บทที่ 28: ต่อไปแค่เกาะขาเขาก็พอ
หลังสือชิงลั่วอาบน้ำเสร็จ น้องสาวตระกูลเซียวก็ทำอาหารเย็นเรียบร้อยแล้วเช่นกัน
อาหารมื้อนี้มีเต้าหู้ผัด แผ่นแป้งธัญพืชผสมผักป่า และน้ำแกงไข่ฝอยหนึ่งชาม ทุกอย่างเรียบง่ายจนแทบไม่มีอะไรให้เลือกกิน
สือชิงลั่วกินอาหารเหล่านั้นโดยไม่รู้สึกเอร็ดอร่อยแม้แต่น้อย เซียวหานเจิงเองก็มีสีหน้าสงบนิ่ง ทว่าแม่เซียวกับลูกอีกสองคนกลับกินกันอย่างมีความสุข สำหรับพวกเขา อาหารธรรมดาบนโต๊ะตรงหน้านับว่าดีกว่าสิ่งที่เคยได้รับในบ้านเก่ามากแล้ว
เมื่อเห็นทั้งสามคนกินอาหารด้วยความพอใจ สือชิงลั่วจึงหันไปถามน้องสาวตระกูลเซียว
“เมื่อก่อนตอนอยู่บ้านเก่า พวกเจ้ากินอิ่มหรือเปล่า?”
เด็กสาวส่ายหน้าเบาๆ ก่อนตอบตามตรง
“ไม่อิ่มเจ้าค่ะ ข้ากับท่านแม่ทำงานมากที่สุด แต่กลับได้อาหารน้อยที่สุด”
นางหยุดครู่หนึ่งแล้วจึงพูดต่อ
“ถ้าพี่ใหญ่กลับจากเรียนหนังสือในอำเภอ พวกเราถึงจะพอกินอิ่มได้บ้าง”
ชีวิตในตอนนี้เป็นสิ่งที่เมื่อก่อนพวกนางแทบไม่กล้าคิดถึง เพียงได้กินอาหารครบทุกมื้อก็ดีมากแล้ว น้องสาวตระกูลเซียวจึงยิ้มออกมาด้วยความพอใจจากใจจริง
“เมื่อก่อนขอแค่มีแผ่นแป้งผักป่าให้กินจนอิ่ม พวกเราก็พอใจมากแล้วเจ้าค่ะ”
เอ้อร์หลางพยักหน้าเห็นด้วยทันที
“ใช่ขอรับ ตอนพี่ใหญ่ไม่อยู่ พวกเราไม่เคยได้กินไข่หรือเนื้อ แถมยังไม่เคยกินอิ่มด้วย”
ทุกครั้งที่เซียวหานเจิงอยู่บ้าน เขาจะไม่สนใจสีหน้าบึ้งตึงของคนอื่นในครอบครัว ยังคงคีบอาหารใส่ชามของแม่กับน้องทั้งสองคน ทำให้พวกเขาได้กินมากขึ้นกว่าวันปกติ
ยิ่งฟังสองพี่น้องเล่าถึงชีวิตในอดีต สือชิงลั่วยิ่งรู้สึกสงสารจับใจ
คนบ้านเก่าตระกูลเซียวเหล่านั้นช่างเลวร้ายเกินทน ทั้งที่แม่เซียวกับลูกๆ ทำงานหนักกว่าคนอื่น แต่กลับถูกกดขี่แม้กระทั่งเรื่องอาหารการกิน
นางไม่อยากให้บรรยากาศบนโต๊ะหนักอึ้ง จึงคลี่ยิ้มกว้างแล้วประกาศด้วยท่าทางมั่นใจ
“ต่อไปข้าจะพาพวกเจ้ากินของดีเอง ไม่ว่าจะเป็นของที่บินอยู่บนฟ้า วิ่งอยู่บนดิน หรือว่ายอยู่ในน้ำ ข้าจะหามาให้พวกเจ้าได้กินทั้งหมด”
ดวงตาของเอ้อร์หลางเป็นประกาย เขาร้องออกมาด้วยความดีใจ
“พี่สะใภ้ดีที่สุด!”
น้องสาวตระกูลเซียวกับแม่เซียวเองก็เผยรอยยิ้มออกมา ใบหน้าของทั้งสองเต็มไปด้วยความหวังต่อชีวิตในวันข้างหน้า
เซียวหานเจิงมองภรรยาตัวน้อยที่ทำให้มารดา น้องชาย และน้องสาวของเขามีความสุข ทั้งยังทำให้คนทั้งสามเริ่มคาดหวังถึงอนาคตอีกครั้ง ความรู้สึกว่างเปล่าและเดียวดายซึ่งติดค้างมาจากชีวิตก่อน เหมือนกำลังถูกความอบอุ่นตรงหน้าค่อยๆ เติมเต็มทีละน้อย
หลังทุกคนกินอาหารเสร็จ น้องสาวตระกูลเซียวก็รีบเก็บชามไปล้างอย่างขยันขันแข็ง
สือชิงลั่วทำอาหารไม่เก่ง อีกทั้งไม่ได้ชื่นชอบงานบ้าน นางจึงไม่ได้เข้าไปแย่งเด็กสาวทำงาน เพียงปล่อยให้อีกฝ่ายจัดการตามความเคยชิน
ส่วนแม่เซียวหยิบถุงหอมใบหนึ่งออกมา ก่อนนั่งลงในลานบ้านแล้วเริ่มปักลวดลายลงบนผืนผ้า
ในช่วงที่เซียวหานเจิงยังหมดสติ เสบียงอาหารกับเงินซึ่งเหลืออยู่ในบ้านถูกหญิงปากร้ายสองคนนั้นแย่งชิงไปจนแทบไม่เหลือ แม่เซียวจึงต้องอาศัยเงินจากการปักถุงหอมไปซื้อยา ประคองชีวิตของคนทั้งครอบครัวอย่างยากลำบาก
ต่อมาราคายาที่ต้องใช้สูงขึ้นเรื่อยๆ ต่อให้นางทำงานหนักเพียงใด เงินที่หาได้ก็ยังไม่พอ สุดท้ายจึงจำใจไปขอยืมจากคนในหมู่บ้าน
เอ้อร์หลางออกไปเล่นนอกบ้าน ส่วนเซียวหานเจิงเรียกสือชิงลั่วกลับเข้าไปในห้อง
เมื่อทั้งสองเข้าไปแล้ว เขาหยิบกระดาษฟางปึกหนึ่งซึ่งวางอยู่บนโต๊ะส่งให้นาง
“ข้าลองเขียนตอนเปิดเรื่องออกมาแล้ว เจ้าช่วยอ่านดูว่าใช้ได้หรือไม่”
หลายปีที่ผ่านมา เซียวหานเจิงเคยรับงานคัดลอกหนังสือเล่าเรื่องมาไม่น้อย หลังจากได้เป็นขุนนางในชีวิตก่อน เขายังชอบอ่านหนังสือเบ็ดเตล็ดหลากหลายประเภท ทว่าไม่เคยพบหนังสือเล่าเรื่องเกี่ยวกับการบำเพ็ญเซียนเช่นนี้มาก่อน
ก่อนลงมือเขาได้หารือเรื่องราวกับสือชิงลั่วแล้ว นางช่วยเสนอทั้งแนวคิด เหตุการณ์ และทิศทางของเนื้อเรื่อง ทำให้เขาเกิดแรงบันดาลใจมากมาย
ตอนเริ่มเขียนใหม่ๆ เขายังรู้สึกไม่คุ้นเคย ฝีมือจึงติดขัดและไม่เป็นธรรมชาติอยู่บ้าง แต่เมื่อเขียนต่อไปเรื่อยๆ เขาก็ค่อยๆ จับจังหวะของเรื่องได้ การเขียนหลังจากนั้นจึงลื่นไหลขึ้นมาก
สือชิงลั่วรับกระดาษปึกนั้นมา ก่อนก้มหน้าอ่านตั้งแต่ต้นอย่างตั้งใจ
ครั้นอ่านจบ นางก็เงยหน้าขึ้นมองเซียวหานเจิงด้วยความทึ่ง ราวกับเพิ่งค้นพบความสามารถอีกด้านหนึ่งของสามี
“เหล่าเซียว พรสวรรค์ของเจ้าดีเกินคาดจริงๆ ”
นางยกกระดาษในมือขึ้นเล็กน้อย ดวงตายังเต็มไปด้วยความชื่นชม
“เนื้อเรื่องอ่านลื่นมาก แถมดึงคนอ่านเข้าไปอยู่ในเรื่องได้ดี ข้าว่าเขียนออกมาได้ดีมาก”
ก่อนหน้านี้นางเคยได้ยินมาว่าเซียวหานเจิงเป็นอัจฉริยะด้านการเรียนหนังสือ แต่ไม่นึกว่าแม้กระทั่งการเขียนเรื่องเล่า เขาก็ยังมีพรสวรรค์โดดเด่นไม่แพ้กัน
หากเปลี่ยนให้นางเป็นคนลงมือเขียน ต่อให้มีโครงเรื่องอยู่ในหัว นางก็ไม่มีทางถ่ายทอดออกมาได้ถึงระดับนี้ งานเขียนของนางคงตรงไปตรงมา อ่านง่ายแต่จืดชืด ขาดทั้งบรรยากาศและกลิ่นอายที่เข้ากับยุคสมัย
งานของเซียวหานเจิงกลับแตกต่างออกไป เขานำเอกลักษณ์ของยุคนี้มาผสมกับรูปแบบการเขียนเรื่องเล่าได้อย่างลงตัว จึงทำให้ผู้อ่านในเวลานี้เปิดใจยอมรับเรื่องราวแปลกใหม่ได้ง่ายกว่า
สือชิงลั่วอดคิดไม่ได้ว่า หากเซียวหานเจิงไปอยู่ในยุคของนาง แล้วหันมาเขียนนิยายอย่างจริงจัง เขาอาจกลายเป็นนักเขียนชื่อดังระดับแนวหน้าก็เป็นได้
เมื่อได้ยินคำชมจากภรรยา รอยยิ้มบางๆ ก็ปรากฏขึ้นระหว่างคิ้วและดวงตาของเซียวหานเจิง
“งั้นข้าก็เขียนต่อได้แล้วใช่ไหม?”
สือชิงลั่วพยักหน้ารับโดยไม่ต้องคิด
“แน่นอน แต่มีอยู่สองจุดที่ควรแก้ หากปรับอีกหน่อย เรื่องน่าจะอ่านสนุกขึ้น”
เขามองนางอย่างสนใจ
“สองจุดไหน?”
สือชิงลั่ววางกระดาษลงบนโต๊ะ ก่อนชี้ให้เขาดูส่วนที่มีปัญหาทีละแห่ง พร้อมอธิบายแนวทางที่ควรปรับเปลี่ยนตามความคิดของนาง
เซียวหานเจิงฟังอย่างตั้งใจ หลังพิจารณาคำแนะนำนั้นแล้ว เขาก็พยักหน้าเห็นด้วย
“ที่เจ้าพูดมามีเหตุผล ข้าจะลองแก้ดู”
พูดจบเขาก็นั่งลงตรงโต๊ะ หยิบพู่กันขึ้นมาแล้วเริ่มปรับแก้เนื้อหาทันที
สือชิงลั่วไม่มีสิ่งใดให้ทำ จึงนั่งอยู่ข้างกายเขาอย่างเบื่อหน่าย พลางมองดูปลายพู่กันเคลื่อนไปบนแผ่นกระดาษ
ไม่นานนางก็พบว่า ตัวอักษรของเซียวหานเจิงไม่ได้มีเพียงความสวยงาม แต่ทุกเส้นสายยังแฝงเอกลักษณ์หนักแน่น ดูมีพลังและผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี ไม่คล้ายลายมือที่เด็กหนุ่มอายุสิบหกหรือสิบเจ็ดปีจะเขียนออกมาได้
ยามนี้เหล่าเซียวดูเหมือนผู้เก่งกาจที่ได้เปรียบคนอื่นอยู่หลายขั้น ไม่ว่าจะเรียนหนังสือ เขียนตัวอักษร หรือแต่งเรื่อง เขาก็ทำได้ดีไปเสียทั้งหมด
เห็นได้ชัดว่าการเลือกลงทุนกับเขาล่วงหน้าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมาก ต่อไปนางเพียงดูแลเขาให้ดี รอวันที่เขาสอบได้เป็นขุนนาง ชีวิตของคนทั้งครอบครัวย่อมดีขึ้นตามไปด้วย
เซียวหานเจิงใช้เวลาไม่นานก็แก้เนื้อหาทั้งสองส่วนเสร็จ จากนั้นจึงส่งกระดาษกลับมาให้สือชิงลั่วอ่านอีกรอบ
นางอ่านอย่างละเอียด ก่อนยิ้มด้วยความพอใจ
“รอบนี้ดีขึ้นมาก เจ้ามีพรสวรรค์ด้านการเขียนเรื่องเล่าจริงๆ ”
จากนั้นนางก็เตือนเขาด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง
“แต่อย่ามัวหลงอยู่กับการเขียนจนลืมเรื่องสำคัญ ปกติมีเวลาว่างค่อยเขียนก็พอ ข้ายังรอเกาะขาเจ้าอยู่อีกคน”
เซียวหานเจิงได้ฟังแล้วทั้งขบขันทั้งจนใจ
“ตกลง ข้าจะให้ความสำคัญกับการสอบขุนนางก่อน ภายหน้าจะมีขาให้เจ้าเกาะแน่นอน”
เมื่อคำพูดหลุดออกจากปาก เขาก็รู้สึกทันทีว่าฟังดูไม่ค่อยถูกต้องนัก ทั้งยังเจือความหมายคลุมเครือชวนให้คิดไปไกล
ทว่าหากภรรยาตัวน้อยต้องการเกาะขาเขาในภายหน้า เขาก็ยินดีให้นางเกาะเพียงคนเดียว เมื่อสวรรค์มอบโอกาสให้เขาได้กลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ เขายิ่งต้องพยายามให้มากกว่าเดิม จะปล่อยให้คนในครอบครัวกลับไปพบชะตากรรมเลวร้ายเช่นชีวิตก่อนไม่ได้
สือชิงลั่วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนตบไหล่เขาเบาๆ คล้ายกำลังฝากความหวังทั้งหมดเอาไว้
“เหล่าเซียว ต่อไปพวกเราต้องพึ่งเจ้าแล้ว ข้าเชื่อว่าเจ้าทำได้”
บางครั้งคำให้กำลังใจ ความเชื่อมั่น และการแสดงให้อีกฝ่ายเห็นว่ามีคนคอยสนับสนุน ก็เป็นสิ่งจำเป็นมาก
แววตาที่เซียวหานเจิงใช้มองสือชิงลั่วอ่อนโยนขึ้นอีกเล็กน้อย
“งั้นข้าก็ขอบใจที่เจ้าเชื่อมั่นในตัวข้า”
หลังจากนั้นทั้งสองช่วยกันหารือรายละเอียดของเนื้อเรื่องเพิ่มเติม เซียวหานเจิงนั่งเขียนต่ออยู่ในห้อง ส่วนสือชิงลั่วเห็นว่าดึกมากแล้ว จึงขึ้นเตียงนอนก่อน
ครั้นถึงช่วงยามอิ๋นก่อนฟ้าสาง สือชิงลั่วได้ยินเสียงเคลื่อนไหวดังมาจากด้านนอก จึงรู้ว่าแม่เซียวกับลูกทั้งสองตื่นขึ้นมาทำเต้าหู้แล้ว
นางลืมตาตื่นและลุกจากเตียงอย่างรวดเร็ว ก่อนสวมเสื้อผ้าแล้วเดินออกจากห้อง
ในเวลานั้นแม่เซียวกำลังหิ้วถั่ว เตรียมพาลูกทั้งสองออกไปบดที่โม่หิน
เมื่อเห็นลูกสะใภ้ตื่นขึ้นมาเร็วเช่นนี้ แม่เซียวก็ยิ้มอย่างอ่อนโยน
“ทำไมไม่นอนต่ออีกหน่อยล่ะ?”
สือชิงลั่วเดินเข้าไปหาแล้วตอบ
“เมื่อคืนข้าเข้านอนเร็ว ตอนนี้หายง่วงแล้วเจ้าค่ะ”
นางมองถั่วที่แม่สามีหิ้วอยู่ ก่อนบอกให้อีกฝ่ายพาเด็กทั้งสองออกไปก่อน
“พวกท่านไปกันก่อนเถิด ข้าล้างหน้าบ้วนปากเสร็จแล้วจะตามไป”
หากเป็นแม่สามีคนอื่น เมื่อเห็นลูกสะใภ้ไม่ลุกขึ้นมาทำงานพร้อมกันตั้งแต่แรก อาจหาเรื่องตำหนิหรือชักสีหน้าใส่ แต่นิสัยของแม่เซียวกลับอ่อนโยนและใจกว้างมาก นางไม่เคยคิดใช้ฐานะแม่สามีบังคับสือชิงลั่วให้ทำสิ่งใด
สือชิงลั่วจึงรู้สึกว่า การได้แม่สามีเช่นนี้นับเป็นเรื่องดีจริงๆ
แม่เซียวพยักหน้ารับ
“ไม่เป็นไร เจ้าค่อยๆ ทำธุระของเจ้าเถิด”
เมื่อท้องฟ้าสว่างและเต้าหู้ทั้งหมดทำเสร็จแล้ว สือชิงลั่วให้น้องสาวตระกูลเซียวกับเอ้อร์หลางนั่งอยู่บริเวณหน้าประตูลานบ้าน เพื่อแลกเต้าหู้กับถั่วจากชาวบ้าน
เซียวหานเจิงนั่งเฝ้าอยู่ในลานบ้านด้วยอีกคน นางจึงไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครเข้ามาหาเรื่องเด็กทั้งสอง
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย สือชิงลั่วก็ออกเดินทางไปตำบลพร้อมแม่เซียว
นางสะพายตะกร้าไม้ไผ่ใบหนึ่งไว้บนหลัง ภายในบรรจุกากยาจากหลังบ้าน รวมถึงยาที่ซื้อมาเมื่อสองวันก่อนและยังต้มกินไม่หมด
หมู่บ้านเซี่ยซีอยู่ห่างจากตำบลไม่มาก หากเดินเท้าใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามกว่าๆ ส่วนระยะทางจากตำบลไปยังตัวอำเภอ ต้องเดินต่อไปอีกราวสองเค่อ
ทั้งสองไม่ได้แวะซื้อของที่ใด แต่ตรงไปยังโรงยาเป็นอันดับแรก
โรงยาแห่งนี้เป็นโรงยาเพียงแห่งเดียวในตำบล ผู้ที่เข้ามารักษาและซื้อยาส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนจากหมู่บ้านรอบข้าง
ทันทีที่แม่เซียวเดินเข้าไป ศิษย์ของหมอแซ่สือก็จำหน้านางได้ เขาจึงยิ้มและเข้ามาทักทายอย่างคุ้นเคย
“ยาที่ซื้อไปเมื่อหลายวันก่อนกินหมดแล้วหรือ?”
แม่เซียวพยักหน้า
“หมดแล้วเจ้าค่ะ”
จากนั้นนางเดินตามศิษย์ผู้นั้นเข้าไปยังห้องตรวจด้านใน สือชิงลั่วจึงได้เห็นชายวัยกลางคนอายุสี่สิบกว่าปีกำลังตรวจอาการให้ผู้ป่วยคนหนึ่ง
ด้านหน้าของพวกนางยังมีคนต่อแถวรออยู่อีกหลายคน เมื่อพิจารณาจากเสื้อผ้าที่คนเหล่านั้นสวมใส่ ก็น่าจะเป็นชาวบ้านจากละแวกใกล้เคียงทั้งหมด
สือชิงลั่วไม่ได้เร่งรีบ นางยืนรออยู่ข้างแม่เซียวอย่างสงบ พลางสังเกตวิธีตรวจรักษาของหมอแซ่สือไปด้วย
หลังเขาตรวจผู้ป่วยคนอื่นครบทุกคนแล้ว จึงหันมาหาแม่เซียวด้วยรอยยิ้มสุภาพ
“หลังลูกชายของท่านฟื้นขึ้นมา หลายวันที่ผ่านมามีอาการไม่สบายตรงไหนอีกหรือไม่?”
สีหน้าของแม่เซียวมีความกลัดกลุ้มปะปนอยู่เล็กน้อย ราวกับกำลังกังวลเรื่องอาการของบุตรชายอย่างหนัก
“หลังฟื้นขึ้นมา เขาไม่ได้เจ็บป่วยตรงไหนเพิ่มเติมเจ้าค่ะ แต่ร่างกายยังอ่อนแอมาก แม้แต่จะลุกจากเตียงก็ลำบาก”
นางถอนหายใจออกมาเบาๆ ใบหน้าดูหม่นหมองลงกว่าเดิม
“ข้าไม่รู้ว่าเขาจะหายดีหรือไม่”
ดวงตาของหมอแซ่สือไหววูบเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
“เขาหมดสติไปตั้งหลายวัน ทั้งยังมีไข้สูงไม่ยอมลด แค่ฟื้นขึ้นมาได้ก็นับว่าดีมากแล้ว ร่างกายอ่อนแอเช่นนี้เป็นเรื่องธรรมดา”
เขาไม่ได้ขอตรวจชีพจรของเซียวหานเจิง และไม่ได้ถามรายละเอียดอื่นเพิ่มเติม เพียงอาศัยคำบอกเล่าสั้นๆ ของแม่เซียวก็ตัดสินอาการทันที
“ยังต้องกินยาบำรุงต่ออีกระยะ ร่างกายถึงจะค่อยๆ ฟื้นขึ้นมา”
แม่เซียวฝืนดึงมุมปากให้เป็นรอยยิ้ม ก่อนพยักหน้ารับอย่างไม่มีทางเลือก
“ได้เจ้าค่ะ เช่นนั้นให้เขากินยาต่ออีกระยะ รบกวนหมอสือจัดยาให้สามวันก่อน”
ทุกครั้งที่แม่เซียวมาซื้อยา นางจะขอเพียงปริมาณสำหรับสามวัน เพราะเงินในมือมีไม่มาก หากซื้อเกินกว่านั้นก็ไม่มีเงินจ่าย
หมอแซ่สือพยักหน้า จากนั้นหยิบพู่กันขึ้นมาเขียนใบสั่งยาโดยไม่ลังเล เมื่อเขียนเสร็จก็ส่งให้ศิษย์นำไปจัดยา
สือชิงลั่วยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ด้านข้าง ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าหมอผู้นี้ไม่น่าเชื่อถือ
ถึงเขาจะอ้างว่าเป็นยาบำรุง แต่ยาก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ป่วยสามารถกินส่งเดชได้ ร่างกายของแต่ละคนมีอาการอ่อนแอแตกต่างกัน ยาที่เหมาะกับคนหนึ่งอาจไม่เหมาะกับอีกคน หากใช้ผิดอาการ นอกจากไม่ช่วยบำรุงร่างกายแล้ว ยังอาจทำให้อาการหนักขึ้นได้อีก
ตามหลักแล้ว หมอควรตรวจดูสีหน้า ฟังเสียง ซักถามอาการ และจับชีพจรให้ละเอียดเสียก่อน จากนั้นจึงวินิจฉัยว่าร่างกายอ่อนแอในด้านใด แล้วค่อยเลือกยาให้ตรงกับอาการมิใช่หรือ?
แต่หมอแซ่สือไม่เคยเห็นผู้ป่วยด้วยตาของตนเองด้วยซ้ำ เขาเพียงฟังแม่เซียวเล่าไม่กี่ประโยคก็รีบเขียนใบสั่งยาออกมา คล้ายไม่สนใจว่าเซียวหานเจิงจะมีอาการเช่นไร ขอเพียงขายยาได้ก็พอ
หมอผู้นี้ไม่เพียงมีนิสัยและความประพฤติที่มีปัญหา แม้แต่เวลารักษาผู้ป่วยก็ยังขาดความรับผิดชอบอย่างมาก
[จบบท]