บทที่ 1: การกลับมาอย่างนางพญา
“คุณซู คุณตั้งครรภ์แล้วครับ”
ประโยคนั้นจากปากแพทย์เจ้าของไข้ไม่ได้ต่างอะไรกับสายฟ้าที่ฟาดเปรี้ยงลงมากลางศีรษะ มันรุนแรงจนทำให้ซูหนานชิงที่กำลังสะลึมสะลือด้วยความง่วงเบิกตาโพลงตื่นเต็มตาในวินาทีนั้น
“...อะไรนะ”
เรื่องบ้าๆ แบบนี้จะเป็นไปได้ยังไง
ถึงแม้อายุอานามจะปาเข้าไปสิบเก้าปีแล้ว แต่เธอก็มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าไม่เคยปล่อยเนื้อปล่อยตัวหรือมีซัมติงกับผู้ชายคนไหนมาก่อนเลยสักครั้งเดียว
ทว่าหลักฐานในมือหมอกลับตบหน้าเธอเข้าอย่างจัง เขาผลักใบรายงานผลการตรวจมาตรงหน้าพร้อมกับเสียงราบเรียบ
“อายุครรภ์สี่เดือนแล้วครับ สุขภาพของคุณไม่ค่อยสู้ดีนัก หมอไม่แนะนำให้ทำแท้ง ทางเลือกเดียวที่มีตอนนี้คือคุณต้องเก็บเด็กไว้”
ซูหนานชิงลากสังขารกลับบ้านด้วยสมองที่ว่างเปล่าราวกับคนวิญญาณหลุดออกจากร่าง พ่อของเธอระเบิดอารมณ์ใส่ทันทีที่รู้เรื่อง เขาถึงขนาดไปรื้อดูกล้องวงจรปิดย้อนหลังเพื่อจับผิด แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นเครื่องยืนยันความบริสุทธิ์ของเธอ ตลอดสี่เดือนมานี้เธอเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านเพราะป่วยออดๆ แอดๆ ไม่ได้ก้าวขาออกไปเจอผู้คนเลยแม้แต่ก้าวเดียว
แต่โลกภายนอกไม่ได้เมตตาเธอขนาดนั้น เสียงนินทาว่าร้ายดังระงมไปทั่ววงสังคมไฮโซ
“ท้องโย้ขนาดนั้นแล้วยังจะมีหน้ามาแก้ตัวว่าไม่ได้ไปมั่วผู้ชายที่ไหนอีก น่าสงสารตระกูลกู้จริงๆ ที่ต้องมาดองกับผู้หญิงพรรค์นี้”
“ลำพังแค่รูปร่างอ้วนฉุกับหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่นั่น ได้หมั้นกับทายาทตระกูลกู้ก็นับว่าเป็นวาสนาหล่นทับไม่รู้ตั้งกี่ชาติแล้ว นี่ดันมาท้องไม่มีพ่ออีก ตระกูลกู้คงไม่เอาไว้หรอก ต้องถอนหมั้นแน่ๆ”
และท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้น กู้อันซวินก็โผล่หัวมาที่บ้านตระกูลซู
ในตอนนั้นท้องของซูหนานชิงนูนเด่นออกมาอย่างน่ากลัว ขนาดครรภ์แปดเดือนใหญ่โตเสียจนเธอมองไม่เห็นปลายเท้าตัวเองเวลาเดิน
ภายในห้องทำงาน พ่อของเธอเอ่ยถามคู่หมั้นหนุ่มด้วยท่าทีนอบน้อมจนน่าสมเพช
“คุณชายกู้ คุณต้องการจะถอนหมั้นใช่ไหมครับ”
แต่คำตอบที่ออกจากปากกู้อันซวินกลับทำให้ทุกคนชะงัก
“...เปล่าครับ คุณปู่ของผมท่านไม่ยอม”
ตระกูลกู้คือมหาเศรษฐีระดับท็อปของประเทศ ส่วนตระกูลซูเป็นแค่ครอบครัวฐานะปานกลางที่พยายามจะถีบตัวขึ้นไป หากฝ่ายชายฉวยโอกาสนี้สะบั้นรัก ก็คงไม่มีใครกล้าตำหนิตระกูลกู้แม้แต่ครึ่งคำ แต่การที่พวกเขายื้อเวลาเอาไว้แบบนี้ มันมีจุดประสงค์อะไรแอบแฝงกันแน่
ยิ่งคิดกู้อันซวินก็ยิ่งหัวร้อน เขาตะคอกระบายอารมณ์ออกมาอย่างหยาบคาย
“แค่เห็นหน้าบวมๆ เหมือนหัวหมูของยัยนี่ผมก็จะอ้วกอยู่แล้ว ตอนนี้ยังจะมาท้องลูกชู้ให้ผมอับอายขายขี้หน้าอีก ถามหน่อยเถอะว่าทำไมผมต้องมารับบทพ่อพระเป็นคนล้างจานให้คนอื่นด้วย”
พ่อของซูหนานชิงรีบละล่ำละลักรับปากเอาใจว่า
“คุณชายกู้วางใจได้เลยครับ ทันทีที่มันคลอด ผมจะเอาเด็กไปทิ้งให้ไกลที่สุด”
ซูหนานชิงที่นั่งเป็นเป่าสากมาตลอดเงยหน้าขวับ นัยน์ตาฉายแววแข็งกร้าว
“ไม่ได้นะ”
ตลอดหลายเดือนมานี้ เธอต้องผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุด จากความกลัวกลายเป็นความสับสน จนสุดท้ายก็ต้องจำใจยอมรับความจริง ทุกวันที่ผ่านไปเธอสัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจของอีกหนึ่งชีวิตในท้อง ความผูกพันก่อตัวขึ้นเงียบๆ โดยไม่รู้ตัว
เด็กคนนี้บริสุทธิ์เกินกว่าจะมารับกรรมที่ตัวเองไม่ได้ก่อ เธอจะไม่ยอมให้ใครเอาลูกไปทิ้งเด็ดขาด
เธอจะถอนหมั้นเอง
แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปาก ความเจ็บปวดรุนแรงก็แล่นปราดขึ้นมาจากช่องท้อง พร้อมกับอาการบีบเกร็งที่ทำให้เธอตัวงอ สัญชาตญาณร้องบอกทันทีว่า... เธอกำลังจะคลอด
ห้าปีต่อมา
“หม่ามี้ขา ตื่นได้แล้ว เครื่องบินจะแลนดิ้งแล้วนะ”
เสียงเจื้อยแจ้วปลุกให้ซูหนานชิงตื่นจากภวังค์ สิ่งแรกที่เห็นคือใบหน้าจิ้มลิ้มที่ถอดแบบเธอมาเปี๊ยบ
ซูเสี่ยวถั่วกระพริบตากลมโตดำขลับวิบวับเหมือนลูกองุ่น ยกสองมือป้อมๆ ขึ้นเท้าคางแล้วยิงคำถาม
“หม่ามี้ สรุปว่าที่เรากลับมาคราวนี้คือภารกิจตามหาคุณพ่อใช่ไหมคะ”
ซูหนานชิงบิดขี้เกียจขับไล่ความเมื่อยขบ ขยับตัวลุกขึ้นนั่งบนเบาะเฟิร์สคลาสแสนนุ่มก่อนจะตอบลูกสาวเสียงเรียบ
“หนูไม่มีพ่อ”
ซูเสี่ยวถั่วถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทำหน้าแก่แดดเกินวัย
“หนูไม่ใช่เด็กสามขวบแล้วนะหม่ามี้ เลิกหลอกเด็กได้แล้ว ถ้าหนูไม่มีพ่อ แล้วหนูจะกระบอกไม้ไผ่ที่ไหนออกมาล่ะคะ”
“...”
ซูหนานชิงร้านจะต่อปากต่อคำกับยัยตัวแสบ เธอลุกขึ้นรวบผมยาวสลวยมัดเป็นหางม้าเผยให้เห็นลำคอระหง ผิวขาวโอโม่กับจมูกโด่งรั้น รับกับริมฝีปากแดงระเรื่อและหุ่นนาฬิกาทรายสุดเซ็กซี่ ทำให้เธอกลายเป็นจุดรวมสายตาของผู้โดยสารทั้งลำ
ซูเสี่ยวถั่วยังไม่ยอมจบ บ่นพึมพำกระปอดกระแปด
“ถ้าไม่ได้มาตามหาพ่อ งั้นแสดงว่ามาตามหาพี่ชายเหรอคะ”
พี่ชาย...
ประกายตาของซูหนานชิงวูบไหวและเย็นเยียบลงในพริบตา
ความจริงในคืนนั้น เธอคลอดลูกแฝดชายหญิง แต่พ่อแท้ๆ ของเธอกลับเลือดเย็นสั่งให้คนนำเด็กทั้งสองไปทิ้งอย่างไม่ไยดี
เธอต้องตะเกียกตะกายลากสังขารโชกเลือดลงจากเตียง รีดเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายแย่งตัวซูเสี่ยวถั่วกลับมาได้เพียงคนเดียว
หลังจากนั้นเธอก็ป่วยหนักปางตาย โชคดีที่น้าสาวบินกลับมาพาตัวเธอไปรักษาที่เมืองนอกได้ทันเวลา ไม่อย่างนั้นโลกใบนี้คงไม่มีผู้หญิงชื่อซูหนานชิงอีกแล้ว
ห้าปีเต็มๆ ที่เธอใช้เวลารักษาตัวจนร่างกายกลับมาฟิตเปรี๊ยะ โรคอ้วนที่เป็นผลพวงจากการได้รับฮอร์โมนผิดปกติในวัยเด็กก็รักษาจนหายขาด
ฉากหน้าของการกลับมาครั้งนี้คือการจัดการเรื่องถอนหมั้นกับตระกูลกู้ให้จบๆ ไป
แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการตามหาลูกชายที่หายสาบสูญไปต่างหาก
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ล้อเครื่องบินแตะพื้นรันเวย์
ซูหนานชิงจับลูกสาวนั่งบนกระเป๋าเดินทางแล้วเข็นเดินตัวปลิวออกมา
ทันทีที่เปิดเครื่องโทรศัพท์ ปลายสายปริศนาก็โทรเข้ามาทันที น้ำเสียงขี้เล่นแต่แฝงความนัย
“แอนตี้ งานเข้าแล้วนะจ๊ะ”
เธอถามกลับเสียงเนือย
“มีอะไร”
“ฮั่วจวินเย่า บิ๊กบอสแห่งตระกูลอันดับหนึ่งกำลังปูพรมค้นหาข้อมูลเธอให้วุ่นไปทั้งโลก สงสัยงานนี้ถ้าไม่เจอตัวเป็นๆ คงไม่ยอมจบง่ายๆ แน่”
น้ำเสียงปลายสายฟังดูสะใจชอบกล
ซูหนานชิงตอบรับสั้นๆ
“...อ้อ”
“แอนตี้ ตอนอยู่เมืองนอกมันไม่ใช่ถิ่นเขา เธอเลยรอดตัวมาได้แบบชิลๆ แต่ตอนนี้กลับมาเหยียบถิ่นเสือแล้ว เธอหนีไม่พ้นหรอกนะ ในฐานะศัลยแพทย์มือหนึ่งของวงการ ช่วยเจียดเวลาไปรักษาคุณย่าเขาหน่อยไม่ได้เหรอ ได้ข่าวว่าป๋าฮั่วแกเปย์หนักมากนะ แถมตัวจริงยังหล่อวัวตายควายล้ม ไม่แน่นะพวกเธออาจจะสปาร์กกันจนกลายเป็นตำนานรักสะเทือนวงการก็ได้”
ซูหนานชิงหาวหวอดใหญ่
ตระกูลใหญ่อันดับหนึ่งแค่ได้ยินชื่อก็น่าปวดหัวแล้ว คนเยอะเรื่องแยะ การเข้าไปรักษาคนระดับนั้นดีไม่ดีอาจจะซวยเข้าไปพัวพันกับศึกชิงมรดก แล้วเธอจะหาเรื่องใส่ตัวทำไม
ที่กลับมาคราวนี้ภารกิจหลักคือตามหาลูกชาย เธอไม่อยากให้มีเรื่องอื่นมาแทรกซ้อน
เมื่อเดินมาใกล้ทางออก เธอเหลือบไปเห็นร่างคุ้นตายืนเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงจุดนัดพบ จึงตอบตัดบทไปว่า
“หล่อแค่ไหนฉันก็ไม่อยากยุ่ง แค่นี้นะ”
เธอยัดมือถือลงกระเป๋าเสื้อ ลูบหน้าลูกสาวเบาๆ แววตาเย็นชาลงหลายส่วน
ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอ 'โจทย์เก่า' เร็วขนาดนี้
ที่ทางออกผู้โดยสารขาเข้า ชายหนุ่มในชุดสูทหรูยืนทำหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ตรงนั้น หน้าตาจัดว่าพอดูได้ ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นกว่าห้าปีก่อนนิดหน่อย เขาคือคู่หมั้นเฮงซวยของเธอ... กู้อันซวิน
เขากำลังยืนถอป้ายชื่อด้วยท่าทางหงุดหงิดสุดขีด ปากก็บ่นพึมพำไม่หยุด
“เมื่อไหร่นังอ้วนสมควรตายนั่นจะโผล่หัวออกมาสักทีวะ”
พ่อบ้านคนสนิทที่ยืนอยู่ด้านหลังรีบกระซิบเตือน
“คุณชายกู้ใจเย็นๆ ก่อนครับ นายท่านกำชับหนักแน่นว่าถึงจะถอนหมั้นก็ต้องไว้หน้ากันบ้าง อย่าให้เรื่องมันฉาวโฉ่จนดูน่าเกลียด”
กู้อันซวินขมวดคิ้วจนเป็นปม
“จะให้ใจเย็นได้ยังไง แค่คิดก็ขยะแขยงแล้ว เมื่อก่อนก็อ้วนเป็นตุ่มน้ำ ยิ่งมีลูกคงสภาพดูไม่จืดกว่าเดิมแน่ๆ แล้วยัยนั่นคงไม่ยอมถอนหมั้นง่ายๆ หรอก ซวยชะมัดที่ต้องมาพัวพันกับผู้หญิงเกรดต่ำแบบนี้”
คำพูดร้ายกาจเหล่านั้นลอยเข้าหูซูหนานชิงเต็มสองหู แต่สีหน้าเธอไม่มีความรู้สึกใดๆ ปรากฏให้เห็น
ห้าปีมานี้เธอเป็นคนขอถอนหมั้นแทบจะกราบกราน แต่ทั้งพ่อเธอและตระกูลกู้นั่นแหละที่ดึงเกมไม่ยอมเลิกรา ถามจริง ใครกันแน่ที่ตอแยไม่เลิก
เธอคร้านจะเสวนากับผู้ชายพรรค์นี้ กะว่าจะพาซูเสี่ยวถั่วเดินเชิดใส่ไปเลย
พอกู้อันซวินบ่นจนหนำใจ เขาหันกลับมามองทางเดินแล้วก็ต้องตลึงตาค้าง
หญิงสาวที่เดินนำหน้ากลุ่มผู้โดยสารออกมามีออร่าความสวยกระแทกตาจนต้องเหลียวหลัง รูปร่างหน้าตาสวยเฉี่ยวเปรี้ยวจี๊ดชนิดที่ว่าดาราบางคนยังต้องชิดซ้าย วินาทีที่เธอเดินผ่าน บรรยากาศในสนามบินดูสดใสขึ้นมาทันตาเห็น
เมื่อเห็นสาวสวยเดินตรงเข้ามา กู้อันซวินรีบยืดอกจัดสูทเก๊กหล่อทันที เขางัดรอยยิ้มกระชากใจสาวออกมาพร้อมเอ่ยทักทายอย่างมั่นหน้า
“คนสวยครับ ขอทราบชื่อหน่อยได้ไหมครับ”
ท่าทางกระดี๊กระด๊าเหมือนนกยูงรำแพนหางของเขาทำเอาซูหนานชิงแทบหลุดขำ
เธอหยุดเดิน ปรายตามองเขาด้วยสายตาที่เย็นยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจ
“ซู...หนาน...ชิง”
[จบบท]