บทที่ 57: ดูนางเก่งกาจเสียเหลือเกิน
ครั้นสือชิงลั่วเห็นว่าย่าสือยอมรับปากเสียที นางจึงหยุดเฆี่ยนตีสือเหล่าซื่อ ก่อนจะคลายมือและปล่อยเขาให้เป็นอิสระ
แม้เมื่อครู่นางจะเป็นฝ่ายลงมืออยู่ข้างเดียว แต่กลับทำท่าราวกับต้องออกแรงหนักหนาเสียเต็มประดา นางยกมือขึ้นนวดข้อมือที่เริ่มเมื่อยเล็กน้อย ทั้งยังหันไปบ่นกับหญิงชราด้วยสีหน้าเหมือนเป็นผู้ที่ต้องทนลำบากอยู่ฝ่ายเดียว
“ถ้าท่านย่ายอมตกลงตั้งแต่แรก ข้าก็คงไม่ต้องเหนื่อยขนาดนี้หรอกเจ้าค่ะ”
ย่าสือมองนางแล้วพูดไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง ในใจอยากตะโกนสวนออกไปเหลือเกินว่านางเหนื่อยตรงไหนกัน คนที่เจ็บจนแทบขาดใจคือลูกชายของนางต่างหาก!
ทันทีที่หลุดจากเงื้อมมือของสือชิงลั่ว สือเหล่าซื่อก็รีบถอยกรูดไปหลบอยู่ด้านหลังมารดา เขาใช้มือข้างหนึ่งคลึงใบหน้าที่ถูกเถาวัลย์ฟาดจนปวดแสบ ส่วนอีกข้างก็นวดมือตนเองไปพร้อมกัน ความเจ็บที่แล่นไปทั่วร่างทำให้เขาทั้งโกรธทั้งอับอาย แต่กลับไม่กล้าเข้าไปหาเรื่องนางอีก
นังเด็กสารเลวนี่ลงมือหนักเหลือเกิน เถาวัลย์ทุกครั้งที่ฟาดลงมาทำเอาเขาเจ็บจนเนื้อเต้น มิน่าเล่าพี่สามกับบรรดาพี่สะใภ้ถึงได้หวาดกลัวนางกันขนาดนั้น เพียงคิดว่ายังต้องถูกตีต่อหน้าเหล่าชาวบ้านอีก เขาก็แทบอยากมุดแผ่นดินหนี
อย่างไรก็ตาม เรื่องที่รับปากตระกูลอู๋เอาไว้ยังสำคัญกว่า เขาจึงดึงแขนเสื้อมารดาเบาๆ แล้วกระซิบเตือน
“ท่านแม่ พูดเรื่องสำคัญก่อนเถอะขอรับ”
ย่าสือยังคงไม่พอใจ นางอยากเอาเรื่องสือชิงลั่วให้ถึงที่สุด แต่เมื่อคิดถึงเงินก้อนใหญ่ที่กำลังรออยู่ตรงหน้า ก็จำต้องฝืนกลืนความโกรธลงท้อง ก่อนหันมามองหลานสาวด้วยสีหน้าที่อ่อนลงเล็กน้อย
“ต้ายา วันนี้พวกเรามาหาเจ้าเพราะมีเรื่องดีจะบอก”
เพียงได้ยินประโยคนั้น สือชิงลั่วก็พอเดาจุดประสงค์ของคนเหล่านี้ได้แล้ว นอกจากอยากได้วิธีทำเต้าหู้ สิ่งที่พวกเขาหมายตาจริงๆ คงหนีไม่พ้นลูกระเบิดดินดำ
ถึงอย่างนั้น นางกลับแสร้งทำเหมือนไม่รู้เรื่อง แววตายังฉายความสงสัยอย่างพอดี
“เรื่องดีอะไรหรือเจ้าคะ?”
ย่าสือเห็นว่านางถาม จึงรีบเข้าเรื่องโดยไม่อ้อมค้อม
“ตระกูลอู๋สนใจลูกกลมสีดำที่เจ้าเก็บไว้ พวกเขาอยากจ่ายเงินซื้อ”
สือชิงลั่วไม่ได้แสดงท่าทีประหลาดใจ นางเพียงหมุนเถาวัลย์ในมือเล่นอย่างไม่รีบร้อน ปลายเถาวัลย์กวัดแกว่งอยู่ตรงหน้าคนตระกูลสือ จนสือเหล่าซื่อเผลอหดคอด้วยความหวาดระแวง
“พวกเขาให้เท่าไรเจ้าคะ?”
เมื่อเห็นมารดาหันมาส่งสายตา สือเหล่าซื่อจึงตอบแทน
“ลูกละห้าตำลึง”
สือชิงลั่วเลิกคิ้วขึ้นทันที ราคานี้ต่ำกว่าที่นางคาดเอาไว้มาก เห็นได้ชัดว่าตระกูลอู๋ไม่ได้คิดจ่ายเพียงเท่านี้ เงินส่วนต่างคงกำลังจะไหลเข้ากระเป๋าคนกลางอย่างไม่ต้องสงสัย
“คิดจะโยนเศษเงินให้ขอทานหรือ?”
นางปรายตามองสือเหล่าซื่อ รอยยิ้มตรงมุมปากคล้ายมีความหมายบางอย่างซ่อนอยู่ ทำให้คนถูกมองรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“พวกท่านคิดหักเงินส่วนต่างไว้เท่าไรเจ้าคะ?”
สือเหล่าซื่อชะงักไปชั่วขณะ นึกไม่ถึงว่านางจะมองเรื่องนี้ออกในเวลาอันรวดเร็ว
นังเด็กนี่คงเป็นสุนัขจิ้งจอกมาเกิด เหตุใดจึงฉลาดแกมโกงนัก เรื่องที่พวกเขาปิดบังเอาไว้อย่างดี นางกลับมองออกเพียงแค่ได้ยินราคาเท่านั้น
แม้ในใจจะเกลียดจนอยากบีบคอนาง แต่บนใบหน้ากลับต้องฝืนดึงรอยยิ้มที่ดูแข็งทื่อออกมา
“เจ้าพูดอะไรของเจ้า พวกเราแค่ช่วยเป็นคนกลาง ตระกูลอู๋บอกว่าจะให้ค่าตอบแทนอยู่บ้างเท่านั้น”
คำตอบนี้เท่ากับยืนกรานว่าไม่ได้คิดหักส่วนแบ่งจากราคาของนาง เพียงจะรับค่าตอบแทนที่ตระกูลอู๋เต็มใจมอบให้เท่านั้น
สือชิงลั่วรู้ว่าเขาไม่มีทางยอมรับ จึงไม่คิดไล่ถามให้เสียเวลา ไม่ว่าเงินส่วนต่างจะมากหรือน้อยก็ไม่เกี่ยวกับนาง เพราะแผนการที่นางเตรียมไว้ย่อมทำให้คนเหล่านี้ได้รับผลตอบแทนอย่างสาสมในภายหลัง
“เช่นนั้นท่านก็กลับไปบอกตระกูลอู๋ ลูกกลมสีดำหนึ่งลูกขายหนึ่งร้อยตำลึง หากอยากได้ก็จ่ายเงิน หากไม่เอาก็ช่าง ข้าไม่ได้กลัวว่าจะขายไม่ออก”
คราวนี้สีหน้าของสือเหล่าซื่อดำทะมึนในพริบตา เขาแทบไม่เชื่อหูตนเอง ราคาที่นางเรียกสูงเสียจนคนธรรมดาทั้งครอบครัวอาจหาไม่ได้ตลอดหลายปี
“ลูกละหนึ่งร้อยตำลึง? เจ้าไปปล้นเสียยังง่ายกว่า!”
ความจริงแล้วตระกูลอู๋เสนอราคาให้พวกเขาลูกละสิบตำลึง เพียงแต่เขากับคนในครอบครัวตกลงกันว่าจะบอกสือชิงลั่วว่าลูกละห้าตำลึง แล้วแบ่งเงินอีกห้าตำลึงเข้ากระเป๋าตนเอง
แต่ใครจะคิดว่านังเด็กสารเลวนี่จะกล้าเรียกราคาสูงถึงเพียงนี้ พอเปิดปากก็เพิ่มราคาจากที่ตระกูลอู๋เสนอถึงสิบเท่า นางช่างกล้าเรียกเงินโดยไม่กลัวว่าลิ้นจะพันกันจริงๆ
สือชิงลั่วหัวเราะอย่างเย็นชา นางไม่เห็นว่าราคานี้จะสูงตรงไหน ทั้งยังพูดออกมาราวกับตระกูลอู๋เป็นฝ่ายได้รับประโยชน์มากมาย
“จ่ายหนึ่งร้อยตำลึงเพื่อซื้อลูกกลมสีดำที่ท่านอาจารย์เซียนของข้าหลอมขึ้นมา คนที่ได้กำไรก็คือตระกูลอู๋”
นางหยุดเล็กน้อยก่อนกวาดตามองคนตระกูลสือทีละคน สีหน้าของพวกเขาเผยให้เห็นชัดว่ากำลังเสียดายเงินแทนผู้ซื้อ นางจึงอดพูดเหน็บไม่ได้
“พวกท่านคิดว่าตระกูลอู๋ยากจนเหมือนพวกท่านหรือ? ของดีอยู่ตรงหน้าแท้ๆ ยังมองคุณค่าไม่ออก”
คนตระกูลสือถูกเหน็บจนใบหน้าร้อนผ่าว พวกเขาเพียงอยากคุยเรื่องซื้อขาย เหตุใดนังเด็กนี่ต้องลากฐานะของพวกเขาออกมาประจานด้วย!
ปากของนางน่ารังเกียจจริงๆ ทุกประโยคที่พูดออกมาล้วนทิ่มแทงจุดเจ็บของพวกเขาได้อย่างแม่นยำ
หนิวซื่ออดสูดปากด้วยความตกใจไม่ได้ นางไม่เคยเห็นสิ่งใดชิ้นเล็กเท่าลูกกลมสีดำ แต่กลับมีราคามากถึงหนึ่งร้อยตำลึง
“แต่ลูกละหนึ่งร้อยตำลึง แพงเกินไปหรือเปล่า?”
หนึ่งร้อยตำลึงสำหรับลูกกลมสีดำเพียงลูกเดียว ฟังแล้วชวนให้ใจสั่น ตอนที่คนตระกูลสือคิดส่งนังเด็กนี่ไปแต่งงานกับคนตระกูลอู๋เพื่อแก้เคล็ด เงินที่อีกฝ่ายยอมจ่ายก็มีเพียงจำนวนนี้เช่นกัน
เท่ากับว่าลูกกลมสีดำเพียงลูกเดียวมีราคาเท่ากับชีวิตของสือชิงลั่วในสายตาพวกเขาเมื่อก่อน ยิ่งคิดหนิวซื่อก็ยิ่งรู้สึกว่าราคานี้ไม่น่าเป็นไปได้
สือชิงลั่วไม่ได้รีบร้อนอธิบาย นางถามกลับด้วยท่าทีมั่นใจ
“พวกท่านรู้จักตระกูลไป๋หรือไม่? วันนี้คุณชายไป๋เพิ่งมากินข้าวที่บ้านข้า”
เมื่อเห็นทุกคนตั้งใจฟัง นางจึงพูดต่อ
“หากตระกูลอู๋จ่ายไม่ไหว คุณชายไป๋ย่อมจ่ายไหว”
ประโยคเดียวทำให้สีหน้าของสือเหล่าซื่อเปลี่ยนไปทันที หากสือชิงลั่วนำลูกกลมสีดำไปขายให้ไป๋สวี่ เรื่องที่เขารับรองกับตระกูลอู๋เอาไว้ก็ย่อมล้มเหลว ถึงเวลานั้นไม่เพียงไม่ได้รับเงิน เขาอาจทำให้คนตระกูลอู๋ไม่พอใจอีกด้วย
สือชิงลั่วมองปฏิกิริยาของเขาอยู่ตลอด เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มร้อนใจ นางก็รู้ว่าคำพูดของตนได้ผล
“พวกท่านมีหน้าที่กลับไปแจ้งราคาเท่านั้น ตระกูลอู๋มีโอกาสตกลงสูงมาก”
จากนั้นนางยังช่วยชี้ช่องทางหาเงินให้คนเหล่านี้ด้วยท่าทีหวังดี
“นอกจากนี้ ลูกกลมสีดำทุกลูก พวกท่านยังเรียกเพิ่มจากตระกูลอู๋ได้อีกห้าหรือสิบตำลึง ถือเป็นค่าเดินทางกับค่าที่ช่วยเกลี้ยกล่อมข้า”
พูดจบ นางก็ส่งสายตาไปทางพวกเขา ราวกับกำลังถามว่าข้าดีกับพวกท่านมากพอแล้วใช่หรือไม่
“มีเพียงข้านี่แหละที่ยังนึกถึงพวกท่าน”
เงินส่วนที่เพิ่มขึ้นเป็นเงินที่สือเหล่าซื่อจะไปเรียกจากตระกูลอู๋ด้วยตนเอง นางไม่ต้องออกหน้าและไม่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง เมื่อสิ่งที่นางทำขึ้นมีอานุภาพจำกัด อีกทั้งยังไม่สามารถนำไปแยกส่วนเพื่อหาสูตรที่แท้จริงได้ คนตระกูลอู๋ย่อมหันไปโกรธแค้นคนตระกูลสือมากกว่านาง
โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าคนตระกูลสือปิดบังราคาและยักเงินเข้ากระเป๋า แม้จำนวนจะไม่นับว่ามากสำหรับตระกูลอู๋ แต่การถูกคนบ้านนอกที่ตนดูแคลนหลอกเอาเงิน ย่อมทำให้พวกเขารู้สึกเสียหน้าและไม่พอใจมากกว่าเดิม
ก่อนหน้านี้สือชิงลั่วยังคิดอยู่เลยว่าจะหาเหตุใดไปพบสือเหล่าซื่อ เพื่อให้เขาช่วยนำเรื่องการขายระเบิดดินดำไปบอกตระกูลอู๋
ผู้ใดจะรู้ว่าคนชั่วช้าพวกนี้กลับเดินมาหาถึงประตูด้วยตนเอง ประหยัดทั้งแรงและเวลาของนางไปไม่น้อย
ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นผู้ยื่นโอกาสมาให้ หากนางไม่ฉวยจังหวะขุดหลุมดักเสียหน่อยก็คงน่าเสียดาย ยิ่งคนเหล่านี้ยังคิดโลภอยากได้วิธีทำเต้าหู้ของนางอยู่ด้วย นางก็ไม่มีเหตุผลต้องออมมือ
หากนางไม่มีฝีมือป้องกันตัวมากพอ ป่านนี้คนตระกูลสือคงยึดบ้านสกุลเซียวเป็นที่วางอำนาจ ทั้งยังบังคับให้นางส่งมอบทุกสิ่งที่พวกเขาต้องการไปแล้ว มีหรือที่พวกเขาจะยอมยืนคุยกับนางอย่างสงบเช่นนี้
คนตระกูลสือไม่เชื่อแม้แต่น้อยว่านางจะมีน้ำใจช่วยเปิดทางหาเงินให้พวกเขา นังเด็กนี่เจ้าเล่ห์มาก ต่อให้นางยิ้มหวานเพียงใดก็ไม่มีทางคิดดีกับพวกเขา
ทว่าค่าตอบแทนห้าหรือสิบตำลึงต่อลูกเย้ายวนเกินกว่าจะปฏิเสธ หากขายได้หลายลูก พวกเขาอาจได้เงินมากกว่าที่หาได้จากการทำนาตลอดหลายปีเสียอีก ต่อให้รู้ว่าข้างหน้าอาจมีหลุมรออยู่ พวกเขาก็ยังอยากลองเดินเข้าไปดู
ย่าสือหันไปหาลูกชายคนที่สี่แล้วรีบสั่ง
“เจ้าไปถามตระกูลอู๋ บอกพวกเขาด้วยว่าหากไม่ซื้อ ตระกูลไป๋ก็พร้อมซื้อ”
แม้ย่าสือจะเป็นเพียงหญิงชราจากชนบท ไม่เคยเรียนหนังสือและไม่เข้าใจเล่ห์เหลี่ยมทางการค้ามากนัก แต่นางก็รู้ว่าหากมีคนสองฝ่ายแย่งของชิ้นเดียวกัน ของชิ้นนั้นย่อมขายง่ายขึ้น ทั้งยังเรียกราคาได้สูงกว่าเดิม
เพียงแต่เมื่อนึกว่าสือชิงลั่วจะได้เงินถึงลูกละหนึ่งร้อยตำลึง หัวใจของหญิงชราก็เจ็บราวกับเงินก้อนนั้นถูกควักออกจากกระเป๋าของตนเอง นังเด็กนี่หาเงินได้มากถึงเพียงนั้น แต่กลับไม่ยอมมอบเงินให้ครอบครัวเดิมแม้แต่ตำลึงเดียว ช่างไม่รู้จักตอบแทนผู้ใหญ่เอาเสียจริง
สือชิงลั่วเผยรอยยิ้มเมื่อได้ยินคำสั่งของย่าสือ
“ถูกต้องเจ้าค่ะ ท่านพูดกับคนตระกูลอู๋เช่นนั้นได้”
นางคาดเดาเอาไว้อยู่แล้วว่าเหตุที่คนตระกูลสือรีบมาหาในวันนี้ น่าจะเกี่ยวข้องกับบ่าวรับใช้ที่ติดตามไป๋สวี่ก่อนหน้านี้
บ่าวคนนั้นคงกลับไปรายงานว่าคุณชายตระกูลไป๋มาเยือนบ้านสกุลเซียว คนตระกูลอู๋จึงเข้าใจผิดว่าไป๋สวี่สนใจลูกระเบิดดินดำเช่นกัน หรือไม่ก็กลัวว่าเขาจะบังเอิญค้นพบความลับของลูกกลมสีดำแล้วชิงซื้อไปก่อน พวกเขาถึงรอต่อไปไม่ไหวและรีบใช้คนตระกูลสือมาเจรจากับนาง
หากเซียวหานเจิงไม่ได้เป็นบัณฑิตซิ่วไฉผู้สอบได้อันดับหนึ่งในการสอบทั้งสามระดับ และมีชื่อเสียงไม่น้อยในอำเภอ คนตระกูลอู๋คงไม่เลือกใช้วิธีเจรจาอย่างสงบเช่นนี้
ถ้าพวกนางสองสามีภรรยาเกิดเรื่องขึ้นมา ผู้คนย่อมจับตามองและสืบหาสาเหตุได้ง่าย ยิ่งตอนนี้ทางอำเภอเพิ่งเปลี่ยนนายอำเภอคนใหม่ หลายฝ่ายกำลังระมัดระวังการเคลื่อนไหวของตนเอง ตระกูลอู๋จึงไม่กล้าลงมือเปิดเผยเกินไป
แต่สือชิงลั่วมั่นใจอย่างหนึ่ง ต่อให้นางยอมส่งมอบลูกระเบิดดินดำของจริงให้ ตระกูลอู๋ก็ไม่มีทางปล่อยนางไว้ในภายหน้า
ยิ่งถ้าพวกเขาสามารถแยกส่วนของลูกระเบิดและค้นคว้าจนได้สูตรที่แท้จริง นางก็ยิ่งต้องตาย เพราะมีเพียงคนตายเท่านั้นที่ไม่อาจเปิดเผยความลับ และไม่มีทางสร้างสิ่งนี้ขึ้นมาเพื่อขายให้ศัตรูของตระกูลอู๋
ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นการขุดหลุมให้คนตระกูลสือหรือการหลอกตระกูลอู๋ นางก็ไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย คนเหล่านี้คิดร้ายกับนางก่อน ทั้งยังต้องการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่นางสร้างขึ้น การตอบโต้กลับจึงเป็นเรื่องสมควรแล้ว
เมื่อได้ยินว่าสือชิงลั่วอาจขายของให้ตระกูลไป๋ สือเหล่าซื่อก็เริ่มกระวนกระวาย เขาเคยรับปากคนตระกูลอู๋อย่างมั่นใจว่าจะนำลูกกลมสีดำไปมอบให้พวกเขา หากสุดท้ายถูกผู้อื่นชิงตัดหน้า เขาคงไม่มีคำอธิบาย
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังหวังพึ่งตระกูลอู๋เพื่อไต่เต้าขึ้นไป หากทำงานแรกก็ล้มเหลว ความหวังทั้งหมดคงจบลงตรงนี้
“ข้าจะเข้าเมืองไปเดี๋ยวนี้”
สือชิงลั่วโบกมือไล่เขาอย่างไม่ใส่ใจ ราวกับเรื่องนี้ไม่มีสิ่งใดควรให้ความสำคัญมากนัก
“รีบไปเถอะเจ้าค่ะ แต่คืนนี้ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร อย่ามารบกวนข้าที่บ้านสกุลเซียว หากมีเรื่องอะไรก็ค่อยมาพรุ่งนี้”
คืนนี้นางยังต้องทำระเบิดดินดำรุ่นลดอานุภาพ โดยปรับให้เกิดเสียงดังและแรงระเบิดใกล้เคียงกับประทัดขนาดใหญ่ หากคนตระกูลสือกลับมารบกวนตอนกำลังลงมือ ย่อมเสียเวลาโดยใช่เหตุ
สือเหล่าซื่อมองท่าทางโบกมือไล่ของนางแล้วรู้สึกอัดอั้นจนแน่นอก นังเด็กนี่วางท่าใหญ่โตเสียเหลือเกิน ดูนางทำเหมือนตนเองเก่งกาจและควบคุมทุกอย่างไว้ในมือเข้าเถอะ!
น่าเจ็บใจที่เวลานี้เขาทำอะไรนางไม่ได้ จึงต้องฝืนพยักหน้ารับ
“ได้ พรุ่งนี้พวกเราค่อยมาใหม่”
เขากัดเก็บความแค้นทั้งหมดไว้ในใจ รอจนตนเองได้พึ่งพาตระกูลอู๋อย่างเต็มตัว อีกทั้งสอบได้เป็นบัณฑิตซิ่วไฉเสียก่อน ถึงตอนนั้นเขาจะทำให้นังเด็กนี่รู้ว่าการล่วงเกินเขาต้องจ่ายด้วยอะไร
การถูกนางใช้เถาวัลย์ฟาดต่อหน้าชาวบ้านในวันนี้ เขาจะจดจำเอาไว้ไม่มีวันลืม สักวันหนึ่งต้องทวงคืนทั้งต้นทั้งดอก
เมื่อสือเหล่าซื่อตกลงแล้ว ย่าสือกับคนอื่นๆ ก็ไม่มีเหตุผลให้รั้งอยู่ต่อ แม้พวกเขาจะยังเสียดายวิธีทำเต้าหู้และไม่อยากกลับมือเปล่า แต่ก็ทำได้เพียงออกจากบ้านสกุลเซียวอย่างอ้อยอิ่ง ระหว่างเดินออกจากลานยังหันกลับมามองโรงทำเต้าหู้หลายครั้ง ราวกับอยากจดจำทุกสิ่งที่มองเห็นให้ได้มากที่สุด
หลังพ้นประตูบ้านสกุลเซียว ย่าสือกับสะใภ้ทั้งหลายก็เริ่มบ่นด้วยความไม่พอใจ
“นังเด็กนั่นไม่เห็นแก่ญาติพี่น้องแม้แต่น้อย ต่อให้พวกเราเรียนรู้วิธีทำเต้าหู้ได้จริง จะไปแย่งลูกค้านางได้สักเท่าไร”
ในความคิดของพวกเขา สือชิงลั่วหาเงินได้มากอยู่แล้ว ต่อให้แบ่งวิธีทำเต้าหู้ให้ครอบครัวเดิมนำไปหาเงินบ้างก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร นางกลับหวงเอาไว้ราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า ทั้งยังลงมือทุบตีพวกเขาอีก
“น่าเสียดายจริงๆ ”
เพียงคิดถึงเงินที่โรงทำเต้าหู้หาได้ในแต่ละวัน ทุกคนก็ปวดใจจนแทบทนไม่ไหว หากของสิ่งนั้นตกอยู่ในมือพวกเขา ชีวิตของครอบครัวสือคงดีขึ้นในเวลาไม่นาน
สือเหล่าซื่อกลอกตาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปปลอบมารดา เขาไม่ต้องการให้คนในบ้านหมดกำลังใจ เพราะต่อไปยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องอาศัยพวกเขาช่วยลงมือ
“ท่านแม่ รอให้ข้าพึ่งพาตระกูลอู๋ได้ก่อน ข้าจะหาทางยึดโรงทำเต้าหู้มาให้พวกเราเปิดเอง ตอนนี้ก็ปล่อยให้นังเด็กนั่นได้ใจไปก่อนขอรับ”
เดิมทีย่าสือมีสีหน้าเคร่งเครียดและเสียดายจนคิ้วขมวด แต่ทันทีที่ได้ยินว่าลูกชายจะยึดโรงทำเต้าหู้มาเป็นของครอบครัว รอยยิ้มก็ปรากฏบนใบหน้าของนาง
“ถูกแล้ว วันหน้าพวกเราก็ยึดโรงทำเต้าหู้มาเสีย ถึงตอนนั้นนังเด็กนั่นคงได้ร้องไห้”
ยิ่งคิด ทุกคนก็ยิ่งรู้สึกว่านี่เป็นแผนที่ดี สือชิงลั่วเป็นเพียงหญิงสาวคนหนึ่ง ต่อให้มีเรี่ยวแรงมากกว่าคนทั่วไปแล้วจะทำอะไรได้ หากสือเหล่าซื่อสอบได้เป็นบัณฑิตและมีตระกูลอู๋คอยหนุนหลัง นางยังจะกล้าฟาดเขาด้วยเถาวัลย์เหมือนวันนี้อีกหรือ?
เมื่อจินตนาการถึงวันที่โรงทำเต้าหู้กลายเป็นของตน ความอึดอัดที่สะสมอยู่ในใจก็เบาบางลงไปมาก พวกเขาเริ่มพูดคุยกันว่าหากยึดโรงทำเต้าหู้มาได้แล้วจะแบ่งเงินกันอย่างไร ทั้งที่เรื่องนั้นยังเป็นเพียงคำพูดลอยๆ ของสือเหล่าซื่อเท่านั้น
สือเหล่าซื่อไม่ได้กลับหมู่บ้านพร้อมคนอื่น เขาแยกตัวออกไประหว่างทางแล้วมุ่งหน้าเข้าเมืองตรงไปยังบ้านตระกูลอู๋ เพื่อแจ้งข่าวและต่อรองเรื่องราคาตามที่สือชิงลั่วบอก
เหตุการณ์เป็นไปตามที่สือชิงลั่วคาดเอาไว้ทุกอย่าง
เมื่อตระกูลอู๋ได้ยินว่านางอาจนำลูกกลมสีดำไปขายให้ไป๋สวี่ พวกเขาก็เริ่มร้อนใจทันที
เดิมทีสองตระกูลก็เป็นคู่แข่งกันอยู่แล้ว หากตระกูลไป๋ได้ของที่มีอานุภาพเช่นนี้ไปก่อน ไม่เพียงตระกูลอู๋จะพลาดโอกาสศึกษาสูตร แต่ยังอาจตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอีกด้วย พวกเขาไม่ยอมให้เรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด
แม้ราคาลูกละหนึ่งร้อยสิบตำลึงจะสูงมาก แต่หากลูกกลมสีดำนั้นมีอานุภาพรุนแรงเหมือนที่ได้เห็น และสามารถนำกลับไปศึกษาจนค้นพบสูตรการทำ ต่อให้ต้องจ่ายหนึ่งพันตำลึงก็ยังนับว่าคุ้มค่า
เมื่อมีสูตรอยู่ในมือ พวกเขาจะสร้างลูกกลมสีดำขึ้นมากเท่าใดก็ได้ สิ่งนี้อาจทำให้ตระกูลอู๋ได้รับทั้งเงิน อำนาจ และเส้นสายที่แข็งแกร่งกว่าเดิม เงินเพียงหนึ่งร้อยกว่าตำลึงจึงไม่ควรถูกนำมาเปรียบเทียบกับผลประโยชน์ในอนาคต
ผู้นำตระกูลอู๋เป็นคนฉลาด เขามองเล่ห์เหลี่ยมของสือเหล่าซื่อออกตั้งแต่ได้ยินราคา เพียงคำนวณเล็กน้อยก็เดาได้ว่าเงินสิบตำลึงที่เพิ่มขึ้นมาในลูกกลมสีดำแต่ละลูก คงถูกคนผู้นี้หักเข้ากระเป๋าตนเอง
แต่ในเมื่อเงินก้อนใหญ่กว่านั้นยังยอมจ่าย เขาก็ไม่คิดใส่ใจกับเงินเล็กน้อยเพียงเท่านี้ เวลานี้ควรปล่อยให้นังเด็กสือชิงลั่วกับคนตระกูลสือได้ประโยชน์ไปก่อน เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายทำงานให้เขาอย่างเต็มใจ
รอจนตระกูลอู๋ได้สูตรที่ต้องการเมื่อใด คนเหล่านี้ไม่เพียงต้องคืนเงินทั้งหมดที่กลืนลงท้อง แต่ยังต้องชดใช้ด้วยชีวิตอีกด้วย
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ผู้นำตระกูลอู๋ก็ส่งเสียงขึ้นจมูกอย่างดูแคลน ก่อนตกลงรับเงื่อนไขที่สือเหล่าซื่อนำมาแจ้ง
ขณะเดียวกัน สือชิงลั่วก็เริ่มลงมือทำระเบิดดินดำรุ่นปรับเปลี่ยนอยู่ที่บ้านสกุลเซียว
นางไม่ใช้ส่วนผสมตามสูตรที่แท้จริงทั้งหมด แต่เติมผงยาและผงหินหลายชนิดลงไปในปริมาณมาก จากนั้นจึงผสมทุกอย่างเข้าด้วยกันอย่างระมัดระวัง ผงที่เพิ่มเข้าไปเหล่านี้มีทั้งชนิดที่ช่วยรบกวนการแยกส่วนและชนิดที่ไม่มีผลต่อการระเบิด ต่อให้ตระกูลอู๋แยกลูกระเบิดออกตรวจสอบทีละอย่าง ก็ไม่มีทางค้นพบสัดส่วนหรือสูตรที่ถูกต้อง
หากพวกเขาคิดทดลองเลียนแบบตามส่วนผสมที่ตรวจพบ ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมไม่ใช่ระเบิดดินดำของจริง อาจไม่ระเบิด หรืออาจเพียงเกิดควันและเสียงดังจนทำให้คนตกใจเท่านั้น
เซียวหานเจิงอยู่ช่วยภรรยาตลอด เขารู้ดีว่าสิ่งที่นางกำลังทำมีความเสี่ยง หากเกิดความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจทำให้ได้รับบาดเจ็บ จึงไม่ยอมปล่อยให้นางเข้าไปทดลองตามลำพัง
หลังทำลูกระเบิดรุ่นแรกเสร็จ ทั้งสองก็นำมันขึ้นไปทดลองในภูเขา เลือกสถานที่ห่างไกลผู้คนและตรวจดูรอบบริเวณอย่างถี่ถ้วน เมื่อมั่นใจว่าไม่มีชาวบ้านหรือคนตัดฟืนผ่านมา จึงจุดชนวนแล้วถอยไปหลบในระยะปลอดภัย
เสียงระเบิดดังก้องอยู่กลางป่า ฝูงนกบนต้นไม้แตกตื่นบินหนีขึ้นสู่ท้องฟ้า เศษดินกับผงหินกระจายออกไปรอบบริเวณ แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นยังอยู่ในระดับจำกัด
สือชิงลั่วตรวจดูร่องรอยหลังการระเบิดอย่างละเอียด จากนั้นกลับไปปรับส่วนผสมใหม่หลายครั้ง ทั้งลดส่วนที่มีอานุภาพจริงและเพิ่มผงสำหรับรบกวนการตรวจสอบเข้าไปอีก นางต้องควบคุมให้เสียงดังน่ากลัวพอที่จะทำให้คนตระกูลอู๋เชื่อว่าของสิ่งนี้มีค่า แต่ไม่รุนแรงจนพวกเขานำไปใช้ทำร้ายผู้คนได้
เซียวหานเจิงช่วยนางทดลองซ้ำอยู่หลายหน ทั้งสองปรับแก้จนได้ผลลัพธ์ในระดับที่ตระกูลอู๋น่าจะยอมรับ เมื่อจุดชนวนแล้วจะเกิดเสียงดังและแรงสั่นสะเทือนพอสมควร ผู้ที่เห็นเป็นครั้งแรกย่อมคิดว่ามันมีอานุภาพน่ากลัว แต่ความจริงกลับไม่อาจเทียบกับระเบิดดินดำของแท้ได้
ที่สำคัญ ต่อให้คนตระกูลอู๋รวบรวมช่างฝีมือมาศึกษา ก็ไม่มีทางค้นพบสูตรจริงจากส่วนผสมอันยุ่งเหยิงเหล่านี้
หลังตรวจสอบจนมั่นใจแล้ว ทั้งสองจึงเก็บของและเดินลงจากภูเขาด้วยกัน
ระเบิดดินดำรุ่นนี้ไม่รุนแรงถึงขั้นคร่าชีวิตคน อย่างมากก็ทำให้ผู้ที่อยู่ใกล้ตกใจหรือได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยหากไม่รู้จักหลบให้ดี เสียงของมันฟังดูน่ากลัว แต่อานุภาพที่แท้จริงถูกลดลงมากแล้ว
สือชิงลั่วตั้งใจทำเช่นนี้ตั้งแต่ต้น เพราะหากนางมอบของที่ฆ่าคนได้ให้ตระกูลอู๋ แล้วคนเหล่านั้นนำไปใช้ก่อเรื่องชั่วร้ายหรือทำร้ายผู้บริสุทธิ์ นางย่อมไม่อาจยอมรับผลที่ตามมาได้
ส่วนคนตระกูลอู๋กับคนตระกูลสือจะวางแผนหาผลประโยชน์จากลูกกลมสีดำอย่างไร ก็ปล่อยให้พวกเขาฝันหวานกันไปก่อน เมื่อถึงเวลาที่ความจริงเปิดเผย หลุมที่แต่ละฝ่ายขุดเอาไว้ย่อมมากพอให้พวกเขาตกลงไปพร้อมกัน
[จบบท]