกฎหมายอะไร ทั้งหมดเป็นเพียงของใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ได้ขโมยหรือปล้นใครมา”
หญิงชราพูดเสียงเย็น “จะให้ฉันช่วยปกปิดที่มาของอะไรบางอย่างให้สินะ? ฉันไม่ถามก็ได้ แต่ทำไมต้องเป็นฉัน?”
ฉีเล่อเล่อจุ๊ปาก “บังเอิญน่ะ ครอบครัวฝั่งแม่ของฉันแซ่จวง คุณก็แซ่จวง อีกทั้งเมื่อก่อนทั้งสองครอบครัวต่างก็เป็นพ่อค้าผู้มั่งคั่ง ถือว่าฉันกับคุณมีวาสนาต่อกัน คุณวางใจเถอะ คุณช่วยฉัน ฉันก็ช่วยคุณ ส่วนคนพวกนั้น ฉันจะจัดการให้เรียบร้อยเอง”
หญิงชราเหลือบมองเธอ แววตาปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา “ก็ได้ เห็นแก่ที่เด็กสาวอย่างเธอยังมีน้ำใจ ฉันรับปาก”
ฉีเล่อเล่อคิดในใจ เทียบกับฉันแล้ว คุณต่างหากที่เป็นเด็กสาว
เธอนึกกระหยิ่มอยู่ในใจ จนเผลอแสดงออกมาทางสีหน้าและพึมพำเบา ๆ “ยายเด็กน้อย...”
หญิงชราหันขวับ “เธอว่าอะไรนะ?”
ฉีเล่อเล่อยิ้มแห้ง ๆ “เปล่า ๆ ฮ่า ๆ คุณทำอะไรอร่อย ๆ ไว้หรือเปล่า นี่ก็มืดแล้ว ฉันยังไม่ได้กินข้าวเลยนะ”
มุมปากหญิงชรามีรอยยิ้ม พลางคิดในใจ ฉันได้ยินหมดแล้ว เด็กบ้าคนนี้จริง ๆ เลย
เธอประคองเอวนั่งลง “ในบ้านไม่มีอะไรเหลือมาก ไม่กล้าซื้อไว้เยอะ เดี๋ยวก็มีคนมาปล้นอีก เธออยากทำอะไรก็ทำตามสบายแล้วกัน จะให้คนแก่อย่างฉันลงมือทำให้เธอกินคงไม่ได้หรอกนะ?”
ฉีเล่อเล่อแอบเบ้ปาก จิ้งจอกเฒ่าชัด ๆ สุดท้ายก็ต้องหาผ้ากันเปื้อนมาสวมแล้วเข้าครัว
ในครัวมีข้าวอยู่แค่ประมาณหนึ่งชาม ดูแล้วพอให้หญิงชราต้มโจ๊กกินได้สักสองมื้อเท่านั้น นอกจากนี้ก็มีเกลือเล็กน้อยกับผักดองชิ้นเล็ก ๆ อีกหนึ่งชิ้น!
ฉีเล่อเล่อหมดทางเลือก จึงต้มโจ๊กเล็กน้อย แล้วอุ่นซาลาเปาไส้เนื้อที่ตัวเองซื้อมาอีกห้าลูก
ที่เธอไปไหนมาไหนก็สะพายกระเป๋าใบใหญ่ติดตัว ไม่ใช่เพื่อใช้บังตาเวลาหยิบของออกมาหรอกหรือ?
หญิงชราได้กลิ่นหอมของซาลาเปาก็เดินมายืนตรงประตูครัว “กินได้หรือยัง?”
ฉีเล่อเล่อมองเธออย่างหมดคำพูด ที่แท้ก็เป็นคนเห็นแก่กินเหมือนกัน
ทั้งสองได้โจ๊กคนละหนึ่งชาม กินคู่กับผักดอง ฉีเล่อเล่อแบ่งซาลาเปาให้ตัวเองสามลูก หญิงชราสองลูก แล้วเริ่มกิน
หญิงชรายังพึมพำว่า “ทำไมแบ่งไม่เท่ากันล่ะ? ฉันกินสามลูกได้นะ”
ฉีเล่อเล่อกลอกตา “ปากคุณกินไหว แล้วกระเพาะรับไหวหรือเปล่า? ซาลาเปานี่ลูกละสี่เหลี่ยงนะ อายุเท่าไรแล้วไม่รู้ตัวหรือไง?”
หญิงชราเม้มปาก ไม่แกล้งหยอกเธออีก
พอฟ้าเพิ่งมืด ฉีเล่อเล่อก็บอกหญิงชราว่า “ฉันจะไปจัดการพวกที่ตามหลังมา คุณล็อกประตูแล้วนอนเสีย ถ้ามีใครถามก็บอกว่าฉันกลับไปตั้งแต่หัวค่ำแล้ว พอจัดการเสร็จฉันจะกลับบ้านทันที ฉันอยู่หมู่บ้านอู่เฟิง ตำบลหลินหยวน เป็นหลานสาวทางฝั่งแม่ของครอบครัวที่คบหากับคุณมาหลายชั่วคน จำได้ไหม?”
อย่างไรเสียคนยุคนี้ก็ไม่มีความบันเทิงอะไรมาก เข้านอนกันเร็ว ขอเพียงเธอลงมือให้ไว เวลานี้ก็ไม่มีปัญหา
หญิงชราโบกมือ “รีบไป ๆ”
ฉีเล่อเล่อถามอีก “ให้ฉันหาเสบียงมาให้คุณหน่อยไหม?”
หญิงชราเหลือบตามอง “ฉันขาดของแค่นั้นจากเธอหรือไง? ถ้าไม่ใช่เพราะกลัวคนมาปล้น เสบียงของฉันมีมากพอให้เธอกินทั้งชีวิตยังไม่หมด ไปได้แล้ว อายุยังน้อย ไม่ต้องมาห่วงเรื่องของฉัน เอ้า เอานี่ไปเล่น”
พูดจบก็โยนห่อผ้าเล็ก ๆ มาให้ ก่อนผลักฉีเล่อเล่อออกไปด้านนอกแล้วปิดประตู จากนั้นก็ลงกลอนดังกรึก
ฉีเล่อเล่อเบ้ปาก พึมพำเบา ๆ อยู่ด้านนอก “ยายเด็กน้อยใจดำ พอหมดประโยชน์ก็ไล่กันเลยนะ”
เธอก้มมองของในมือ โอ้โฮ กำไลทองเส้นเล็กหนึ่งคู่ ถึงตอนนี้ผู้หญิงจะไม่สวมเครื่องประดับกัน แต่ไม่ว่ายุคไหนทองคำก็ยังเป็นของที่ใคร ๆ อยากได้
หญิงชราพิงประตูแล้วค่อย ๆ ทรุดตัวนั่งลงกับพื้น น้ำตาร้อน ๆ สายหนึ่งไหลอาบแก้ม โชคดีที่เป็นเด็กจิตใจดี ยุคสมัยนี้ช่าง...
......................................................
ฉีเล่อเล่อเคลื่อนไหวราวกับทูตแห่งรัตติกาล บุกเข้าไปในแหล่งพนัน
เจ้าของแหล่งพนันกำลังเก็บเงินอยู่ คนชนะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมประจำโต๊ะ ส่วนเขาเป็นคนจัดหาสถานที่ พร้อมน้ำชาและของว่าง แม้อยู่ในยุคสมัยเช่นนี้ การพนันก็ยังยากจะกำจัดให้หมดสิ้น
มักมีคนที่มีผู้มีอำนาจหนุนหลังคอยเสาะหาธุรกิจที่ลงทุนน้อยแต่ได้กำไรมหาศาลเช่นนี้มาทำอยู่เสมอ
ฉีเล่อเล่อสวมเสื้อบุนวมเพิ่มไว้ด้านในอีกชั้น ร้อนจนเกือบตาย แต่ไม่มีทางเลือก เพื่อไม่ให้คนจำรูปร่างของเธอได้ แม้แต่รองเท้าก็เปลี่ยนเป็นรองเท้าบูตผ้าฝ้ายพื้นหนา
เธอพันปิดศีรษะและใบหน้าเสียมิดชิด ถือไม้กระบองไว้ในมือ ก่อนถีบประตูเปิดผาง “ปล้น!”
เจ้าของแหล่งพนันมองร่างกำยำที่ยืนอยู่ตรงประตู น่าจะเป็นผู้ชายกระมัง?
เขาด่าด้วยความดูแคลน “ไอ้โง่ที่ไหนวะ รู้ไหมว่านี่ถิ่นของใคร? ลูกพี่ลูกน้องของฉันเป็นคนของคณะกรรมการปฏิวัติเชียวนะ เป็นคนเฝ้าประตูด้วย! ที่ไหนแกก็กล้าบุกเข้ามาหมดเลยหรือไง?”
ฉีเล่อเล่อแสร้งทำเสียงห้าวพูดออกมาเพียงประโยคเดียว จากนั้นก็ไม่ส่งเสียงอีก ถือไม้กระบองไล่ฟาดไม่ยั้ง เธอเลือกตีเฉพาะแขนขา เจอไม้เข้าไปก็หักทุกราย สองคนที่มองเธอด้วยสายตาหื่นกระหายเมื่อช่วงบ่ายก็อยู่ที่นี่ด้วย ส่วนกลุ่มชายหนุ่มเมื่อบ่ายขาดไปหนึ่งคน ถือว่าเจ้านั่นโชคดี
ฉีเล่อเล่อจึงดูแลสองคนนั้นเป็นพิเศษ รับรองว่าหลังจากนี้พวกมันจะไม่มีความสามารถทำเรื่องอย่างผู้ชายได้อีก อยากรู้นักว่าพอแขนขาหักจนต่อกลับไม่ได้แล้ว พวกแกจะยังเล่นพนัน ยังไปรังแกคนอื่นได้อย่างไร? เมื่อเห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว เธอก็ค้นตัวทุกคนจนเกลี้ยงเกลา ทั่วทั้งห้องเหลือแต่พวกที่นอนร้องโหยหวนราวกับผีครวญคราง