คนที่ได้รับบาดเจ็บเจ็บปวดจนแทบเป็นแทบตาย ต่อให้ร้องขอความเมตตาก็ไม่มีประโยชน์
สุดท้ายหลังจากฉีเล่อเล่อซ้อมคนจนพอใจแล้ว ก็เก็บกวาดทั้งเงินบนโต๊ะ เงินที่ติดตัวทุกคน รวมถึงของมีค่าทั้งหมดไปจนเกลี้ยง ก่อนยกเท้าเดินจากไป
เสียงดังขนาดนี้ย่อมดึงดูดความสนใจของผู้คน ไม่นานตำรวจในอำเภอก็มาถึง
เมื่อเห็นอุปกรณ์เล่นพนันบนโต๊ะ ยังมีอะไรให้ไม่เข้าใจอีก?
เอาเถอะ ช่วยคนก่อนแล้วกัน!
ส่วนโจรที่เข้ามาปล้นนั้น มีคนหลายคนไล่ตามออกไป แต่แม้แต่เงาก็ยังไม่เห็น
ไม่แน่ว่าแหล่งพนันแห่งนี้อาจถูกใครหมายตาไว้นานแล้วก็ได้ ช่างเถอะ คนพวกนี้ไม่น่าเห็นใจอยู่แล้ว
เพียงแต่มีชายหนุ่มสองคนที่น่าแปลกอยู่หน่อย คนอื่นแค่แขนหักขาหัก แล้วทำไมของสองคนนี้ถึงกับถูกทำลายจนหมดความเป็นชายไปด้วย?
หลังจากปฏิบัติภารกิจเสร็จ ฉีเล่อเล่อก็กลับถึงบ้านพักยุวปัญญาชนด้วยความเร็วสูงสุด ทุกคนหลับสนิทกันหมดแล้ว เธอเคาะประตูเบา ๆ “เปิดประตูหน่อย ฉันเล่อเล่อเอง กลับมาดึกไปหน่อย”
หวังป๋อเซวียนได้ยินเสียงก็ลุกขึ้นมาเปิดประตู “ทำไมกลับดึกขนาดนี้ ระหว่างทางอันตรายจะตาย”
ฉีเล่อเล่อหัวเราะแหะ ๆ “ไม่เป็นไร เพิ่งสามทุ่มเอง ฉันแรงเยอะ ไม่กลัวเจอคนร้ายหรอก รบกวนนายแล้ว รีบกลับไปนอนเถอะ”
ความจริงตอนนี้เป็นเวลาสี่ทุ่มครึ่งแล้ว ฉีเล่อเล่อออกจากบ้านคุณยายจวงตอนสามทุ่ม ใช้เวลาจัดการคนไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ส่วนระหว่างทางใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง แต่หวังป๋อเซวียนไม่มีนาฬิกา วันนี้พวกเขาก็เหนื่อยกันมาก คงเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ เขาน่าจะไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว ที่เธอพูดแบบนี้ก็เพื่อเตรียมรับมือหากภายหลังมีคนมาตรวจสอบ
เป็นอย่างที่คิด หวังป๋อเซวียนโบกมือ “อ้อ สามทุ่มแล้วเหรอ วันนี้พวกเรานอนกันตั้งแต่ยังไม่ถึงสองทุ่ม รีบไปนอนเถอะ พรุ่งนี้ยังต้องลงแปลงอีก”
พูดจบเขาก็กลับเข้าห้อง
ป๋ายรั่วได้ยินเสียงจึงค่อย ๆ ลงจากเตียงมาเปิดประตูให้เธอ กระซิบเสียงเบาราวกับลมหายใจ “เล่อเล่อ รีบเข้ามา”
ฉีเล่อเล่อยัดห่อกระดาษใส่มือป๋ายรั่ว ตบเธอเบา ๆ โดยไม่ได้พูดอะไร จากนั้นก็ล้มตัวลงนอน ไม่นานก็หลับสนิท
ป๋ายรั่วคลำของในมือ กลิ่นซาลาเปาไส้เนื้อ!
เธอกลืนน้ำลาย ไม่สนใจว่าจะเย็นหรือร้อน ค่อย ๆ กัดกินทีละคำเล็ก ๆ อย่างทะนุถนอม หอมจริง ๆ
กินเสร็จเธอก็ไม่ยอมบ้วนปากเสียด้วยซ้ำ เก็บกลิ่นหอมนี้เอาไว้ เผื่อคืนนี้จะได้ฝันดี
เช้าวันรุ่งขึ้น เติ้งอวี้ฉีก็ส่งเสียงโวยวายขึ้นมา “กลิ่นซาลาเปาไส้เนื้อมาจากไหน หอมขนาดนี้ ใครแอบกินคนเดียวกัน? เห็นแก่ตัวจริง ๆ อยู่ด้วยกันแท้ ๆ มีของดีก็ไม่รู้จักแบ่งให้ทุกคนกินด้วย”
ฉีเล่อเล่อบ้วนน้ำแปรงฟันออก ก่อนพูดอย่างหงุดหงิด “ฉันกินเอง แล้วทำไม? ระหว่างทางฉันหิว กลับมากินซาลาเปาสักลูกยังต้องรายงานเธอด้วยหรือไง? แล้วก็เลิกพูดเรื่องเห็นแก่ตัวไม่เห็นแก่ตัวได้แล้ว ถ้าเธอไม่เห็นแก่ตัว ก็เอาเงินในกระเป๋ามาแบ่งให้ทุกคนใช้สิ ของที่ฉันใช้เงินตัวเองซื้อ ฉันกินเอง แล้วมันผิดกฎหมายหรือไง?”
ทันทีที่ได้ยินฉีเล่อเล่อพูด เติ้งอวี้ฉีก็หงอยไปแล้ว ยิ่งถูกอีกฝ่ายสวนกลับรัว ๆ แบบนี้ ก็ยิ่งไม่กล้าพูดอะไรอีกสักคำ
ฉีเล่อเล่อรำคาญท่าทีแบบนี้ของเติ้งอวี้ฉีที่สุด ยุคนี้ข้าวของขาดแคลนขนาดไหน ยังจะเอาแต่จ้องของของคนอื่นอยู่ได้ แถมยังเก่งเรื่องเอาศีลธรรมมากดดันคนอื่นเสียด้วย ทุกคนพากันแอบขำ ยุวปัญญาชนเติ้งถูกสวนกลับทุกวัน แต่ก็ไม่เคยจำเสียที ทำไมถึงได้ปากมากขนาดนี้นะ?
ป๋ายรั่วถือซาลาเปาไส้เนื้อลูกใหญ่ที่ฉีเล่อเล่อเอามาให้ อ้าปากกัดคำโต “เล่อเล่อ เธอซื้อของกินมาให้ฉันตั้งเยอะ เงินที่ฉันให้คงไม่พอใช่ไหม?”
ฉีเล่อเล่อพยักหน้า “ถ้าซื้อจากข้างนอกก็ไม่พอหรอก แต่นี่ญาติทำเองที่บ้าน ไม่เป็นไร กินให้สบายใจเถอะ”
ป๋ายรั่วซาบซึ้งจนน้ำตาคลอ กอดแขนเธอแล้วถูไถไม่หยุด ฉีเล่อเล่อผลักออกอย่างรังเกียจ “อี๋ มือเธอมันเยิ้มไปหมด อย่ามาเปื้อนเสื้อฉัน”
ป๋ายรั่วหัวเราะคิกคัก “เปื้อนก็ให้พี่เสี่ยวอวี่ซักสิ”
หวงเสี่ยวอวี่พูดอย่างไม่พอใจ “ทำไมต้องให้ฉันซักด้วย?”
จะให้เธอทำงานฟรี ต่อให้เป็นคำขอของก้อนเนื้อติดมันก็ไม่ได้หรอก
ป๋ายรั่ว “ห้าเฟินนะ”
หวงเสี่ยวอวี่ “ลูกพี่หวัง จะถอดเสื้อตอนไหน?”
ฉีเล่อเล่อ “……”
ท่าทีเปลี่ยนเร็วเสียจริง แต่ทำไมกลับดูน่ารักขึ้นมานิด ๆ ได้ล่ะ?
……........................................................
ในหมู่บ้านมีเสียงเอะอะดังมาก เหล่ายุวปัญญาชนจึงรีบออกไปดู
พอสอบถามถึงได้รู้ว่า เมื่อวานลูกชายปัญญาไม่สมประกอบของหวังเหล่าไกว่ออกไปแล้วไม่กลับมาตลอดทั้งคืน
หัวหน้ากัวตะโกนสั่ง “ทุกคนไปลงแปลงตามปกติ! ส่วนพวกหนุ่มฉกรรจ์ตามฉันขึ้นเขาไปช่วยกันหา!”
คนกลุ่มใหญ่พากันออกไปอย่างครึกโครม
มุมปากฉีเล่อเล่อยกขึ้นเล็กน้อย หากอีกหลายวันต่อมา ตอนเข้าป่าล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ร่วงแล้วเจอศพที่ถูกสัตว์ป่าฉีกจนแหลก ก็อย่าตกใจกันล่ะ
สองวันต่อมา เจ้าหน้าที่สืบสวนก็ยังมาตรวจสอบถึงที่ในที่สุด แม้จากเบาะแสต่าง ๆ จะเห็นได้ว่าหวังเล่อเล่อไม่น่าจะเป็นโจรปล้นคนนั้นได้ แต่จังหวะที่เธอปรากฏตัวมันบังเอิญเกินไปหน่อย อีกทั้งยังเคยมีเรื่องขัดแย้งกับชายหนุ่มกลุ่มนั้น และได้ยินมาว่าเธอพอมีฝีมืออยู่บ้าง
เจ้าหน้าที่เริ่มสอบถามทีละคน “เธอคือหวังเล่อเล่อใช่ไหม?”
“ใช่ค่ะ”
“เธอมีความสัมพันธ์อะไรกับคุณยายจวงในอำเภอ?”
“ที่จริงพวกเราไม่ได้เป็นญาติกันค่ะ เพียงแต่เมื่อก่อนครอบครัวของเธอเคยไปมาหาสู่กับครอบครัวทางคุณตาของฉัน ฉันรู้จากทางเมืองหลวงว่าเธออยู่ที่นี่ ก็เลยคิดว่า...อืม แวะไปทำความรู้จักไว้ แล้วก็ขอความช่วยเหลือจากเธอนิดหน่อยค่ะ”
เจ้าหน้าที่สืบสวนได้สอบถามข้อมูลของเธอจากทางเมืองหลวงมาคร่าว ๆ แล้ว จึงรู้ว่าฐานะของเธอยากจน
ความช่วยเหลือนิดหน่อยอะไรกัน ก็แค่ไปขอพึ่งพาเอาของติดไม้ติดมือกลับมานั่นแหละไม่ใช่หรือ?
ตอนนี้คุณยายจวงอยู่ตัวคนเดียว ในมือก็ยังมีทรัพย์สินอยู่บ้าง จึงไม่แปลกที่จะถูกคนสารพัดประเภทหมายตา พอคิดอย่างนี้ เจ้าหน้าที่ก็อดดูแคลนเธอขึ้นมาเล็กน้อยไม่ได้
“เมื่อสองวันก่อนเธอเข้าไปในอำเภอ กลับออกมาตอนกี่โมง?”
ฉีเล่อเล่อตอบ “น่าจะประมาณบ่ายสามบ่ายสี่ค่ะ เพราะไม่มีรถโดยสารแล้ว ฉันเลยเดินกลับมา”
เจ้าหน้าที่สืบสวนพอจะได้ข้อสรุปในใจทันที เวลาไม่ตรงกัน คดีนั้นเกิดขึ้นตอนสามทุ่มครึ่ง
“เดินกลับมาตลอดทางคนเดียว?”
ฉีเล่อเล่อทำหน้างุนงง “เปล่าค่ะ ระหว่างทางเจอคนขับรถผ่านมา ฉันยังขอให้เขาช่วยรับขึ้นรถไปส่งระหว่างทางช่วงหนึ่ง แล้วก็เจอเกวียนวัวอีกคัน เขาก็ให้ฉันติดมาด้วยช่วงหนึ่ง ถ้าให้เดินเองทั้งหมด ฉันกลับมาไม่ถึงหรอกค่ะ ส่วนทางที่เหลือถึงค่อยเดินเอง”
“ถึงบ้านพักยุวปัญญาชนตอนกี่โมง?”
“ประมาณสามทุ่มมั้งคะ?”
“แน่ใจไหม?”
ฉีเล่อเล่อลังเลเล็กน้อย “ไม่ค่อยแน่ใจค่ะ ฉันไม่มีนาฬิกา แค่กะจากความเร็วในการเดินของตัวเอง”
เจ้าหน้าที่สืบสวนจึงไปสอบถามหวังป๋อเซวียนต่อ หวังป๋อเซวียนตอบอย่างมั่นใจ “สามทุ่มครับ ตอนนั้นผมเพิ่งหลับไป พอยุวปัญญาชนหวังเคาะประตู ผมเป็นคนลุกไปเปิดให้ ผมจำได้”
เจ้าหน้าที่ถาม “นายมีนาฬิกาไหม?”
หวังป๋อเซวียนตอบ “ไม่มีครับ แต่ผมเข้านอนตอนสองทุ่ม ตอนยุวปัญญาชนหวังเคาะประตู ผมเพิ่งเคลิ้มหลับไปได้ไม่นาน น่าจะประมาณเวลานั้นครับ”
ความจริงเขาเองก็ไม่รู้ว่าเวลาตรงกันจริงหรือไม่ เพียงแต่รู้สึกว่าการคาดคะเนของตัวเองไม่น่าผิด
วันนั้นหวังป๋อเซวียนเหนื่อยมาก สิ่งที่เขาคิดว่าเป็นเพียงการเคลิ้มหลับไปครู่เดียว ความจริงผ่านไปนานมากแล้ว
เมื่อสอบถามมาถึงป๋ายฉี่เฉิง เจ้าหน้าที่ก็ถามว่า “คืนที่หวังเล่อเล่อกลับดึก นายตื่นขึ้นมาบ้างไหม? นายมีนาฬิกาใช่ไหม?”
ป๋ายฉี่เฉิงส่ายหน้า “ตอนนั้นผมตื่นขึ้นมาครู่หนึ่งเหมือนกัน แต่ผมเองก็เพิ่งเคลิ้มหลับไป เลยรู้สึกว่าน่าจะเป็นเวลาประมาณนั้น ผมไม่ได้ดูนาฬิกาครับ”
เจ้าหน้าที่สืบสวนคิดดูก็เห็นว่าเป็นเรื่องปกติ ทุกคนอยู่บ้านพักยุวปัญญาชนเดียวกัน มีคนกลับมาดึกท่ามกลางความมืด ใครจะตั้งใจหยิบนาฬิกาขึ้นมาดูเวลา
เมื่อสอบสวนแล้วไม่พบอะไรผิดปกติ พวกเขาจึงจากไป แววตาของป๋ายฉี่เฉิงไหววูบเล็กน้อย
ความจริงตอนที่ได้ยินฉีเล่อเล่อกลับมา เขาเคยเหลือบมองนาฬิกาตามสัญชาตญาณ ตอนนั้นแสงจันทร์กำลังสว่างพอดี แม้หน้าปัดจะสะท้อนแสงอยู่บ้าง แต่ก็ยังพอมองเห็นชัด ตอนนั้นเป็นเวลาสี่ทุ่มครึ่ง เขาจำได้แม่น
ส่วนหวังเล่อเล่อกับหวังป๋อเซวียนจะโกหกหรือเพียงจำเวลาผิดโดยไม่ได้ตั้งใจก็ไม่สำคัญ อย่างไรก็แค่มีคนจัดการพวกอันธพาลนักพนันไปไม่กี่คนเท่านั้น