นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
เมื่อกี้จิ่นหนิงไม่ได้พูดอะไรนี่ ทำไมเธอถึงรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงของจิ่นหนิง?
จิ่นหนิงยังบอกอีกว่าอวี้อวี้เป็นอัจฉริยะ?
เสิ่นหงหลิงยิ้มขมขื่น แม้ว่าเธอจะไม่เคยได้รับการศึกษาอย่างเป็นทางการ เคยเรียนเพียงแค่ชั้นเรียนรู้หนังสือพื้นฐาน แต่เธอก็รู้ว่าอะไรคืออัจฉริยะ และอะไรคือคนโง่
แม้ว่าเธอจะไม่อยากยอมรับ และไม่อยากให้ใครพูดถึง แต่เธอก็ต้องยอมรับว่าสวี่อวี้แตกต่างจากเด็กทั่วไป
สวี่อวี้พูดไม่ได้ การกระทำก็มักจะแปลกประหลาด
เวลาที่พูดกับเขา ส่วนใหญ่เขาจะไม่ตอบสนอง บางครั้งหากรู้สึกหงุดหงิดก็จะร้องเสียงดังออกมา
ทุกคนต่างพูดว่าสวี่อวี้เป็นคนโง่ เป็นเด็กใบ้ แม้แต่เสิ่นหงหลิงเองก็เคยเชื่อเช่นนั้น
เธอเคยพาสวี่อวี้ไปหาหมอที่โรงพยาบาลในอำเภอ
หมอบอกว่าเขามีปัญหา และไม่ปกติจริงๆ
แต่ด้วยความสามารถของหมอในอำเภอ พวกเขาวินิจฉัยไม่ได้แน่ชัด จึงแนะนำให้เธอพาลูกไปตรวจที่โรงพยาบาลในเมืองใหญ่ เพื่อพบผู้เชี่ยวชาญ
เสิ่นหงหลิงเองก็อยากพาลูกไป เธออยากพิสูจน์ว่าสวี่อวี้ไม่ใช่คนโง่
แต่เธอไม่มีทางไปได้เลย
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่บ้านยังมีแม่สามีตาบอดที่ต้องดูแลแค่เรื่องเงินเธอก็ไม่มีแล้ว
บ้านเธอยากจน ไม่มีเงินมากพอจะพาลูกไปตรวจที่โรงพยาบาลในเมืองใหญ่
เธอรู้ดีว่าถ้าจะเดินทางไปเมืองใหญ่ ต้องนั่งรถไฟหลายวัน
ถ้าจะไปโรงพยาบาลใหญ่ ค่ารักษาก็ต้องใช้เงินมากมาย
แต่เธอไม่มีเงินเลยจริงๆ
แรกเริ่มเดิมที เสิ่นหงหลิงไม่ได้เป็นคนของกลุ่มผลิตชิงเหอ
ตอนที่เธออายุ 9 ขวบบ้านเกิดของเธอเกิดภาวะข้าวยากหมากแพงพ่อแม่ของเธอจึงพาเธอและพี่น้องหนีตาย
แต่ในเวลานั้น ไม่ใช่แค่บ้านของเธอที่เผชิญความอดอยาก ทุกที่ล้วนอยู่ในสภาพเดียวกัน
สุดท้ายพี่สาวคนหนึ่งกับน้องชายของเธอก็อดตายกลางทาง
ตอนที่พวกเขาหนีมาถึงกลุ่มผลิตชิงเหอ เสิ่นหงหลิงก็ล้มป่วยส่วนพี่ชายของเธอก็ใกล้จะอดตายเต็มที
จากเดิมที่มีลูกสี่คนเหลือแค่เธอกับพี่ชายเท่านั้น
ตอนนั้น เสิ่นหงหลิงโตพอจะเข้าใจเรื่องราวแล้ว
เธอมองเห็นพ่อแม่ที่ร้องไห้ มองเห็นพี่ชายที่นอนซูบผอมไร้เรี่ยวแรงจนน่ากลัว และมองเห็นตัวเองที่ไอไม่หยุด
สุดท้ายพ่อแม่ตัดสินใจขายเธอออกไป
ใช่แล้วขายเธอไปเป็นสะใภ้ตั้งแต่ยังเด็ก
แต่ยุคนั้นผู้คนยังแทบเลี้ยงลูกของตัวเองไม่ไหวแล้วใครจะรับเด็กผู้หญิงมาเลี้ยงเป็นสะใภ้กัน?
ถึงอย่างนั้น ในที่สุดเธอก็ถูกขายให้ตระกูลสวี่ แลกกับมันเทศครึ่งกระสอบ
เจ้าบ้านคนใหม่ของเธอคือสวี่เว่ยผิง
ตอนนั้นเขาเป็นเพียงเด็กชายอายุ 10 ขวบ
คนที่ซื้อตัวเธอไปก็คือแม่ของสวี่เว่ยผิงซึ่งก็คือแม่สามีตาบอดของเธอในตอนนี้
ตอนนั้นแม่สามีของเธออายุเพียง 30 กว่าปี ยังถือว่าเป็นหญิงสาว
แต่ถึงแม้ยังไม่แก่สายตากลับมืดบอดไปแล้ว
ส่วนตาบอดเพราะอะไรไม่มีใครรู้แน่ชัด
บางคนบอกว่าเพราะพ่อสามีหนีไปกับผู้หญิงคนอื่น ทิ้งให้เธอต้องเสียใจร้องไห้จนตาบอด
บางคนก็บอกว่าเธอเคยเข้าไปในป่าแล้วบังเอิญเจองู ถูกพิษของงูพ่นเข้าตา จนทำให้ตาบอด
ความจริงเป็นอย่างไร เสิ่นหงหลิงเองก็ไม่รู้ และไม่กล้าถาม
เธอรู้เพียงว่าแม่สามีของเธอตาบอดจริงๆ แต่ไม่ได้บอดสนิท ยังสามารถมองเห็นแสงรำไรได้อยู่
แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ยังทำให้ใช้ชีวิตลำบาก และไม่สามารถทำงานในไร่ได้
ตอนที่เธอถูกซื้อมาอยู่บ้านนี้ในบ้านก็มีเพียงว่าที่สามีของเธอและแม่สามีเท่านั้น
หลังจากนั้น เสิ่นหงหลิงก็อาศัยอยู่ที่บ้านนี้ต่อไป
ไม่ว่าจะเป็นแม่สามีของเธอ หรือว่าที่สามีของเธอต่างก็ปฏิบัติต่อเธออย่างดี
ต่อมาเมื่อเธออายุ 18 ปีเธอก็แต่งงานกับสวี่เว่ยผิง
ปีถัดมาเธอให้กำเนิดลูกชาย และตั้งชื่อว่า "สวี่อวี้"
ทำไมถึงตั้งชื่อนี้?
เพราะในคืนก่อนที่เธอจะรู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์เธอฝันเห็นหยกสีแดงชิ้นหนึ่ง ลอยเข้ามาในท้องของเธอ
วันต่อมา เธอถึงรู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์
หลังจากที่ลูกคลอดออกมา เธอจึงนึกถึงความฝันนั้น แล้วตั้งชื่อให้ลูกว่า"สวี่อวี้"
แม่สามียังพูดอีกว่า
"หยกนะ เป็นของล้ำค่าเลยล่ะ ในสมัยโบราณ หยกถือเป็นสมบัติที่คนทั่วไปไม่มีโอกาสได้ครอบครอง หรือซื้อหามาใช้ได้ง่ายๆ"
ในประโยคยาวๆ นี้เสิ่นหงหลิงได้ยินแค่คำว่า ‘สมบัติ’
หยก หมายถึงสมบัติ
ใช่แล้วลูกของเธอ คือสมบัติของเธอ
สวี่อวี้เป็นเด็กที่เกิดมาสมบูรณ์แบบ หน้าตาดีกว่าเด็กทั่วไป ดูน่ารักมาก
เสิ่นหงหลิงเคยคิดว่าชีวิตของเธอคงมีความสุขแบบนี้ไปตลอด
แต่สุดท้าย เรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
ปีนั้น เกิดน้ำท่วมใหญ่สวี่เว่ยผิงและชาวบ้านอีกหลายคน ถูกเรียกไปสร้างเขื่อน
แต่ไม่รู้ทำไมในตอนที่พวกเขากำลังก่อสร้างกันอยู่ จู่ๆ เขื่อนที่ดูเหมือนยังแข็งแรงดี กลับพังถล่มลงมา
น้ำท่วมไหลบ่าอย่างรุนแรงพัดพาคนที่กำลังก่อสร้างไปทั้งหมด
คนที่ว่ายน้ำเก่งสามารถว่ายกลับขึ้นฝั่งได้
คนที่โชคดีคว้ากิ่งไม้ใหญ่หรือปีนขึ้นไปยืนบนก้อนหินจนรอดชีวิต
แต่คนที่ว่ายน้ำไม่เป็น หรือโชคร้ายจมน้ำเสียชีวิต
วันนั้นมีคนไปทั้งหมด 36 คน เสียชีวิต 12 คน
และสวี่เว่ยผิงก็เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิต
ปีนั้นเธอแต่งงานได้ไม่ถึงสองปี
ปีนั้นลูกของพวกเขาเพิ่งเกิดมาได้ไม่นาน
สวี่อวี้เพิ่งอายุแค่ 4 เดือน
แม่สามีสูญเสียลูกชายคนเดียว
เธอสูญเสียสามี
ลูกของเธอสูญเสียพ่อ
เหลือเพียงแม่หม้ายกับแม่สามีที่ต้องเลี้ยงเด็กทารกวัย 4 เดือน ท่ามกลางความลำบาก
ชีวิตของพวกเธอยากลำบากขึ้นนับตั้งแต่นั้น
เสิ่นหงหลิงกลายเป็นแรงงานเพียงคนเดียวของบ้าน
เธอต้องไปทำงานหาแต้มแรงงานมาเลี้ยงครอบครัว
หลังเลิกงานต้องกลับมาดูแลแม่สามีและลูกชาย
ภาระทั้งหมดตกอยู่บนบ่าของผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง
เธอทำงานอย่างหนักสุดชีวิตแต่ต่อให้ขยันแค่ไหน เธอก็หาแต้มแรงงานได้มากสุดแค่วันละ 8 แต้ม
ทั้งปีทำงานไม่มีวันหยุด แต้มแรงงานที่หาได้ก็ยังไม่พอเลี้ยงสามคนในบ้าน
พวกเธอแทบไม่มีเงินเก็บเลยสิ่งที่เธอกลัวที่สุด คือการเจ็บป่วย
เพราะถ้าใครป่วยขึ้นมาบ้านของเธอไม่มีเงินรักษา
แต่คนเราจะไม่ป่วยเลยคงเป็นไปไม่ได้
โดยเฉพาะแม่สามีที่อายุมากแล้ว สวี่อวี้ที่ยังเด็ก และเธอเองที่ต้องทำงานหนักทุกวัน
สุดท้ายก็ต้องมีวันที่ร่างกายล้มป่วย
โชคดีที่ในหมู่บ้านยังมีคนใจดีคอยช่วยเหลือพวกเธอในยามลำบาก
และแม่ของสวี่จิ่นหนิงก็เป็นหนึ่งในนั้น
จางอ้ายเหลียนเป็นคนที่ช่วยเหลือครอบครัวของเธอมากที่สุด
จนถึงตอนนี้บ้านของเธอยังค้างเงินและตั๋วแลกของของอ้ายเหลียนอยู่
เสิ่นหงหลิงจดจำเรื่องนี้ไว้เสมอ
เธอเคยคิดว่าถึงแม้ชีวิตจะลำบาก แต่คงไม่เลวร้ายไปกว่านี้อีกแล้ว
แต่เธอคิดผิด...
ดูเหมือนสวรรค์ยังไม่ให้ความทุกข์กับเธอมากพอ
เพราะจู่ๆสวี่อวี้ก็เริ่มมีปัญหา
เธอกับแม่สามีสังเกตเห็นว่าสวี่อวี้ไม่พูดเลย
เขาแทบไม่มีปฏิกิริยาต่อสิ่งรอบตัว
บางครั้งยังกรีดร้องออกมาโดยไม่มีสาเหตุ
ตอนแรกพวกเธอคิดว่าลูกอาจแค่พัฒนาการช้า
แต่ไม่นานก็เริ่มรู้ว่ามันไม่ใช่แค่นั้น
จนวันหนึ่งมีป้าคนหนึ่งจากหมู่บ้านข้างๆ แวะมาที่บ้านของพวกเธอ
เมื่อเห็นอาการของสวี่อวี้เธอก็พูดขึ้นมาว่า
"เด็กคนนี้... ทำไมดูคล้ายกับเด็กโง่ของกลุ่มผลิตข้างๆ จัง?"