บทที่ 12: กฎของโรงแรมคือห้ามมั่วสุม
ท่ามกลางเสียงเพลงและแสงสลัว ซูอันอิ่งทำได้เพียงยืนเบิกตากว้าง มองดูกู้อันซวินชายหนุ่มที่เธอหมายปองเดินเฉียดผ่านตัวเธอไปอย่างไม่ไยดี ชายหนุ่มไม่ได้สนใจเธอแม้แต่น้อย ท้ายที่สุดเขาก็ไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของซูหนานชิง
กู้อันซวินค้อมตัวลงเล็กน้อย ท่าทางสง่างาม เขาเลื่อนส่งดอกกุหลาบช่อโตในมือไปให้อีกฝ่ายอย่างสุภาพบุรุษ ก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยรอยยิ้ม
“คุณอันครับ ไม่ทราบว่าผมพอจะมีเกียรติได้ทำความรู้จักและเป็นเพื่อนกับคุณไหมครับ”
บรรยากาศรอบด้านตกลงสู่ความเงียบสงบ
ทางด้านซูอันอิ่งก็เบิกตาโตด้วยความตกตะลึง เธอมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความรู้สึกไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
เป็นเพราะแสงไฟภายในบาร์ค่อนข้างมืดสลัว เหตุผลนี้จึงทำให้เธอรู้สึกราวกับตนเองกำลังฝันไป พี่อันซวินเดินไปหาและขอทำความรู้จักกับยัยอ้วนตั๊บนั่นได้อย่างไร
ฝั่งซูหนานชิงเองก็คาดไม่ถึงเช่นเดียวกันว่าจะเกิดเหตุการณ์ราวกับละครตลกขบขันแบบนี้ เธอและกู้อันซวินเพิ่งจะเคยพบหน้ากันเพียงแค่สองครั้งเท่านั้น เขากลับทอดทิ้งว่าที่คู่หมั้นของตัวเอง แล้วมาเสนอตัวขอความรักจากเธอเสียอย่างนั้น
พอได้เห็นใบหน้าประหลาดใจและโกรธเคืองจนบิดเบี้ยวของซูอันอิ่ง อารมณ์ขุ่นมัวที่ซูหนานชิงเพิ่งถูกอีกฝ่ายยั่วโมโหก็สงบลงเล็กน้อย เธอรู้สึกสนุกขึ้นมาจึงยกมุมปากขึ้น เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา
รอยยิ้มของเธองดงามราวกับดอกบัวหิมะบนภูเขาน้ำแข็งเบ่งบาน เปล่งประกายดึงดูดสายตาของกู้อันซวินจนเขาต้องมองค้าง
ชายหนุ่มยังอยากจะเอ่ยสานสัมพันธ์ต่อ ซูอันอิ่งก็ทนดูต่อไปไม่ไหวจนส่งเสียงกรีดร้องออกมา
“พี่อันซวินคะ”
พอได้ยินเสียงนี้ กู้อันซวินถึงเพิ่งสังเกตเห็นซูอันอิ่งซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล เขาขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความแปลกใจ
“เธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
เมื่อครู่ซูอันอิ่งยังคงจินตนาการหลอกตัวเอง เป็นเพราะแสงไฟมืดเกินไปใช่หรือไม่ พี่อันซวินจึงมองผิดคน ประโยคคำถามย้อนกลับนี้เหมือนฝ่ามือที่ตบหน้าเธอ บดขยี้ความหวังสุดท้ายของเธอจนพังทลาย
ด้วยความอับอายและโกรธแค้น เธอจึงจ้องมองซูหนานชิง
“นังผู้หญิงชั้นต่ำ หน้าไม่อาย”
พอส่งเสียงด่าทอจบ เธอก็เงื้อมือขึ้นเตรียมจะพุ่งเข้าไปตบตีซูหนานชิงเพื่อระบายโทสะ
กู้อันซวินรีบก้าวเข้ามาขวางเธอเอาไว้ สีหน้าของเขาดำคล้ำลงด้วยความไม่พอใจ
“ซูอันอิ่ง เธอทำบ้าอะไร อย่ามาส่งเสียงโวยวายเหมือนผู้หญิงไร้การศึกษาแถวนี้ได้ไหม”
ดวงตาของซูอันอิ่งแดงก่ำด้วยความโกรธปรี๊ด
“พี่ปกป้องเธอหรือคะ พี่รู้หรือไม่คะว่าเธอเป็นใคร”
กู้อันซวินพูดแทรกขึ้นมาเสียงแข็ง
“เธอพอได้แล้ว ซูอันอิ่ง เธอหัดดูสภาพของตัวเองตอนนี้สิ เธอช่วยเรียนรู้จากคุณอันหน่อยได้ไหม เรื่องบุคลิกและมารยาทของกุลสตรีผู้ดีเขาทำตัวกันอย่างไร”
ซูอันอิ่งมึนงงไปหมด
“พี่ พี่เรียกเธอว่าอะไรนะคะ พี่ไม่รู้หรือคะว่าเธอคือใคร”
กู้อันซวินชะงักไปเพราะคำถามนี้
“ก็คุณอันไงครับ”
เขาหันศีรษะกลับไป ก็มองเห็นซูหนานชิงนั่งอยู่บนโซฟาด้วยท่าทีสบายใจ เธอยกมุมปากขึ้น ส่งเสียงตอบกลับอย่างเกียจคร้าน
“อันเย่คือชื่อภาษาอังกฤษของฉันค่ะ ส่วนอีกชื่อหนึ่งของฉันก็คือ ซู หนาน ชิง”
บรรยากาศรอบด้านไร้ซึ่งเสียงพูดคุย
พื้นที่ทั่วทั้งบาร์เงียบสงบไปชั่วขณะ ทุกคนล้วนมึนงงกับสถานการณ์พลิกผันรูปแบบนี้
ทางด้านกู้อันซวินก็ยิ่งจ้องมองเธอด้วยความรู้สึกไม่อยากเชื่อสายตา
“เธอ เธอ”
เขาตกใจมากเกินไป เอาแต่ชี้หน้าพูดคำว่าเธออยู่นานสองนาน ก็ไม่สามารถหาเสียงพูดประโยคอื่นออกมาได้
ซูอันอิ่งกลับดึงสติกลับมาได้ก่อน
“พี่อันซวินคะ พี่ถูกเธอหลอกแล้วค่ะ พวกเราทุกคนล้วนถูกเธอหลอก เธอจงใจทำแบบนี้ ก็เพื่อแก้แค้นพวกเรา รอคอยดูเรื่องตลกของพวกเราค่ะ”
ฉากขอแต่งงานแสนโรแมนติกของเธอ ถูกยัยอ้วนตั๊บคนนี้ทำลายจนพังพินาศ เธอเกลียดชังซูหนานชิงเข้ากระดูกดำ
ซูอันอิ่งหันไปตะโกนสั่งกลุ่มคนรอบข้าง
“พวกนายยังจะยืนบื้ออยู่ทำไม เข้าไปตบตีเธอให้ฉันสิ ตีผู้หญิงคนนี้ให้ตายไปเลย”
ภายในบาร์ล้วนเต็มไปด้วยกลุ่มเพื่อนของกู้อันซวินและซูอันอิ่ง พอได้ยินคำสั่งนี้ ทุกคนก็พากันขยับตัวเดินเข้าไปล้อมรอบซูหนานชิงเอาไว้
เมื่อมองเห็นคนจำนวนมากพากันมารนหาที่ตาย ซูหนานชิงก็ขยับข้อมือเล็กน้อยเพื่ออบอุ่นร่างกาย เตรียมพร้อมสั่งสอนคนพวกนี้
ช่วงเวลานี้ บริเวณทางเข้าห้องโถงของโรงแรม
ฮั่วจวินเย่าเดินเข้ามาด้านใน เขากำลังเตรียมตัวเดินไปยังบริเวณโถงลิฟต์ พลันได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากภายในบาร์
เขามองทะลุกำแพงกระจกเข้าไป เพียงแค่ปรายตามองก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งกำลังนั่งอยู่บนโซฟา สีหน้าห่างเหินของเธอในยามปกติเพิ่มความเย็นชาขึ้นมาหลายส่วน
ส่วนกลุ่มคนรอบข้างพวกนั้น แต่ละคนล้วนมีสีหน้ามุ่งร้าย ดูจากสถานการณ์แล้วผู้หญิงคนนี้กำลังจะถูกรุมทำร้ายร่างกาย
เมื่อมองเห็นคนกลุ่มนั้นกำลังจะลงมือ ฮั่วจวินเย่าก็หมุนฝีเท้า เปลี่ยนทิศทางเดินเข้าไปภายในบาร์
“หยุดเดี๋ยวนี้”
เสียงตวาดทุ้มต่ำดุดัน ทำให้การเคลื่อนไหวเตรียมพร้อมจู่โจมของซูหนานชิงหยุดชะงัก หลังจากนั้นเธอก็มองเห็นกลุ่มบอดี้การ์ดซึ่งผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีพากันกรูเข้ามาด้านใน ใช้เวลาเพียงไม่นาน ก็ปิดล้อมพื้นที่บาร์เอาไว้ทั้งหมด
ผู้ชายท่าทางสูงส่งตรงบริเวณประตู สวมใส่ชุดสูทสั่งตัดแบบทำมือสุดหรูหรา ไฝรองน้ำตาตรงหางตาแผ่ซ่านความเย็นชา สายตาเย็นเยียบกวาดมองอย่างเรียบเฉย ก่อนจะส่งเสียงเชื่องช้า
“โหลวตีอี สั่งห้ามมั่วสุมทะเลาะวิวาท”
ทุกคนต่างพากันเงียบกริบ
ความสนใจอยากออกกำลังกายลงไม้ลงมือของซูหนานชิงที่เพิ่งถูกจุดประกาย มลายหายไปเกลี้ยง
จิ๊ ผู้ชายคนนี้กฎเกณฑ์เยอะจริงเชียว ส่งผลกระทบต่อการแสดงฝีมือของเธอหมด
กลุ่มคนที่เหลือล้วนหยุดการเคลื่อนไหว ถูกข่มขวัญด้วยบรรยากาศกดดันรูปแบบนี้ กู้อันซวินซึ่งเป็นคนจัดงานเลี้ยงฝืนใจเปิดปากเอ่ยถาม
“ไม่ทราบว่าคุณคือใครครับ”
โจวหลางซึ่งเดินตามหลังฮั่วจวินเย่าอย่างใกล้ชิดเป็นคนตอบคำถาม
“นี่คือประธานฮั่วครับ”
ประธานฮั่วแห่งโหลวตีอี ฮั่วจวินเย่าหรือ ผู้ชายซึ่งยืนอยู่บนจุดสูงสุดของยอดพีระมิดคนนั้นน่ะหรือ
ได้ยินมาว่าเขาเดินทางมาทำงานที่เมืองหยาง คนในครอบครัวต่างพากันกำชับแล้วกำชับอีก ว่าห้ามไปล่วงเกินเขาเด็ดขาด
สีหน้าของทุกคนพากันเปลี่ยนไปอย่างรุนแรงด้วยความหวาดกลัว
โจวหลางไม่เข้าใจทำไมเจ้านายของตัวเองถึงยื่นมือเข้ามาจัดการเรื่องของคนอื่น แต่ในเมื่อเขาตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมาแล้ว เช่นนั้นก็ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
เขากระแอมไอเล็กน้อย เชิดคางขึ้นสูงเพื่อออกคำสั่ง
“พวกนายกล้าทะเลาะวิวาทในโหลวตีอี ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วใช่ไหม รีบไสหัวออกไปซะ”
กลุ่มคนแต่ละคนพากันวิ่งออกไปด้านนอกราวกับกำลังหนีตาย
เมื่อมองดูซูอันอิ่งเตรียมตัวเดินเนียนตามกลุ่มคนจากไป ดวงตากลมโตของซูหนานชิงปรากฏแววตาดุดันพาดผ่าน เธอเอื้อมมือไปคว้าท่อนแขนของซูอันอิ่งเอาไว้แน่น
“ซูอันอิ่ง เธอเหมือนจะยังมีเรื่องที่ไม่ได้พูดออกมานะ”
ซูอันอิ่งตกใจกลัวจนทำอะไรไม่ถูก เธอมองฮั่วจวินเย่าด้วยความหวาดผวา เพียงแค่อยากจะหนีจากไปอย่างรวดเร็ว เธอกดเสียงต่ำข่มขู่
“เธอเป็นบ้าอะไร ปล่อยมือเดี๋ยวนี้”
“อ้อ”
ซูหนานชิงยอมปล่อยมืออย่างว่าง่าย
ซูอันอิ่งถอนหายใจด้วยความโล่งอก ตอนที่เธอหันศีรษะเตรียมตัวจะเดินหนี พละกำลังมหาศาลจากด้านหลังก็พุ่งเข้ามาโจมตี เตะร่างทั้งร่างของเธอลอยกระเด็นออกไปโดยตรง
เสียงดังปังกระแทกเข้ากับใบหู
ซูอันอิ่งชนเข้ากับโต๊ะด้านหน้า ล้มกลิ้งลงไปคลุกฝุ่นบนพื้น อวัยวะภายในร่างกายบาดเจ็บจนปวดร้าว
หลังจากซูหนานชิงเตะคนจนลอยกระเด็น ก็เดินเข้าไปคว้าเส้นผมของอีกฝ่ายเอาไว้แน่น น้ำเสียงเจือความบ้าคลั่ง
“ตอนนี้นึกออกแล้วใช่ไหม ว่าต้องการจะบอกอะไรกับฉัน”
ซูอันอิ่งเบิกตาโต เธอขอบตาแดงก่ำ ส่งเสียงร้องตะโกนฟ้องร้อง
“คุณฮั่วคะ เธอลงมือทำร้ายฉันแล้วค่ะ”
ฮั่วจวินเย่าขมวดคิ้ว พละกำลังจากลูกเตะของผู้หญิงคนนี้เมื่อครู่รุนแรงเกินความคาดหมายไปมาก เธอคล้ายกับจะมีฝีมือการต่อสู้ยอดเยี่ยม กลายเป็นแสดงให้เห็นว่าเขาชอบยื่นมือเข้าไปสอดเรื่องของคนอื่นเสียเอง
เขาไม่ได้ส่งเสียงตอบรับ โจวหลางก็เอ่ยตำหนิแทนเจ้านาย
“คุณซูครับ โหลวตีอีสั่งห้ามมั่วสุมทะเลาะวิวาท คุณไม่เห็นประธานฮั่วอยู่ในสายตาหรือครับ”
ซูหนานชิงช้อนตากลมโตขึ้น เพียงแค่มองดูใบหน้านั้น ช่างดูว่าง่ายและรู้ความ เธอกดเสียงต่ำตอบกลับ
“ฉันอยู่คนเดียว ไม่ได้มั่วสุมค่ะ”
โจวหลางไร้คำพูดตอบกลับไปชั่วขณะ
พอลองคิดดูอย่างละเอียด คำพูดประโยคนี้ก็สมเหตุสมผลและไม่มีจุดบกพร่อง
ซูอันอิ่งมึนงงไปหมด สติหลุดลอย
“ช่วยด้วยค่ะ ใครก็ได้ช่วยฉันที”
เมื่อเห็นว่ามีคนทำท่าอยากจะเดินเข้ามาช่วย สายตาเย็นชาของซูหนานชิงก็กวาดมองออกไป ส่งเสียงสอบถามเรียบๆ
“นายอยากจะมั่วสุมหรือ”
คนคนนั้นหวาดกลัวจนหยุดฝีเท้า ไม่กล้าขยับตัว
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครกล้าเสนอหน้าเดินเข้ามาอีก เธอจึงหลุบตามองซูอันอิ่งซึ่งถูกตัวเองกดทับอยู่ใต้ร่าง
เดิมทีเห็นแก่ความเป็นพี่น้อง เธอเพียงแค่อยากรู้เบาะแสของลูก ไม่ได้วางแผนจะสร้างเรื่องราวย่ำแย่ขนาดนี้ แต่การฉีดฮอร์โมนให้เธอตั้งแต่อายุห้าขวบ ความแค้นฝังลึกครั้งนี้ทำให้เธอหมดความเห็นใจและหมดความเกรงใจ
เสียงตบหน้าดังก้อง
เธอตบหน้าซูอันอิ่งอย่างแรงไปหนึ่งฉาด มองดูพวงแก้มของอีกฝ่ายปูดบวมขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ถึงค่อยส่งเสียงถามต่อเชื่องช้า
“ถ้ายังไม่ยอมพูด เชื่อหรือไม่ว่าฉันจะตบเธอให้หน้าบวมเป็นหัวหมู”
ร่างกายของซูอันอิ่งสั่นสะท้าน อดทนแบกรับความหวาดกลัวต่อไปไม่ไหวจนส่งเสียงร้องไห้โฮออกมา
“ฉันพูดแล้ว ฉันยอมพูดแล้ว เด็กคนนั้นอยู่ที่”
[จบบท]