เยี่ยชิวหลีหันไปมองหลิวซื่อ หลิวซื่อไม่ได้พูดอะไร ดูท่าคงกำลังคิดถึงความเป็นไปได้ในเรื่องนี้อยู่เช่นกัน
“ท่านแม่ ต่อไปลูกแค่อยากอยู่ปรนนิบัติท่านแม่เท่านั้น ไม่อยากแต่งงานใหม่อีกแล้วเจ้าค่ะ”
จางชิงเหลียนกำลังจะอ้าปากพูด ก็ถูกเยี่ยเปียวที่อยู่ข้างหลังเอ็ดขึ้นมา
“พวกเจ้าพูดให้น้อยลงหน่อยเถอะ ตอนนี้หลีเอ๋อร์เพิ่งหย่าขาดมา จะเอาแก่ใจที่ไหนมาคิดเรื่องพวกนี้ พวกเจ้าพูดแบบนี้ไม่เท่ากับเอาเข็มไปทิ่มใจนางหรือไง?”
หลิวซื่อโอบกอดร่างอันผอมบางของเยี่ยชิวหลีไว้
“เด็กโง่ กลับไปพักผ่อนบำรุงร่างกายให้ดีก่อน เรื่องวันหน้าค่อยว่ากันทีหลัง”
“นั่นสิพี่รอง ดูพี่สิผอมแห้งอย่างกับลิง อย่าไปคิดมากเลย”
เยี่ยจื่อหนิงขมวดคิ้วพูดอย่างไม่ชอบใจ แต่นิยามที่เขาเปรียบเทียบนั้นทำให้เยี่ยชิวหลีฟังแล้วอยากจะหัวเราะ
เจ้าเขกหัวเยี่ยจื่อหนิงเบาๆ ทีหนึ่ง “มีน้องที่ไหนพูดถึงพี่สาวตัวเองแบบนี้บ้าง?”
เยี่ยจื่อหนิงกุมหัวตัวเองพลางทำปากยื่นออเซาะหลิวซื่อ
ตลอดทางขากลับเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ บรรยากาศชื่นมื่นมาก ไม่นานนักก็ถึงหมู่บ้านตระกูลเยี่ย
ก่อนที่เกวียนวัวจะถึงหน้าประตูบ้านเยี่ย ก็มองเห็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังประคองหญิงชราหลังค่อมยืนรออยู่ที่บันไดหน้าบ้านจากไกลๆ
“ท่านย่า~”
เยี่ยชิวหลีเรียกขานด้วยขอบตาที่เริ่มแดงรื้น
ท่านย่าซุนซื่อ ก้าวเข้ามาจูบมือน้อยๆ ของเยี่ยชิวหลี ดวงตาเริ่มร้อนผ่าว
“กลับมาก็ดีแล้ว กลับมาก็ดีแล้ว”
ท่านย่าซุนซื่อ คนนี้คือคนที่รักและเอ็นดูเยี่ยชิวหลีที่สุด ในบรรดาลูกหลานมีเพียงเยี่ยชิวหลีที่เป็นหลานสาวคนเดียว แถมเยี่ยชิวหลียังเป็นเด็กที่รู้งานและช่างเอาใจย่าซุนที่สุดด้วย
“ชิวหลี ครั้งนี้พี่กลับมาแล้วคงไม่ไปไหนอีกแล้วใช่ไหม? พี่ไม่รู้หรอก ตั้งแต่พี่แต่งงานไป ก็ไม่มีใครเล่นเป็นเพื่อนข้าเลย” อาหญิงเล็กเยี่ยเหวินเหวิน เข้ามาคล้องแขนเยี่ยชิวหลีอย่างสนิทสนม ปากเล็กๆ นั่นจ้อไม่หยุดเลยทีเดียว
เยี่ยชิวหลีรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปช่วงก่อนแต่งงาน คนตระกูลเยี่ยอยู่กันอย่างสามัคคี
เยี่ยเหวินเหวินอาหญิงเล็กคนนี้ก็มักจะมาเล่นกับเจ้าเป็นประจำ
ตระกูลเยี่ยทั้งสองบ้านยังไม่ได้แยกเรือนกัน ทุกคนอาศัยอยู่ในลานบ้านเดียวกันเป็นครอบครัวใหญ่
ตอนที่กลับถึงบ้านก็เป็นเวลาบ่ายแล้ว เยี่ยอิงซานหยิบอุปกรณ์ล่าสัตว์เตรียมตัวจะขึ้นเขาไปเสี่ยงโชคดู
เพราะลูกสาวไปตกระกำลำบากที่บ้านสามีมา พอกลับมาบ้านเดิมเขาก็อยากให้นางได้กินของดีๆ สักมื้อ
เยี่ยสืออันเห็นดังนั้น ก็หยิบอุปกรณ์ตามขึ้นเขาไปด้วยอีกคน
“หลีเอ๋อร์ สองปีมานี้เจ้าคงลำบากมากสินะ ให้แม่ดูลูกชัดๆ หน่อยเถอะ”
หลิวซื่อพาลูกสาวกลับเข้าห้องแล้วก็เริ่มร้องไห้อีกยกใหญ่
เยี่ยชิวหลีรู้สึกปวดหัวตึ้บ
“ท่านแม่ อย่าร้องเลยเจ้าค่ะ ตอนนี้ลูกดีใจมากที่หนีออกมาจากซ่องโจรนั่นได้ ต่อไปลูกจะเป็นอิสระ พวกเขาไม่มีวันมาบงการลูกได้อีก ชีวิตยังอีกยาวไกล ลูกจะทำให้พวกท่านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้นให้ได้เจ้าค่ะ”
เยี่ยชิวหลีพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น หลิวซื่อจึงพยักหน้าตาม “อืม! หลีเอ๋อร์พูดถูก ชีวิตยังอีกยาวไกล”
หมู่บ้านตระกูลเยี่ยกับหมู่บ้านตระกูลลู่อยู่ติดกันก็จริง แต่คนในสองหมู่บ้านปกติแทบไม่ติดต่อกันเลย หลักๆ เพราะเส้นทางไปตัวตำบลคนละทางกัน แล้วบ้านเยี่ยรู้เรื่องที่เจ้าเกิดเรื่องได้อย่างไร
“ท่านแม่ พวกท่านรู้ได้ยังไงเจ้าคะว่าลูกมีเรื่องที่บ้านสกุลลู่?”
หลิวซื่อใช้แขนเสื้อที่ซักจนเปื่อยเช็ดหัวตาที่เปียกชื้น
“เป็นอาฉางในหมู่บ้านเจ้านั่นแหละที่มาบอก ถ้าจะพูดถึงอาฉางคนนี้ ก่อนที่เจ้าจะแต่งให้ลู่อัน เขาเคยส่งคนมาสืบถามเรื่องเจ้าด้วยนะ เฮ้อ... เจ้าต้องไปขอบคุณเขาให้มากๆ ล่ะ”
เยี่ยชิวหลีลูบจมูกตัวเอง ตอนนั้นเจ้าของร่างเดิมใจจดจ่ออยู่แต่กับลู่อัน คนอื่นแทบไม่อยู่ในสายตา ไม่นึกเลยว่าลู่อาฉางจะมีความรู้สึกแบบนั้นให้
“ท่านแม่ ลูกทราบแล้วเจ้าค่ะ ท่านวางใจเถอะ”
แม้ตระกูลเยี่ยจะยังไม่แยกบ้านกัน แต่พอดูสภาพความเป็นอยู่แล้วก็ถือว่าไม่ได้ดีนัก
บ้านเป็นบ้านดินอัด คนในตระกูลรวมสิบกว่าชีวิตเบียดเสียดกันอยู่ในลานบ้านแห่งนี้ ที่ดินทำกินไม่กี่หมู่ที่บ้านมี หลังจากเสียภาษีในแต่ละปีแล้วก็เหลือข้าวไม่มากนัก
ความหวังทั้งหมดฝากไว้ที่เยี่ยอิงซานที่ต้องขึ้นเขาไปล่าสัตว์เพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว
มื้อค่ำเป็นฝีมือของสะใภ้ใหญ่อู๋กุ้ยฟาง กับสะใภ้รองของบ้านใหญ่หยางชุ่ยฮวา ช่วยกันทำ มีข้าวต้มข้าวฟ่างคนละชามกับหมั่นโถวแป้งดำหนึ่งลูก บนโต๊ะมีซุปไก่สีดำๆ อีกหนึ่งชาม เยี่ยชิวหลีเห็นแล้วก็รู้สึกไม่ค่อยเจริญอาหารเท่าไหร่
แต่ตอนนี้อยู่ต่อหน้าคนทั้งครอบครัว เจ้าจะเอาอาหารจากในมิติออกมาก็ไม่สะดวก หมั่นโถวแป้งดำนี่กินแล้วก็สากคอเหลือเกิน แต่เจ้าก็ต้องกัดฟันกินลงไป
นี่คือมื้ออาหารมื้อแรกจริงๆ ตั้งแต่เจ้าทะลุมิติมา
แม้จะกลืนลำบาก แต่การได้อยู่กับคนที่สนิทที่สุดก็ทำให้รู้สึกอิ่มใจไม่น้อย
“หลีเอ๋อร์ เจ้าพักผ่อนให้ดีสักสองสามวันเถอะ พอร่างกายดีขึ้นค่อยมาช่วยงานที่บ้าน” กู้อวิ๋นพี่สะใภ้ใหญ่บ้านใหญ่ พูดหลังจากซดซุปไก่คำสุดท้ายหมดชาม
หลิวซื่อเหลือบมองจางชิงเหลียน พลางขมวดคิ้ว
“อวิ๋นเหนียง งานในบ้านปกติพวกเจ้าก็จัดการกันอยู่แล้ว ตอนนี้หลีเอ๋อร์เพิ่งกลับมา รอให้นางแข็งแรงขึ้นก่อน นางย่อมต้องช่วยแบ่งเบาภาระแน่นอน”
“น้องสะใภ้รองพูดก็ถูกนะ ตอนนี้ที่บ้านมีคนเพิ่มมาอีกหนึ่งปาก นางคงจะอยู่กินแรงคนอื่นเฉยๆ ไม่ได้หรอก”
ทันทีที่จางชิงเหลียนพูดประโยคนี้ออกมา ทุกคนบนโต๊ะต่างพากันเงียบกริบและจ้องมองไปที่เจ้า
“จ้องหน้าข้าทำไมกันล่ะ? หรือว่าข้าพูดผิด?”
เยี่ยอิงซานวางชามลงแล้วลุกขึ้นยืน ใบหน้าแฝงด้วยความโกรธ
“พี่สะใภ้ใหญ่ ต่อไปพวกเราบ้านรองจะสละส่วนแบ่งอาหารคนละคำเพื่อเลี้ยงดูหลีเอ๋อร์เอง ถ้าพี่สะใภ้คิดว่าการที่หลีเอ๋อร์กลับมาเป็นการกินแรงคนอื่น งั้นพวกเราบ้านรองก็พร้อมที่จะแยกบ้านออกไปอยู่เอง!”
“อุ๊ยตาย น้องรอง ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ข้าก็แค่พูดไปเรื่อยเปื่อย ทำไมถึงคิดจะแยกบ้านกันล่ะ?”
หลิวซื่อในตอนนี้นิ่งเงียบแต่ใบหน้าบึ้งตึง ลูกสาวเจ้าไปลำบากที่บ้านสามีมาตั้งสองปี เพิ่งจะรับกลับมาก็ถูกตั้งแง่รังเกียจ คนเป็นแม่จะไม่เสียใจได้อย่างไร
เยี่ยจื่อหนิงอยากจะโต้เถียงแต่ถูกเยี่ยสืออันดึงตัวไว้แน่น ในฐานะรุ่นลูกรุ่นหลาน ไม่ควรก้าวก่ายเมื่อผู้ใหญ่กำลังคุยกัน
ลุงใหญ่ เยี่ยจื่อไหว รีบเอ่ยกล่อม
“น้องรอง หลีเอ๋อร์กลับมาได้น่ะเป็นเรื่องดี พวกเราทุกคนยินดีต้อนรับ อีกอย่างอาหารที่บ้านตอนนี้ใช่ว่าจะไม่พอกิน ทำไมเจ้าถึงพูดเรื่องแยกบ้านที่เป็นเรื่องอกตัญญูแบบนี้ออกมาล่ะ? ไม่กลัวท่านแม่เสียใจหรือ?”
ท่านย่าชุนซื่อ ถลึงตาใส่เยี่ยจื่อไหวทีหนึ่ง
“ข้าตกลงเรื่องแยกบ้าน! แบ่งบ้านใหญ่บ้านรองออกไปเป็นสองครอบครัว ส่วนข้าจะพาเหวินเหวินไปอยู่ต่างหาก ข้าคนแก่อยากจะอยู่อย่างสงบๆ บ้าง!”
สิ้นคำพูดของท่านย่าชุนซื่อ ทุกคนต่างพากันมองท่านด้วยความตกตะลึง
“ท่านแม่ พูดจาอะไรแบบนั้นครับ เหวินเหวินก็ถึงวัยที่จะต้องออกเรือนแล้ว ถ้าท่านแยกออกไปอยู่กันเอง ใครจะคอยดูแลท่านล่ะ?”
จางชิงเหลียนพยายามยิ้มเจื่อนๆ เพื่อกู้สถานการณ์
ท่านย่าชุนซื่อแค่นเสียงหยาบ
“หลีเอ๋อร์ก็เป็นสมาชิกคนหนึ่งของตระกูลเยี่ย ถ้าพวกเจ้าจะรังเกียจฐานะที่เป็นแม่หม้ายหย่าร้างของนาง งั้นก็แยกบ้านกันซะ!
ข้าวปลาอาหารที่มีอยู่ตอนนี้ก็แบ่งกันตามจำนวนหัว ส่วนเรื่องบ้านก็แบ่งตามที่อยู่อาศัยปัจจุบัน ฝั่งตะวันออกสามห้องกับห้องครัวยกให้บ้านใหญ่
ฝั่งตะวันตกสามห้องกับห้องเก็บฟืนยกให้บ้านรอง ห้องเก็บฟืนก็จัดการทำความสะอาดให้หลีเอ๋อร์อยู่ไปก่อนชั่วคราว ส่วนข้ากับเหวินเหวินจะอยู่ห้องนี้เหมือนเดิม
สัตว์เลี้ยงและเงินทองที่มีอยู่ พรุ่งนี้เช้าค่อยเชิญผู้ใหญ่บ้านกับผู้อาวุโสในตระกูลมาเป็นพยานในการแบ่งสรรปันส่วน ข้าคนแก่อย่างข้ารับรองว่าจะยุติธรรมที่สุด ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย”
เมื่อท่านย่าชุนซื่อพูดจบทุกคนก็อึ้งกิมกี่ไปตามๆ กัน
ดูท่าทางเรื่องการแยกบ้านนี้ ท่านย่าชุนซื่อคงจะไตร่ตรองไว้ในใจมานับร้อยรอบแล้ว
เยี่ยชิวหลีวางตะเกียบลงเบาๆ
“ท่านย่า ป้าสะใภ้ใหญ่ อย่าได้โต้เถียงกันเพราะข้าเลยเจ้าค่ะ ข้ายังมีมือมีเท้า ต่อไปข้าจะหาเงินมาเลี้ยงดูพ่อแม่เองให้ได้”
จางชิงเหลียนได้ยินก็กลอกตาบน “พูดน่ะมันง่าย เงินทองมันหาง่ายขนาดนั้นเลยรึไง?”
ท่านย่าชุนซื่อถลึงตาใส่นางทีหนึ่ง ถ้าไม่ใช่เพราะนังคนไร้สมองนี่ปากมาก เรื่องราวที่ควรจะน่ายินดีคงไม่ลงเอยด้วยความตึงเครียดขนาดนี้
“ป้าสะใภ้ใหญ่เจ้าคะ สามวัน... ถ้าภายในสามวันข้าไม่สามารถหาเงินกลับมาได้ ถึงตอนนั้นพวกท่านค่อยมาคุยเรื่องแยกบ้านก็ยังไม่สายเจ้าค่ะ”
เยี่ยชิวหลีพูดด้วยใบหน้าเย็นชาแล้วรีบเก็บกวาดถ้วยชามบนโต๊ะ ท่านย่าชุนซื่อทอดถอนใจยาว ในที่สุดบ้านหลังนี้ก็เริ่มแตกแยกเพราะความเห็นแก่ตัวของคนบางคนเข้าจนได้
จบตอนที่ 5