ฉีเล่อเล่อพูดไปพลาง ถีบหน้าต่างเปิดออกไปพลาง
เซี่ยงลี่กับลูกชายหันไปมองตามเสียงพร้อมกัน
ร่างสูงโปร่งร่างหนึ่งวูบเข้ามาในห้อง ก่อนซัดหมัดใส่ทั้งสองคนดังป้าบ ๆ คนละหมัดจนหมดสติไป
ฉีเล่อเล่อเก็บทรัพย์สินทั้งหมดเข้าไปในมิติของตัวเอง ทั้งยังใจดีเหลือเงินไว้ให้สองร้อยหยวน “นั่งรถไฟสองชั่วโมงก็ยังกลับไปบอกลากัวเจี้ยนได้”
เธอมองเครื่องประดับราคาแพงและสินค้าแบรนด์หรูของเซี่ยงลี่ที่กองอยู่ในมิติ ก่อนมองนาฬิกาหรูของกัวเซี่ยงเฉิง แล้วค้นดูอีกครั้ง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอะไรตกหล่น จึงใช้พลังเหนือธรรมชาติกลับไปยังลานบ้านเล็ก ๆ ของตัวเอง
เช้าตรู่ ฉีเล่อเล่อจงใจเดินวนไปมาตามถนนหลายรอบ และบังเอิญพบเพื่อนบ้านเก่าหลายคน
ลุงจางหัวเราะเสียงดัง “เล่อเล่อ ทำไมกลับมาที่นี่ล่ะ? ไม่ได้ย้ายไปปักกิ่งกับยายและน้าของเธอแล้วหรือ?”
ฉีเล่อเล่อยิ้มอย่างเขินอาย “กลับมาเอาของที่บ้านนิดหน่อย แล้วก็มาเยี่ยมอาจารย์ค่ะ คืนนี้จะนั่งรถไฟกลับปักกิ่งแล้ว”
ลุงจางถาม “ยายกับน้าของเธอสบายดีไหม? อยู่ที่นั่นทำอะไรกินกัน มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?”
ฉีเล่อเล่อตอบ “ลุงจางวางใจเถอะค่ะ ยายกับน้าหางานรับจ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำได้แล้ว อีกทั้งฉันยังมีทุนการศึกษา ถึงชีวิตจะไม่ได้ร่ำรวย แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไรค่ะ”
หลังบอกลาเพื่อนบ้านในหมู่บ้านที่พากันอยากรู้อยากเห็น ฉีเล่อเล่อก็ไปเยี่ยมอาจารย์ถังกับเพื่อนสมัยมัธยมปลายอีกหลายคน พอตกเย็นก็นั่งรถไฟกลับปักกิ่ง
แม้การตายของกัวเจี้ยนจะมีเงื่อนงำอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้สร้างความฮือฮามากนัก
ในที่เกิดเหตุไม่มีร่องรอยการต่อสู้ใด ๆ ดูอย่างไรก็เหมือนเขาฆ่าตัวตายเพราะกลัวความผิด
สิ่งเดียวที่แปลกก็คือ เขากระโดดได้แรงไม่น้อย การพุ่งหัวลงไปแบบนั้นก็ต้องใช้ความกล้าเหมือนกัน นับว่าเป็นคนใจเด็ดคนหนึ่ง
การตายของกัวเจี้ยนไม่ได้ก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวอะไรแม้แต่น้อย ชีวิตของเขาจบลงเพียงเท่านี้
อสังหาริมทรัพย์ของเขาถูกทางการยึดไปชดเชยภาษีที่ค้างมาหลายปีและค่าปรับต่าง ๆ
เซี่ยงลี่กับกัวเซี่ยงเฉิงไม่เหลือทรัพย์สินเงินทองในมืออีกต่อไป จึงต้องออกไปรับจ้างหาเงิน
หลังจากใช้ชีวิตสุขสบายมาหลายปีและเหยียบย่ำคนอื่นตามใจชอบ ในที่สุดพวกเขาก็ได้ลิ้มรสว่าชีวิตของคนระดับล่างเป็นอย่างไร
ตอนที่ฉีเล่อเล่อเพิ่งเรียนจบปีสอง รายการตามหาญาติรายการหนึ่งก็ติดต่อมาหาเธอ
หวังรุ่ย พิธีกรรายการโทรศัพท์มา “สวัสดีค่ะ ใช่ฉีเสี่ยวเล่อหรือเปล่าคะ? ฉันหวังรุ่ย พิธีกรรายการตามหาญาติพันลี้ค่ะ ทางเรามีคุณเกาอวิ๋นเฟิงกับคุณเติ้งเสี่ยวหลิงมาติดต่อรายการ ขอให้พวกเราช่วยตามหาลูกสาวที่หายตัวไปนานหลายปี หลังจากตรวจสอบข้อมูลจากหลายทาง พวกเรายืนยันได้ว่าเธอคือลูกสาวที่พวกเขากำลังตามหา เธอยินดีจะกลับไปยอมรับพวกเขาเป็นพ่อแม่ไหมคะ?”
เพียงฉีเล่อเล่อได้ยินสองชื่อนี้ก็รู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนที่เจ้าของร่างเดิมประสบเรื่องนั้น ก็เป็นรายการนี้เช่นกัน
เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “จริงเหรอคะ? พวกเขาเป็นพ่อแม่แท้ ๆ ของฉันจริง ๆ เหรอ?”
หวังรุ่ยกล่าว “จากผลการตรวจสอบของพวกเรา น่าจะใช่ค่ะ พวกคุณลองพบหน้ากันก่อน สุดท้ายค่อยไปตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับสถาบันที่น่าเชื่อถือ ค่าใช้จ่ายทางรายการจะเป็นคนออกให้ แต่เธอต้องให้ความร่วมมือในการถ่ายทำ และรายการจะออกอากาศทั่วประเทศ”
ฉีเล่อเล่อรีบรับปาก “ได้ค่ะ ได้ค่ะ พอดีฉันปิดเทอมฤดูร้อนแล้ว ต้องไปวันไหน ที่ไหนคะ?”
หลังนัดหมายเวลากับหวังรุ่ยเรียบร้อย ฉีเล่อเล่อก็ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย สองคนนี้ในชีวิตก่อน ตอนแรกไม่ยอมรับเจ้าของร่างเดิม แต่ภายหลังจู่ ๆ ก็กลับมายอมรับเธอเป็นลูก จากนั้นยังพาเจ้าของร่างเดิมไปเที่ยว ทว่าสุดท้ายเจ้าของร่างเดิมกลับเสียชีวิตต่างถิ่น!
ตอนนี้เธอไม่ได้ออกตามหาญาติเลยสักนิด แต่พวกเขากลับเป็นฝ่ายตามมาหาถึงที่ หากจะบอกว่าไม่มีสาเหตุอะไรแอบแฝง เธอไม่มีทางเชื่อ
ในสถานที่ถ่ายทำรายการ เกาอวิ๋นเฟิงกับเติ้งเสี่ยวหลิงเดินเข้ามาหาด้วยความตื่นเต้น ก่อนมองฉีเล่อเล่อ “ลูกสาวของพ่อแม่ หลายปีมานี้ลูกหายตัวไป ช่างน่าสงสารเหลือเกิน พวกเราตามหาลูกไปทั่ว วันนี้ในที่สุดลูกก็กลับมาแล้ว ขอบคุณสวรรค์ ขอบคุณรายการที่ช่วยเหลือพวกเรา”
ฉีเล่อเล่อมองสีหน้าของทั้งสอง เห็นเพียงความรู้สึกแปลกหน้า ไม่มีความคุ้นเคยแม้แต่น้อย เช่นนั้นสองคนนี้ก็ไม่ได้ย้อนเวลากลับมา
เธอแสดงสีหน้าเจ็บปวด “พวกคุณเป็นพ่อแม่ของฉันจริง ๆ เหรอ? แล้วทำไมถึงขายฉัน?”
ต่อหน้าผู้ชมทั่วประเทศ สีหน้าของเกาอวิ๋นเฟิงเปลี่ยนไปหลายครั้ง ก่อนปฏิเสธทันควัน “จะเป็นไปได้ยังไง พวกเราทำลูกหายไปโดยไม่ตั้งใจ จะขายลูกได้ยังไงกัน”
เติ้งเสี่ยวหลิงเองก็โวยวายอย่างโมโห “เด็กคนนี้พูดเหลวไหลอะไร! เห็น ๆ อยู่ว่าพวกเราทำลูกหายโดยไม่ตั้งใจ ใครบอกว่าพวกเราขายลูก? พ่อแม่บุญธรรมของลูกใช่ไหม?”
ในใจเธอรู้สึกร้อนตัวอยู่บ้าง เพราะในปีนั้นเธอเป็นคนขายลูกสาวด้วยตัวเอง เงินที่ได้จากการขายก็แบ่งกับเกาอวิ๋นเฟิง จากนั้นทั้งสองจึงหย่ากันและแยกย้ายไปแสวงหาความสุขของตัวเอง หรือว่าสองคนนั้นจะบอกเรื่องนี้กับเด็กบ้านี่จริง ๆ?
สีหน้าฉีเล่อเล่อพลันเปลี่ยนไป เธอตวาดเสียงกร้าว “คุณพูดเหลวไหล คุณโกหก คุณเสแสร้ง! เห็น ๆ อยู่ว่าคุณเป็นคนขายฉัน! ตอนนั้นแม่บุญธรรมของฉันซื้อฉันมา แต่กลัวว่าคุณจะเป็นพวกค้ามนุษย์แล้วนำปัญหามาให้ภายหลัง จึงแอบตามคุณไปถึงหมู่บ้านเสี่ยวหยา ที่คุณอาศัยอยู่ในตอนนั้น พอแน่ใจว่าคุณเป็นแม่แท้ ๆ ของฉันจริง และชื่อของคุณก็คือเติ้งเสี่ยวหลิง แม่บุญธรรมถึงได้วางใจเลี้ยงดูฉันต่อมา”
แน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้ฉีเล่อเล่อแต่งขึ้นเอง แต่เมื่อเธอพูดออกมาแล้ว คนอื่นก็ยากที่จะไม่เชื่อ
ทันทีที่เติ้งเสี่ยวหลิงได้ยินชื่อหมู่บ้านเสี่ยวหยา เธอก็หุบปากฉับ ความจริงเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว ย่อมไม่มีอะไรให้โต้แย้ง
เธอจากที่นั่นมาหลายปีแล้ว หากผู้ซื้อในตอนนั้นไม่ได้ตามไปตรวจสอบจริง ๆ เด็กสาวคนหนึ่งจะรู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร?
การที่เธอเคยอาศัยอยู่ที่นั่นเป็นความจริง ไม่มีทางแก้ตัวได้
เมื่อเกาอวิ๋นเฟิงเห็นสถานการณ์เช่นนี้ก็เดินเข้าไปตะคอกเติ้งเสี่ยวหลิง “ผู้หญิงอย่างคุณทำไมถึงใจร้ายขนาดนี้! ผมนึกมาตลอดว่าลูกหายไป ที่แท้คุณเป็นคนขายลูกเอง คุณกับผมเข้ากันไม่ได้ แล้วทำไมต้องเอาความโกรธไปลงกับลูกด้วย...”
เขาแสดงท่าทางเจ็บปวดใจอย่างยิ่ง แต่ลับหลังกลับแอบส่งสายตาให้เติ้งเสี่ยวหลิง
เติ้งเสี่ยวหลิงเดือดดาลขึ้นมาทันที “ไอ้ผู้ชายสารเลว! ถ้าไม่ใช่เพราะครอบครัวคุณรังเกียจที่ฉันคลอดลูกสาวที่มีแต่ทำให้เสียเงิน แล้วบีบบังคับฉัน ฉันจะขายเธอหรือ? ตอนนี้กลับมาโทษฉันเสียอย่างนั้น? เงินที่ได้คุณก็เอาไปด้วยไม่ใช่หรือไง?”
เกาอวิ๋นเฟิงทั้งขมวดคิ้วทั้งเม้มปากส่งสัญญาณให้เธอไม่หยุด ตอนนั้นเขาจนเสียจนแทบไม่มีเสื้อผ้าจะใส่ ได้เงินจากการขายลูกสาวจึงออกไปทำงานรับจ้าง ก่อนเริ่มทำกิจการเล็ก ๆ จนค่อย ๆ สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้ เขาเองก็ไม่มีทางเลือกไม่ใช่หรือ?
ผู้หญิงคนนี้ยังโง่เหมือนเดิม ตอนนี้ต้องให้เขารับบทเป็นคนดี ถึงจะเกลี้ยกล่อมเด็กบ้านี่ให้กลับบ้านได้ หรือเติ้งเสี่ยวหลิงลืมแผนการหลังจากนี้ไปแล้ว?
หลังเติ้งเสี่ยวหลิงสงบอารมณ์ลง ถึงนึกถึงแผนการที่วางไว้กับเกาอวิ๋นเฟิงได้ เธออ้ำอึ้งอยู่นาน ก่อนพึมพำกับฉีเล่อเล่อ “ก็...ต่อให้ฉันเป็นคนขายเธอ แล้วตอนนั้นฉันมีทางเลือกหรือไง? พวกเราจนเสียจนไม่มีข้าวจะกิน ฉันก็แค่หาครอบครัวดี ๆ ให้เธอ ไม่อย่างนั้นเธอจะมีชีวิตอย่างทุกวันนี้ได้หรือ?”
หวังรุ่ยถึงกับตะลึง
นี่มันพ่อแม่ประเภทไหนกัน? ขายลูกไปแล้ว ตอนนี้กลับคิดจะมารับลูกคืน เพราะเห็นว่าลูกมีอนาคตแล้วจึงอยากมาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์หรือ?
ต้องยอมรับว่า สำหรับคนทั่วไป ต่อให้คิดร้ายที่สุดก็คงนึกได้เพียงเท่านี้
เมื่อฉีเล่อเล่อเห็นว่าทั้งสองยอมรับความจริงเรื่องนี้ออกมาแล้ว สีหน้าของเธอก็กลับเป็นปกติ “ต่อให้ฉันไม่ถือโทษเรื่องในอดีต ตอนนี้ฉันก็โตแล้ว พวกคุณจะรับฉันกลับไปทำไม? ช่างเถอะ ต่างคนต่างใช้ชีวิตของตัวเองไม่ดีกว่าเหรอ?”
พูดจบเธอก็หันหลังเดินจากไป เธออยากเห็นเหมือนกันว่าไอ้สารเลวสองคนนี้ยังจะทำเรื่องอะไรออกมาได้อีก
หวังรุ่ยคิดจะรั้งฉีเล่อเล่อเอาไว้ แต่กลับรู้สึกว่าหากยังทำเช่นนั้นต่อไปก็คงผิดกับเด็กคนนี้เกินไป
พ่อแม่สองคนนั้นก็ดูไม่เหมือนคนที่สำนึกเสียใจเลยสักนิด ไม่มีแม้แต่ความรู้สึกผิด เอาแต่คิดว่าจะโยนความผิดให้ใคร จะหลอกลูกอย่างไร ไม่มีความจริงใจแม้แต่น้อย
แต่ในฐานะพิธีกร เธอยังคงต้องเอ่ยรั้งไว้ “เสี่ยวเล่อ ลองคิดดูอีกทีดีไหม? อย่างไรพวกเขาก็เป็นพ่อแม่แท้ ๆ ของเธอ”