บทที่ 7: มิสู้ข้าแต่งเข้าบ้านท่านดีกว่า
หลังจากอาสะใภ้สามเซียวกับหญิงอีกคนพากันจากไป บริเวณหน้าบ้านซึ่งเคยเต็มไปด้วยเสียงโวยวายก็กลับมาเงียบลงอีกครั้ง เหลือเพียงข้าวของที่กระจัดกระจายกับร่องรอยความวุ่นวายซึ่งยังคงเห็นได้ชัด
หัวหน้าตระกูลเซียวหันไปมองมารดาเซียว ในแววตาของเขามีทั้งความผิดหวังและความอ่อนใจ เขาอยากตำหนินางให้หนักกว่านี้ แต่เมื่อเห็นสภาพของสองแม่ลูกแล้วก็พูดไม่ออกอยู่หลายส่วน
“หานเจิงยังไม่ฟื้น พวกเจ้าก็ต้องเข้มแข็งกว่านี้สิ”
“ในเมื่อแยกบ้านและตัดความสัมพันธ์กันแล้ว เรื่องไหนควรแข็งข้อก็ต้องแข็งข้อ จะยอมให้คนพวกนั้นข่มอยู่เรื่อยไม่ได้”
มารดาเซียวพยักหน้าทั้งน้ำตา “เจ้าค่ะ”
ใช่ว่านางไม่เคยคิดต่อต้าน ก่อนหน้านี้นางก็พยายามปกป้องลูกสาวสุดกำลังแล้ว เพียงแต่นางไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหญิงดุร้ายสองคนนั้น ไม่ว่าจะเรี่ยวแรงหรือฝีปากก็สู้ไม่ได้สักอย่าง
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ นางก็อดโทษความอ่อนแอของตนไม่ได้ หากสือชิงลั่วมาไม่ทัน นางอาจปกป้องแม้กระทั่งลูกสาวคนเดียวเอาไว้ไม่ได้
หัวหน้าตระกูลเซียวมองท่าทางอ่อนแอและใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาของนาง ก่อนจะถอนหายใจอย่างหนักใจ
“ตอนนี้ได้แต่หวังว่าหานเจิงจะฟื้นขึ้นมาเร็วหน่อย”
หากเซียวหานเจิงยังคงนอนหมดสติอยู่เช่นนี้ต่อไป เขาเองก็ไม่รู้ว่าสามแม่ลูกจะประคองชีวิตผ่านวันข้างหน้าไปได้อย่างไร
เซียวหานเจิงเป็นคนรุ่นหลังที่เขาให้ความสำคัญมากที่สุดในตระกูล ทั้งยังเป็นเด็กที่เขาเฝ้าสั่งสอนและผลักดันมากับมือ เด็กหนุ่มผู้นั้นเฉลียวฉลาด มีความมุ่งมั่น และมีอนาคตกว่าคนรุ่นเดียวกันมาก หากต้องนอนหลับไม่ฟื้นขึ้นมาอีกก็น่าเสียดายเกินไป
ไม่เพียงเท่านั้น เรื่องนี้ยังทำให้เขาเจ็บปวดมากเช่นกัน
มารดาเซียวเช็ดน้ำตา แต่ยิ่งเช็ด น้ำตากลับยิ่งไหลลงมา
“เจ้าค่ะ หากเจิงเอ๋อร์ฟื้นขึ้นมาเร็วๆ ก็คงดี”
สือชิงลั่วฟังแล้วกลับไม่ได้เห็นด้วยกับความคิดเช่นนั้นทั้งหมด นางเชื่อมาตลอดว่าการฝากความหวังไว้กับผู้อื่นย่อมสู้พึ่งพาตนเองไม่ได้ ต่อให้เซียวหานเจิงฟื้นขึ้นมา หากคนในบ้านยังคงอ่อนแอและยอมถอยทุกครั้ง วันหนึ่งก็อาจถูกคนอื่นรังแกอีกอยู่ดี
อย่างไรก็ตาม ด้วยนิสัยของมารดาเซียว ต่อให้นางพูดเรื่องนี้ออกไปในตอนนี้ก็คงไม่เกิดประโยชน์มากนัก การเปลี่ยนแปลงนิสัยของคนคนหนึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ในเวลาเพียงครู่เดียว
อีกทั้งจากเหตุการณ์เมื่อครู่ก็เห็นได้ว่ามารดาเซียวไม่ได้ยืนมองลูกสาวถูกพาตัวไปเฉยๆ นางพยายามขัดขวางและปกป้องลูกสาวแล้ว เพียงแต่กำลังของทั้งสองฝ่ายต่างกันมากเกินไป ฝ่ายหนึ่งทั้งแข็งแรงและดุร้าย ส่วนอีกฝ่ายอ่อนแอจนแทบต้านไม่อยู่ แม้นางมีใจก็ไม่มีกำลังพอจะต่อสู้
หัวหน้าตระกูลเซียวล้วงถุงเงินใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ แล้วยื่นให้มารดาเซียว
“ในนี้มีเงินอยู่หลายตำลึง ข้ากับผู้อาวุโสในตระกูลช่วยกันรวบรวมมา เจ้าเอาไปหาหมอให้หานเจิงก่อน”
เมื่อเห็นถุงเงินในมือเขา มารดาเซียวก็รู้สึกตื้นตันจนขอบตาร้อนขึ้นอีกครั้ง ก่อนหน้านี้นางเคยยืมเงินจากครอบครัวหัวหน้าตระกูลไปแล้วหกตำลึง เพื่อนำมารักษาอาการป่วยของลูกชาย
เงินจำนวนก่อนยังไม่ได้คืนแม้แต่น้อย แต่หัวหน้าตระกูลไม่เคยเร่งรัดให้นางชดใช้ ตอนนี้เขายังรวบรวมเงินกับผู้อาวุโสคนอื่นมามอบให้อีก ทั้งที่แต่ละครอบครัวก็ไม่ได้มั่งคั่ง มีเพียงพอกินพอใช้เท่านั้น เงินทุกเหรียญที่มอบให้นางจึงล้วนได้มาจากความมีน้ำใจของพวกเขา
แม้มารดาเซียวจะเชื่อว่ายาที่สือชิงลั่วนำมาน่าจะช่วยลูกชายได้ แต่ตราบใดที่ไข้ของเขายังไม่ลดและยังไม่ลืมตาฟื้นขึ้นมา นางก็ไม่อาจวางใจได้ ต่อให้เขาฟื้นแล้ว ร่างกายซึ่งอ่อนแอจากอาการป่วยก็คงต้องกินยาต่อและบำรุงอีกพักใหญ่ ทุกอย่างล้วนต้องใช้เงิน
ถุงเงินตรงหน้าจึงหนักอึ้งและร้อนมือราวกับนางกำลังรับน้ำใจที่มากเกินกำลังจะชดใช้ กระนั้นเพื่อลูกชาย นางก็ไม่อาจปฏิเสธได้
มารดาเซียวเดินเข้าไปตรงหน้าหัวหน้าตระกูล ก่อนทรุดตัวคุกเข่าและก้มศีรษะคำนับเขา
“ขอบคุณหัวหน้าตระกูลกับผู้อาวุโสทุกท่านที่ช่วยเหลือเจ้าค่ะ รอให้เจิงเอ๋อร์ฟื้นแล้ว พวกเราจะรีบหาเงินมาคืนทุกท่าน”
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ หากไม่ได้หัวหน้าตระกูลและคนอื่นๆ คอยยื่นมือเข้าช่วย นางยังนึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าจะพาลูกทั้งสามคนประคองชีวิตต่อไปอย่างไร
ที่ผ่านมา คนเหล่านี้เคยช่วยเหลือและสนับสนุนลูกชายของนางมาไม่น้อย น้ำใจทั้งหมดนั้นนางจดจำอยู่เสมอและไม่เคยคิดลืม
มารดาเซียวสูดลมหายใจลึก พยายามข่มเสียงสะอื้น ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“หากเจิงเอ๋อร์ไม่ฟื้น เงินจำนวนนี้ข้าก็จะหามาคืนเจ้าค่ะ”
แม้นางจะมีนิสัยอ่อนแอและไม่เก่งเรื่องต่อสู้กับคน แต่ไม่ได้หมายความว่านางไร้ความรับผิดชอบ เมื่อรับน้ำใจของผู้อื่นแล้ว นางย่อมคิดชดใช้ ไม่ได้คิดฉวยโอกาสเก็บเงินเอาไว้เพราะชีวิตของตนกำลังลำบาก
หัวหน้าตระกูลเซียวโบกมือ ไม่ได้ต้องการให้นางกังวลกับเรื่องคืนเงินในเวลานี้
“พวกข้าไม่รีบ เรื่องสำคัญตอนนี้คือช่วยหานเจิงก่อน”
จากนั้นเขาจึงหันมองสือชิงลั่ว สีหน้าที่เคร่งเครียดผ่อนคลายลงเล็กน้อย
“แม่นางสือ ขอบคุณเจ้ามากที่ช่วยปกป้องสองแม่ลูกตระกูลเซียวเมื่อครู่”
ตอนพวกเขารีบมาถึงก็พบว่าสือชิงลั่วขับไล่คนตระกูลอู๋ไปแล้วพอดี หากนางไม่ได้ออกหน้าขัดขวางเอาไว้ แม้หัวหน้าตระกูลกับคนในหมู่บ้านจะช่วยกันไล่คนเหล่านั้นได้ แต่คงต้องเสียแรงและเกิดความวุ่นวายมากกว่านี้
สือชิงลั่วยิ้มอย่างไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่
“ไม่ต้องเกรงใจเจ้าค่ะ ข้าเพียงผ่านมาเจอคนถูกรังแก จึงยื่นมือช่วยเท่านั้น”
หัวหน้าตระกูลเซียวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจเตือนนางด้วยความหวังดี
“ตระกูลอู๋ไม่ใช่แค่ครอบครัวมั่งคั่งในตัวอำเภอ น้องสาวของฮูหยินอู๋ยังแต่งเข้าไปเป็นอนุของเจ้าเมือง แม้แต่นายอำเภอก็ยังไว้หน้าพวกเขาอยู่หลายส่วน”
เขาหยุดเล็กน้อยแล้วพูดต่อ “ต่อไปแม่นางสือต้องระวังตัวให้มาก”
ไม่ว่าอย่างไร สือชิงลั่วก็ช่วยคนตระกูลเซียวเอาไว้ เขาจึงไม่อยากเห็นนางถูกตระกูลอู๋ตามล้างแค้นจนประสบเคราะห์
เมื่อได้สัมผัสกับคนเหล่านี้ สือชิงลั่วก็รู้สึกว่าหัวหน้าตระกูลและบรรดาผู้อาวุโสของหมู่บ้านล่างมีน้ำใจมากกว่าคนในหมู่บ้านบนอยู่ไม่น้อย อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ได้ยืนดูสมาชิกตระกูลถูกรังแกโดยไม่สนใจ
นางรับความหวังดีของอีกฝ่ายไว้
“ข้าจะระวังตัวเจ้าค่ะ”
ก่อนจากไป หัวหน้าตระกูลเซียวหันไปกำชับมารดาเซียวอีกครั้ง หากคนจากบ้านใหญ่ตระกูลเซียวยังคิดบังคับขายน้องสาวเซียว ก็ให้เอ้อร์หลางรีบไปตามพวกเขา อย่าพยายามรับมือกันเองจนเสียเปรียบเหมือนครั้งนี้
เมื่อกำชับเรียบร้อยแล้ว เขาจึงพาหัวหน้าหมู่บ้านกับชายอีกหลายคนเดินออกจากลานบ้านไป
น้องสาวเซียวรีบเดินเข้าไปพยุงมารดาให้ลุกขึ้น ทั้งสองหันมามองสือชิงลั่วพร้อมกัน ใบหน้าของพวกนางเต็มไปด้วยความขอบคุณ เช่นเดียวกับเอ้อร์หลางที่ยืนอยู่ใกล้ๆ และยังมองนางด้วยความซาบซึ้งไม่ต่างกัน
“แม่นางสือ วันนี้ขอบคุณเจ้ามากเจ้าค่ะ”
“พี่สือ ขอบคุณท่านที่ช่วยข้าไว้เจ้าค่ะ”
มารดาเซียวจับมือลูกสาวเอาไว้ ก่อนบอกสือชิงลั่วจากใจจริง
“น้ำใจของเจ้า พวกเราจะหาโอกาสตอบแทนในภายหลัง”
สือชิงลั่วส่ายหน้าเบาๆ
“ไม่ต้องเกรงใจเจ้าค่ะ ข้าเพียงบังเอิญผ่านมาเจอ”
นางมองสีหน้าของทั้งสามคน ก่อนนึกถึงท่าทีของหญิงสองคนจากตระกูลเซียวเมื่อครู่ คนประเภทนั้นไม่มีทางยอมถอยเพราะพ่ายแพ้เพียงครั้งเดียว กลับไปครั้งนี้ก็ไม่รู้ว่าจะวางแผนชั่วอะไรอีก
หลังคิดอยู่ครู่หนึ่ง นางจึงถามขึ้นว่า “ข้าดูแล้ว หญิงปากร้ายสองคนนั้นคงไม่ยอมเลิกรา พวกท่านคิดหรือยังว่าจะรับมืออย่างไร?”
เพียงได้ยินคำถาม สีหน้าของมารดาเซียวกับน้องสาวเซียวก็เปลี่ยนไปทันที ความยินดีที่เพิ่งมีเมื่อครู่จางหาย เหลือเพียงความกังวลและหวาดกลัว
พวกนางไม่รู้จริงๆ ว่าควรรับมืออย่างไร
หากลงมือสู้ก็สู้ไม่ได้ หากทะเลาะกันก็เถียงไม่ทัน ต่อให้คราวนี้รอดมาได้ แต่หากอีกฝ่ายกลับมาใหม่ พวกนางจะทำอย่างไร?
มารดาเซียวตอบด้วยน้ำเสียงขมขื่น “พวกเราก็ไม่รู้เจ้าค่ะ”
แม้นิสัยของนางจะอ่อนแอ แต่ไม่ได้โง่ เมื่อสือชิงลั่วเป็นฝ่ายถามเช่นนี้ ย่อมมีความเป็นไปได้ว่านางคิดหาหนทางบางอย่างเอาไว้แล้ว
มารดาเซียวจึงมองอีกฝ่ายอย่างมีความหวัง
“แม่นางสือมีวิธีหรือเจ้าคะ?”
สือชิงลั่วไม่ตอบทันที แต่ย้อนถามทั้งสามคนแทน
“พวกท่านคิดว่าข้าเป็นคนอย่างไร?”
มารดาเซียวแทบไม่ต้องใช้เวลาคิด
“แม่นางสือเป็นคนดีมากเจ้าค่ะ”
สือชิงลั่วช่วยลูกสาวของนางเอาไว้ ทั้งยังกล้าเผชิญหน้ากับคนตระกูลอู๋และหญิงร้ายกาจจากบ้านใหญ่ตระกูลเซียว เพียงเท่านี้ก็มากพอให้นางรู้สึกขอบคุณและเชื่อใจอีกฝ่ายแล้ว
แต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการรับมือหญิงสองคนนั้นอย่างไร?
พวกนางคงไม่อาจไปตามสือชิงลั่วมาช่วยทุกครั้งที่คนบ้านใหญ่บุกมาหาเรื่อง อีกฝ่ายไม่ได้มีหน้าที่ต้องคอยปกป้องครอบครัวของพวกนางตลอดเวลาเสียหน่อย
สือชิงลั่วไม่คิดอ้อมค้อม นางเปิดเผยความตั้งใจออกมาตรงๆ
“ถ้าอย่างนั้นให้ข้าแต่งเข้าบ้านท่าน เป็นลูกสะใภ้ของท่าน และเป็นพี่สะใภ้ของน้องสาวเซียวกับเอ้อร์หลาง ดีหรือไม่เจ้าคะ?”
คำพูดของนางชัดเจนเสียจนไม่มีใครเข้าใจเป็นอย่างอื่นได้
“หากหญิงพวกนั้นยังกล้ามารังแกพวกท่านอีก ข้าก็มีฐานะพอจะจัดการพวกนางได้เต็มที่”
ทั้งมารดาเซียว น้องสาวเซียว และเอ้อร์หลางต่างเบิกตามองนางด้วยสีหน้าเหมือนกัน ต่างคนต่างตกใจจนไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร
ภายในลานบ้านเงียบไปพักใหญ่
มารดาเซียวใช้เวลาอยู่นานกว่าจะตั้งสติได้ นางมองสือชิงลั่วอย่างไม่แน่ใจว่าตนฟังผิดหรือไม่
“เจ้าหมายความว่า เจ้าอยากแต่งเข้ามาในครอบครัวของพวกเราหรือ?”
ก่อนหน้านี้มีเด็กสาวในหมู่บ้านไม่น้อยที่อยากแต่งงานกับเจิงเอ๋อร์ ลูกชายของนางทั้งหน้าตาดี มีความรู้ และมีอนาคต ใครเห็นต่างก็ชื่นชม ทว่าแม้หญิงสาวเหล่านั้นจะมีใจ ก็ไม่เคยมีผู้ใดกล้าพูดตรงไปตรงมาเช่นสือชิงลั่วมาก่อน
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากเจิงเอ๋อร์หมดสติและอาการทรุดหนัก นางได้ยินคนในหมู่บ้านหลายคนแอบพูดกันลับหลัง บ้างก็รู้สึกยินดีที่ลูกสาวของตนไม่ได้แต่งเข้ามา บ้างก็พูดว่าโชคดีที่เมื่อก่อนเจิงเอ๋อร์ยังไม่คิดแต่งงานเร็ว มิฉะนั้นหญิงสาวที่แต่งเข้ามาคงต้องรับเคราะห์หรืออาจกลายเป็นม่ายตั้งแต่อายุยังน้อย
หากเป็นเมื่อก่อน ตอนเจิงเอ๋อร์ยังแข็งแรงและมีอนาคตสดใส แล้วสือชิงลั่วบอกว่าอยากแต่งกับเขา มารดาเซียวคงไม่ประหลาดใจถึงเพียงนี้
แต่สภาพครอบครัวของนางในตอนนี้ ต่อให้พูดว่าเป็นหลุมไฟก็ไม่นับว่าเกินจริง บ้านทั้งหลังเต็มไปด้วยหนี้สิน ข้าวสารแทบไม่เหลือ ลูกชายยังนอนหมดสติ และญาติจากบ้านใหญ่ก็คอยหาโอกาสมารังแก
สือชิงลั่วเห็นทุกอย่างกับตา แล้วเหตุใดจึงยังคิดก้าวเข้ามา?
มารดาเซียวยอมรับว่านางรู้สึกว่าสือชิงลั่วเป็นคนเข้มแข็งและพึ่งพาได้ หากอีกฝ่ายแต่งเข้ามาจริง หญิงปากร้ายสองคนนั้นคงไม่อาจรังแกคนในบ้านได้ง่ายเหมือนที่ผ่านมา
แต่เพราะสือชิงลั่วเพิ่งช่วยครอบครัวของนางเอาไว้ นางยิ่งไม่อาจเห็นแก่ตัว ดึงผู้มีพระคุณเข้ามาลำบากด้วยกัน
มารดาเซียวถอนหายใจ ก่อนอธิบายกับอีกฝ่ายอย่างจริงใจ
“แม่นางสือ ไม่ใช่ว่าข้าไม่ยินยอม แต่เจ้าก็เห็นสภาพครอบครัวข้าแล้ว หากแต่งเข้ามา ชีวิตของเจ้าจะลำบากมาก”
นางกวาดตามองบ้านที่ทรุดโทรมกับข้าวของซึ่งเหลืออยู่ไม่มาก ความอับอายและขมขื่นปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“เจิงเอ๋อร์ยังไม่ฟื้น ครอบครัวยังติดหนี้ผู้อื่นอีกกว่าสิบตำลึง แม้แต่เสบียงในบ้านก็แทบไม่พอกิน”
“ถึงพวกเราจะแยกบ้านและตัดความสัมพันธ์กับตระกูลเซียวแล้ว แต่ตราบใดที่เจิงเอ๋อร์ยังไม่ฟื้น คนพวกนั้นก็จะมาหาเรื่องโดยไม่สนสิ่งใด”
ขอบตาของมารดาเซียวแดงขึ้นอีกครั้ง นางเม้มริมฝีปาก ข่มความเจ็บปวดเอาไว้ ก่อนฝืนพูดสิ่งที่หนักที่สุดออกมา
“หากเจิงเอ๋อร์ไม่ฟื้นขึ้นมา เจ้าจะแต่งเข้ามาเป็นม่าย พวกเราทำกับผู้มีพระคุณเช่นนั้นไม่ได้”
น้องสาวเซียวกับเอ้อร์หลางต่างก้มหน้าลง แม้พวกเขาจะซาบซึ้งและชอบสือชิงลั่วมากเพราะเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ แต่ก็ไม่อาจฝืนมโนธรรมพูดออกไปว่าการแต่งเข้าบ้านของพวกเขาเป็นเรื่องดี
หากพี่ชายยังตื่นอยู่และแข็งแรงดังเดิม พวกเขาย่อมยินดีมากที่ได้พี่สะใภ้เช่นนี้ และคงไม่รู้สึกติดค้างในใจ
แต่ตอนนี้พี่ชายยังคงหมดสติ ไม่มีใครรู้ว่าเขาจะฟื้นขึ้นมาหรือไม่ หากพวกเขาตอบตกลงเพียงเพราะอยากได้คนมาคอยปกป้องครอบครัว นั่นก็เท่ากับหลอกสือชิงลั่วให้กระโดดเข้ามารับความลำบากแทนพวกเขา
พวกเขาทำเช่นนั้นไม่ได้
เมื่อฟังคำอธิบายของมารดาเซียวจนจบ และเห็นท่าทีของน้องสาวเซียวกับเอ้อร์หลาง สือชิงลั่วก็ยิ่งมั่นใจว่าตนเลือกครอบครัวนี้ไม่ผิด
อย่างน้อยพวกเขาก็มีมโนธรรม ไม่ได้เห็นนางเป็นเครื่องมือสำหรับรับมือศัตรู และไม่ได้รีบคว้าโอกาสนี้ไว้เพราะอยากให้ชีวิตของตนง่ายขึ้น
สือชิงลั่วจึงบอกความคิดของตนออกไปอย่างเปิดเผย ไม่มีสิ่งใดต้องปิดบัง
“พวกท่านคงรู้แล้วว่าตระกูลสือคิดจะให้ข้าแต่งกับคุณชายอู๋ที่ตายไป เพื่อฝังข้าไปพร้อมกับเขา หากข้าไม่หาทางแต่งออกมา ครอบครัวเดิมของข้าต่างหากที่เป็นหลุมไฟใหญ่”
นางไม่คิดย้อนกลับไปอยู่ใต้การควบคุมของคนตระกูลสือ และยิ่งไม่ยอมให้คนเหล่านั้นจับตัวไปฝังร่วมกับคนตาย
“ข้าเป็นคนแข็ง ไม่เหมาะกับครอบครัวใหญ่ที่มีญาติมาก ความสัมพันธ์วุ่นวาย ทั้งพ่อแม่สามียังชอบควบคุมลูกสะใภ้”
หากนางแต่งเข้าไปในครอบครัวเช่นนั้น ต่อให้ไม่ถูกกลั่นแกล้งก็คงต้องทะเลาะกันทุกวัน นางไม่คิดก้มหน้าให้กฎเกณฑ์ไร้เหตุผล และไม่คิดยอมให้ใครมาบงการชีวิต
สือชิงลั่วมองทั้งสามคนตรงหน้า แล้วพูดอย่างไม่ปิดบังความต้องการ
“ครอบครัวของพวกท่านเหมาะกับข้ามากกว่า”
“ข้าไม่รังเกียจที่บ้านนี้ยากจน และไม่กลัวปัญหาที่ตามมา แต่ข้ามีเงื่อนไขข้อเดียว หากข้าแต่งเข้ามา ไม่ว่าข้าจะทำสิ่งใด พวกท่านห้ามเข้ามาขัดขวาง ทางที่ดีที่สุดคือให้ข้าเป็นคนดูแลครอบครัวนี้”
นางไม่ได้แต่งเข้ามาเพื่อเป็นลูกสะใภ้ผู้ว่าง่าย ซึ่งต้องคอยฟังคำสั่งแม่สามีและทำตามความต้องการของทุกคน หากจะอยู่ร่วมกัน นางต้องมีสิทธิ์ตัดสินใจเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหนทางหาเลี้ยงครอบครัวและการรับมือกับผู้ที่เข้ามารังแก
แน่นอนว่านางไม่ได้คิดขอสิทธิ์เหล่านั้นโดยไม่มอบสิ่งใดตอบแทน
“ส่วนสิ่งที่ข้าจะให้พวกท่าน ข้าจะปกป้องทุกคน และพาครอบครัวนี้สร้างชีวิตที่ดีขึ้น”
น้ำเสียงของสือชิงลั่วสงบนิ่ง แต่เต็มไปด้วยความมั่นใจ นางไม่คิดว่าความยากจนตรงหน้าจะเป็นปัญหาซึ่งแก้ไม่ได้ ตราบใดที่สมาชิกในครอบครัวไม่คอยฉุดรั้งและยอมร่วมมือกัน นางย่อมมีวิธีหาเงินและทำให้ทุกคนมีกินมีใช้
จากนั้นนางจึงพูดถึงเซียวหานเจิง
“ข้าคิดว่าเซียวหานเจิงน่าจะอาการดีขึ้นหลังกินยาที่ข้าให้”
ยาที่นางนำออกมาไม่ใช่ยาทั่วไป และจากอาการของเขาที่นางเห็นก่อนหน้านี้ โอกาสฟื้นขึ้นมามีอยู่มาก เพียงแต่เรื่องทางการแพทย์ไม่มีสิ่งใดรับรองได้เต็มร้อย นางจึงไม่คิดให้คำมั่นเกินจริง
“แต่หากเขาฟื้นขึ้นมาไม่ได้จริงๆ ข้าก็ไม่สนใจว่าจะต้องเป็นม่าย ขอเพียงได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระก็พอ”
สำหรับสือชิงลั่ว การมีชีวิตรอดและได้กำหนดเส้นทางของตนสำคัญกว่าคำพูดของคนอื่น นางไม่สนว่าคนภายนอกจะมองหญิงม่ายอย่างไร ตราบใดที่ไม่มีผู้ใดมาควบคุมหรือบีบบังคับ นางก็ย่อมใช้ชีวิตของตนต่อไปได้
เรื่องเหล่านี้ควรพูดให้ชัดตั้งแต่แรก เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดในภายหลัง
นางเป็นคนเช่นนี้ และเหตุผลที่เลือกแต่งเข้าครอบครัวเซียวก็เป็นไปตามที่อธิบายทุกประการ นางต้องการหลุดพ้นจากตระกูลสือ ต้องการครอบครัวที่ไม่ซับซ้อน และต้องการสิทธิ์ตัดสินใจเรื่องชีวิตของตน
ส่วนครอบครัวเซียวต้องการคนที่เข้มแข็งพอจะปกป้องพวกเขา รวมถึงช่วยพยุงบ้านซึ่งกำลังตกอยู่ในความลำบาก
นางวางเงื่อนไขและสิ่งที่จะมอบตอบแทนไว้ตรงหน้าทั้งหมดแล้ว ไม่คิดใช้บุญคุณบีบบังคับ และไม่คิดปิดบังจุดประสงค์ของตน
ต่อจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับมารดาเซียว น้องสาวเซียว และเอ้อร์หลางแล้วว่าพวกเขาจะเลือกอย่างไร
[จบบท]