บทที่ 31: ช่างกล้าคิดจริงๆ
โม่ชิงหลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย สีหน้าของหมอฉือในตอนนี้ดูไม่เหมือนคนที่กำลังโกหกเพื่อเอาตัวรอด
เขาจึงหันไปมองสือชิงลั่ว ก่อนถามเข้าประเด็นว่า “ช่วงนี้สามีเจ้าไปมีเรื่องบาดหมางกับใครหรือไม่?”
สือชิงลั่วไม่ต้องเสียเวลาครุ่นคิด นางตอบออกไปทันทีว่า “ถ้าถามว่ามีเรื่องกับใครหรือไม่ ก็ไม่มีเจ้าค่ะ แต่เมื่อครึ่งเดือนก่อน บิดาแท้ๆ ที่เป็นแม่ทัพของสามีข้าหลงหญิงอื่นจนทอดทิ้งภรรยา เขาคิดจะยกหญิงที่เลี้ยงไว้นอกเรือนขึ้นมาเป็นภรรยาเอก จึงบังคับลดฐานะภรรยาเดิมให้เป็นอนุ”
“มารดาของสามีข้าไม่ยอมรับเรื่องนี้ สุดท้ายทั้งสองจึงหย่าขาดจากกัน”
“หลังจากนั้น พ่อสามียังบังคับให้สามีข้าทิ้งมารดาและไม่ต้องสนใจน้องชายกับน้องสาวที่ยังเล็ก พอสามีข้าไม่ยอม เขาก็ขอตัดขาดความสัมพันธ์และแยกครอบครัวกัน”
เมื่อเริ่มเล่าแล้ว สือชิงลั่วก็เปิดโปงเรื่องเหล่านั้นออกมาอย่างไม่คิดปิดบัง
“ก่อนหน้านี้หญิงนอกเรือนคนนั้นเคยวางแผนใส่ร้ายแม่สามีข้า นางต้องการให้พ่อสามีลดฐานะภรรยาเดิมเป็นอนุ เพื่อที่นางจะได้ขึ้นมาแทน ด้วยเหตุนี้แม่สามีข้าจึงถูกบีบจนไม่มีทางเลือก ต้องยอมหย่าขาด ส่วนนางก็เกลียดสามีข้ากับน้องๆ ของเขามานานแล้ว”
“ในบรรดาคนที่สามีข้ารู้จักอยู่ในอำเภอหนานซี คนที่มีเงินสามร้อยตำลึงไว้ซื้อหมอฉือได้ ทั้งยังมีเหตุผลให้ลงมือ ก็คงมีเพียงหญิงนอกเรือนผู้นั้น”
สือชิงลั่วรู้ดีว่าหญิงคนนั้นคงจัดการเรื่องนี้อย่างระมัดระวัง ต่อให้ตามสืบก็คงสาวไปไม่ถึงตัวได้ง่าย ทว่านั่นไม่ได้ขัดขวางนางจากการหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาสร้างความลำบากใจให้อีกฝ่าย รวมถึงบิดาสารเลวของเซียวหานเจิงด้วย
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ตลอดจนถ้อยคำที่นางให้การ จะถูกนายทะเบียนประจำศาลบันทึกไว้ทั้งหมด วันหน้าเมื่อถึงเวลาต้องเผชิญหน้ากับคนสองคนนั้น หลักฐานในอดีตเหล่านี้ก็สามารถนำกลับมาคิดบัญชีกันได้
โม่ชิงหลิงแสดงความประหลาดใจออกมาทางสีหน้า “บิดาแท้ๆ ของสามีเจ้าเป็นแม่ทัพคนใด?”
ความจริงภายในใจของเขาพอจะคาดเดาคำตอบได้อยู่แล้ว ในราชสำนักเวลานี้ แม่ทัพใหญ่ที่ใช้แซ่เซียวมีเพียงคนเดียว อีกทั้งเขายังเคยได้ยินมาว่าภรรยาของแม่ทัพผู้นั้นอายุน้อยกว่าเจ้าตัวนับสิบปี
สือชิงลั่วตอบว่า “แม่ทัพเซียวหยวนสือเจ้าค่ะ”
โม่ชิงหลิงนึกอยู่ในใจว่าเป็นเซียวหยวนสืออย่างที่เขาคาดเอาไว้จริงๆ
เพียงแต่เขาไม่เคยนึกมาก่อนว่าแม่ทัพเซียวผู้มีท่าทีเปิดเผย ตรงไปตรงมา ทั้งยังวางตัวเป็นคนซื่อตรงต่อหน้าผู้อื่น ลับหลังกลับเป็นคนเลอะเลือนถึงขั้นคิดลดภรรยาเป็นอนุเพราะหญิงนอกเรือนคนเดียว
ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือเพื่อหญิงคนหนึ่ง เขาถึงกับยอมตัดขาดและแยกครอบครัวกับบุตรที่เกิดจากสายเลือดของตน การกระทำเช่นนี้ต่ำช้าเกินไปจริงๆ
ส่วนผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังเรื่องของหมอฉือจะใช่หญิงผู้นั้นหรือไม่ โม่ชิงหลิงมองว่ามีความเป็นไปได้สูงมาก เพราะกลอุบายอำมหิตและเรื่องสกปรกภายในเรือนหลัง เขาเคยประสบกับตัวเองมาแล้ว จึงรู้ว่าคนผู้หนึ่งสามารถลงมือได้โหดเหี้ยมเพียงใดเมื่อมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม เรื่องเหล่านี้ยังต้องส่งคนไปตรวจสอบเสียก่อน เขาไม่อาจตัดสินจากคำให้การเพียงฝ่ายเดียว ต่อให้หญิงสาวตรงหน้าพูดได้อย่างมีเหตุผล ทุกอย่างก็อาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด
“ข้าจะสั่งให้คนตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียด”
จากนั้นโม่ชิงหลิงจึงหันไปสั่งเจ้าหน้าที่ศาล “นำตัวหมอฉือกับลูกศิษย์ไปขังไว้ก่อน รอจนข้าตรวจสอบความผิดทั้งหมดครบถ้วนแล้ว ค่อยตัดสินโทษ”
“ขอรับ ใต้เท้า!”
เจ้าหน้าที่ศาลรับคำ ก่อนลากตัวหมอฉือกับลูกศิษย์ออกไป ทั้งสองไม่มีแรงแม้แต่จะขัดขืน ได้แต่ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ลากไปยังคุกของที่ว่าการอำเภอ
โม่ชิงหลิงมองสือชิงลั่วอีกครั้ง “ข้าจะตรวจสอบเรื่องที่เจ้าบอก รวมถึงพยายามตามหาผู้บงการที่สั่งให้หมอฉือทำร้ายสามีเจ้า เมื่อได้ผลแล้ว ข้าจะให้คนไปแจ้งที่บ้าน”
สือชิงลั่วเผยรอยยิ้มพร้อมค้อมกายคำนับ “ขอบคุณใต้เท้าเจ้าค่ะ”
เพียงมองสีหน้าของนายอำเภอหนุ่ม นางก็รู้ว่าเขาต้องรู้จักบิดาสารเลวผู้นั้น ด้วยเหตุนี้นางจึงยิ่งมั่นใจว่าเบื้องหลังฐานะนายอำเภอของโม่ชิงหลิงต้องไม่ธรรมดา
ต่อให้สุดท้ายเขาหาหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงหญิงผู้นั้นไม่ได้ แต่เรื่องน่ารังเกียจที่เซียวหยวนสือเคยทำย่อมตรวจสอบได้ไม่ยาก บางทีนายอำเภอหนุ่มผู้นี้อาจช่วยให้ข่าวแพร่ไปถึงเมืองหลวง เปิดโอกาสให้ผู้คนได้มองเห็นตัวตนที่แท้จริงของแม่ทัพใหญ่ผู้มีภาพลักษณ์ซื่อตรง
นอกจากนั้น เรื่องนี้ยังช่วยสร้างแรงกดดันให้เซียวหยวนสือกับหญิงผู้นั้นได้ไม่น้อย ก่อนจะคิดเล่นกลอุบายอะไรอีก ทั้งคู่คงต้องใคร่ครวญให้มากขึ้น หากเซียวหานเจิงเกิดเรื่อง พวกเขาจะปัดความเกี่ยวข้องพ้นตัวได้หรือไม่
ยุคสมัยนี้อำนาจของฮ่องเต้อยู่เหนือทุกสิ่ง ระยะห่างระหว่างผู้มีอำนาจกับชาวบ้านธรรมดามากเกินกว่าจะนำมาเปรียบเทียบกันได้
บิดาสารเลวของเซียวหานเจิงเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ ส่วนเซียวหานเจิงในเวลานี้ยังเป็นเพียงบัณฑิตซิ่วไฉ หากไม่ทำให้เรื่องราวเปิดเผยจนผู้คนรู้ทั่วกัน วันใดเซียวหยวนสือใจเหี้ยมขึ้นมาแล้วร่วมมือกับหญิงผู้นั้น พวกเขาอาจหาทางฆ่าเซียวหานเจิงอีกครั้ง หรือขัดขวางไม่ให้เขาก้าวหน้าได้
แต่เมื่อมีเรื่องในวันนี้คอยรัดคอเอาไว้ ต่อให้เซียวหยวนสือกับหญิงผู้นั้นคิดลงมืออีก พวกเขาก็ไม่อาจทำอะไรตามใจโดยไม่ต้องเกรงกลัวผลที่ตามมาเหมือนก่อน
หลังการไต่สวนสิ้นสุดลง สือชิงลั่วประคองมารดาเซียวซึ่งขาอ่อนจนแทบยืนไม่ไหวออกจากที่ว่าการอำเภอ
ผู้คนที่มามุงดูต่างแยกย้ายกันไปพร้อมเรื่องใหญ่สำหรับนำไปพูดต่อ ไม่นานข่าวที่เกิดขึ้นในศาลก็เริ่มแพร่กระจายออกไป
นอกจากความผิดของหมอฉือแล้ว ยังมีเรื่องของแม่ทัพใหญ่แห่งราชสำนักที่หลงหญิงอื่นจนทอดทิ้งภรรยา เพื่อยกหญิงนอกเรือนขึ้นมาแทน เขาถึงกับคิดลดฐานะภรรยาเป็นอนุ สุดท้ายทั้งสองต้องหย่าขาดจากกัน ซ้ำร้ายแม่ทัพผู้นั้นยังเป็นฝ่ายขอตัดขาดและแยกครอบครัวกับบุตรของตน
เมื่อเทียบกับความผิดของหมอฉือ เรื่องหลังชวนให้ผู้คนตื่นเต้นมากกว่า ชาวบ้านย่อมชอบฟังเรื่องภายในเรือนของผู้มีอำนาจอยู่แล้ว ยิ่งเป็นเรื่องอื้อฉาวของแม่ทัพใหญ่ ข่าวจึงยิ่งแพร่ไปอย่างรวดเร็ว
มารดาเซียวเดินออกมาได้พักหนึ่ง อาการอ่อนแรงทั่วร่างจึงค่อยๆ ดีขึ้น
นางหันไปมองลูกสะใภ้ ดวงตาเต็มไปด้วยความชื่นชม “ชิงลั่ว เจ้าช่างเก่งเหลือเกิน”
ทุกสิ่งที่ลูกสะใภ้ทำในวันนี้เชื่อมโยงกันเป็นลำดับ นางไม่เพียงส่งหมอฉือเข้าไปอยู่ในคุก แต่ยังลากชายหญิงสารเลวคู่นั้นออกมาให้ผู้คนรู้จักด้วย
ที่สำคัญคือต่อหน้านายอำเภอผู้เป็นขุนนางปกครองพื้นที่ ลูกสะใภ้ของนางยังคงสงบนิ่ง สามารถอธิบายทุกอย่างได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล ไม่มีท่าทีหวาดกลัวให้เห็นแม้แต่น้อย เรื่องนี้ทำให้มารดาเซียวชื่นชมจากใจจริง
หากเปลี่ยนเป็นนาง แค่ต้องยืนพูดต่อหน้านายอำเภอก็คงประหม่าจนเรียบเรียงถ้อยคำไม่ได้แล้ว
สือชิงลั่วประคองแขนแม่สามีให้เดินต่อ พลางปลอบใจด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ท่านแม่ก็ทำได้เจ้าค่ะ ขอเพียงกล้าก้าวออกไปเป็นครั้งแรก”
“บิดาสารเลวกับหญิงชั่วคนนั้นทำกับท่านแม่และพี่น้องของเซียวหานเจิงไว้มาก วันหน้าถ้ามีโอกาส ท่านแม่ต้องสั่งสอนพวกเขาให้หนัก”
“ทางที่ดีตบหน้าคนละหลายครั้งให้หายแค้น จากนั้นก็ค่อยทำให้ชื่อเสียงของพวกเขาพังจนไม่กล้าสู้หน้าผู้ใดอีก”
หากเปลี่ยนเป็นนาง นางคงทุบหัวชายสารเลวให้แตกก่อน แล้วค่อยจัดการหญิงชั่วให้หมดทางก่อเรื่อง จากนั้นก็ทำให้คนทั้งคู่ไม่มีที่ยืนในเมืองหลวง
เหตุผลที่วันนี้สือชิงลั่วไม่ได้พูดถึงความสัมพันธ์อันวุ่นวายระหว่างหญิงคนนั้นกับเซียวหยวนสือ นอกจากเพราะยังไม่มีหลักฐานแล้ว นางยังคิดเก็บเรื่องนี้ไว้ให้เซียวหานเจิงจัดการด้วยตัวเองเมื่อพวกเขาเดินทางไปเมืองหลวงในภายหน้า
ตอนนี้ฐานะและกำลังของสองฝ่ายแตกต่างกันมากเกินไป การบีบศัตรูจนหมดทางถอยอาจทำให้พวกเขายอมเสี่ยงทุกอย่างเพื่อโต้กลับ ดังนั้นยังไม่ควรเร่งร้อนจนเกินไป
มารดาเซียวทั้งอยากหัวเราะทั้งจนใจ “ความจริงแม่ก็อยากตบหน้าสองคนนั้นหลายครั้ง”
เพียงแต่นางรู้สึกว่าเรื่องเช่นนั้นอยู่ห่างไกลเกินเอื้อม นางจะมีโอกาสเข้าใกล้คนทั้งคู่และลงมือตบหน้าได้อย่างไร
สือชิงลั่วตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ท่านแม่วางใจเถิดเจ้าค่ะ ต้องมีโอกาสแน่ หากไม่มี ข้ากับเซียวหานเจิงจะสร้างโอกาสนั้นให้ท่านเอง”
มารดาเซียวเม้มริมฝีปาก ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อรวบรวมความกล้า “ได้ หากมีโอกาส แม่จะลองดู”
นางจะพยายามเปลี่ยนตัวเอง ไม่ยอมเป็นคนอ่อนแอที่ทำให้บุตรชายกับลูกสะใภ้ต้องผิดหวัง
สือชิงลั่วตบหลังมือแม่สามีเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ “ต้องแบบนี้เจ้าค่ะ ถึงเวลานั้นท่านแม่ยังมีพวกเราอยู่ข้างหลัง ไม่ต้องกลัว”
มารดาเซียวพยักหน้า “อืม แม่ไม่กลัว”
คนที่ทำความผิดและต้องหวาดระแวงควรเป็นชายหญิงชั่วคู่นั้นต่างหาก นางกับลูกๆ ไม่ได้ทำสิ่งใดผิด เหตุใดจะต้องคอยก้มหน้าและหลบหนีพวกเขาอยู่ตลอด
หลังจากนั้น สือชิงลั่วพามารดาเซียวไปยังร้านเย็บปักเพื่อขายถุงหอมที่ทำมา เมื่อขายของเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองก็เดินทางต่อไปยังร้านหนังสือ เพื่อนำหนังสือที่เซียวหานเจิงคัดลอกเอาไว้ก่อนหน้านี้มาส่งแลกเงิน
ภายในร้านหนังสือไม่ได้ขายเพียงตำรา แต่ยังมีสิ่งของสำหรับการเขียนครบทั้งกระดาษ พู่กัน หมึก และแท่นฝนหมึก สือชิงลั่วจึงเลือกซื้อกระดาษกลับไปให้เซียวหานเจิงจำนวนหนึ่ง
เมื่อนางหยิบกระดาษขึ้นมาตรวจดู ก็พบว่าคุณภาพของมันไม่ได้ดีเท่าใด เนื้อกระดาษทั้งหยาบและไม่สม่ำเสมอ ทว่ากระดาษหนึ่งตั้งกลับมีราคาถึงหนึ่งร้อยอีแปะ
หากเป็นกระดาษที่มีคุณภาพดีขึ้นมาหน่อย หนึ่งตั้งต้องจ่ายหลายร้อยอีแปะ บางชนิดมีราคาสูงกว่าหนึ่งตำลึงเงินเสียอีก
เมื่อเห็นราคาเหล่านั้น สือชิงลั่วก็เข้าใจว่าทำไมครอบครัวยากจนในยุคโบราณจึงเลี้ยงดูบุตรให้กลายเป็นผู้มีความรู้ได้ยาก เพียงค่าใช้จ่ายสำหรับซื้อกระดาษก็เป็นเงินก้อนใหญ่แล้ว ครอบครัวธรรมดาจะหากำลังที่ไหนมาสนับสนุนให้บุตรหลานเรียนหนังสือได้ตลอดหลายปี
สือชิงลั่วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปถามคนดูแลร้าน “ที่นี่มีกระดาษชำระหรือไม่?”
นับตั้งแต่มาถึงโลกแห่งนี้ สิ่งที่สร้างความทุกข์ให้นางมากที่สุดไม่ใช่ความยากจน แต่เป็นเรื่องการเข้าห้องน้ำ
ที่นี่ไม่มีกระดาษชำระให้ใช้ หลังปลดทุกข์เสร็จ ทุกคนจะใช้สิ่งที่เรียกว่าไม้ชำระ ซึ่งแท้จริงก็คือแผ่นไม้หรือแผ่นไม้ไผ่ที่เหลาให้เรียบ เมื่อต้องใช้งานมันจริงๆ สือชิงลั่วแทบรับไม่ไหว
คนดูแลร้านมองนางด้วยความสงสัย ราวกับไม่แน่ใจว่าตัวเองได้ยินถูกต้องหรือไม่ “กระดาษชำระคือกระดาษชนิดใด?”
สือชิงลั่วกระแอมเบาๆ เพื่อกลบความกระดาก ก่อนอธิบายออกมาตรงๆ “กระดาษที่ใช้ตอนเข้าห้องน้ำ”
คนดูแลร้านมองนางโดยไม่รู้จะตอบเช่นไร
หญิงผู้นี้ช่างกล้าคิดเสียจริง
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงส่ายหน้า “ข้าไม่เคยได้ยินว่ามีกระดาษชนิดนั้น กระดาษราคาแพงขนาดนี้ ใครจะเอาไปใช้ในห้องน้ำ”
คราวนี้เป็นสือชิงลั่วที่พูดไม่ออก
ดูเหมือนสถานการณ์กำลังบังคับให้นางต้องทำกระดาษขึ้นมาใช้เอง นางทนใช้แผ่นไม้กับแผ่นไม้ไผ่ต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ
แม้ในอดีตสือชิงลั่วไม่เคยทำกระดาษด้วยตัวเอง และไม่รู้ขั้นตอนอย่างละเอียด แต่ญาติผู้น้องของนางเคยจัดทำตำราสำหรับผู้ทะลุมิติมาให้ ภายในนั้นบันทึกกระบวนการผลิตกระดาษหลายชนิดไว้อย่างครบถ้วน ตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบไปจนถึงขั้นตอนสุดท้าย
เมื่อกลับถึงหมู่บ้าน นางจะลากเซียวหานเจิงมาช่วยทดลองทำด้วยกัน
หากทั้งสองทำสำเร็จ ไม่เพียงแก้ปัญหาเรื่องกระดาษชำระให้นางได้ ต่อไปเซียวหานเจิงก็ไม่ต้องเสียเงินซื้อกระดาษสำหรับคัดอักษรและอ่านหนังสืออีก ประหยัดค่าใช้จ่ายในครอบครัวได้มากทีเดียว
หลังออกจากร้านหนังสือ สือชิงลั่วพามารดาเซียวเดินสำรวจถนนสายหลักหลายแห่งในตัวอำเภอ นางตั้งใจมองหาร้านค้าและสินค้าที่มีขายอยู่ เพื่อดูว่าจะพบช่องทางทำมาหากินที่เหมาะสมหรือไม่
ขณะที่ทั้งสองกำลังเดินอยู่ริมถนน เสียงสนทนาจากด้านข้างก็ดึงความสนใจของสือชิงลั่วเอาไว้
ผู้พูดเป็นชายสองคนในชุดคนรับใช้ของครอบครัวมีฐานะ หนึ่งในนั้นขมวดคิ้วแน่น สีหน้าเต็มไปด้วยความหนักใจ
“ดอกไม้ต้นโปรดของคุณชายใกล้ตายแล้ว คุณชายสั่งให้ข้าไปตามคนปลูกดอกไม้มาช่วย แต่ข้าจะไปหาคนเช่นนั้นจากที่ไหน?”
สือชิงลั่วชะลอฝีเท้าลงทันที เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น ความคิดบางอย่างก็เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
[จบบท]