บทที่ 6: หญิงสาวปริศนา
บรรยากาศภายในโถงล็อบบี้ของโรงแรมโหลวตีอีเต็มไปด้วยความหรูหราอลังการ การตกแต่งทุกมุมสะท้อนให้เห็นถึงรสนิยมระดับสูง แสงไฟสีนวลตกกระทบลงบนพื้นหินอ่อนที่ถูกขัดจนเงาวับ สะอาดสะอ้านเสียจนสามารถมองเห็นเงาสะท้อนของผู้คนที่เดินผ่านไปมาได้อย่างชัดเจน
กู้อันซวินนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาบุนวมตัวใหญ่ สายตาของเขาจดจ่ออยู่ตรงบริเวณโถงลิฟต์อย่างไม่วางตา
ระบบรักษาความปลอดภัยและการดูแลลูกค้าระดับวีไอพีของตระกูลฮั่วนั้นขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวดเป็นอย่างมาก พนักงานต้อนรับปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลส่วนตัวของแขกที่เข้าพักอย่างเด็ดขาด เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อมานั่งเฝ้ารอเป้าหมายด้วยตัวเอง
ทว่าความพยายามของเขาก็ไม่สูญเปล่า ในที่สุดการรอคอยก็สิ้นสุดลง
ทันทีที่เรือนร่างระหงของหญิงสาวปรากฏตัวขึ้นจากโถงลิฟต์ ท่วงท่าการเดินของเธอดูผ่อนคลายและไม่เร่งรีบ กู้อันซวินก็รีบดีดตัวลุกขึ้นยืน เขาหยิบช่อดอกยิปโซสีขาวบริสุทธิ์ที่เตรียมมาเดินตรงเข้าไปขวางทางเธอเอาไว้ พร้อมกับปั้นรอยยิ้มที่เขาคิดว่าหล่อเหลาและมีเสน่ห์มากที่สุด
“คนสวย บังเอิญจังเลยนะครับ นึกไม่ถึงเลยว่าพวกเราจะได้เจอกันอีกแล้ว”
ซูหนานชิงหยุดเดิน เธอจ้องมองใบหน้าของผู้ชายตรงหน้าเงียบๆ
เธอจำได้ว่าการหมั้นหมายระหว่างเธอกับเขาถูกยกเลิกไปเรียบร้อยแล้ว ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงยังหน้าด้านมาปรากฏตัวให้เธอเห็นครั้งแล้วครั้งเล่า
กู้อันซวินไม่ได้ดูออกเลยว่าหญิงสาวตรงหน้ากำลังรู้สึกรำคาญใจ เขายังคงรักษารอยยิ้มกว้างเอาไว้บนใบหน้า
“พวกเรามีวาสนาต่อกันขนาดนี้ อย่างน้อยคุณก็ควรจะบอกชื่อของคุณให้ผมรู้ได้แล้วกระมังครับ”
ซูหนานชิงหรี่ตาลงเล็กน้อยเพื่อประเมินสถานการณ์
ในตอนแรกเธอรู้สึกขี้เกียจที่จะเสวนาด้วย แต่พอนึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ในตอนที่เธอให้กำเนิดลูกเมื่อห้าปีก่อน ผู้ชายคนนี้ก็เป็นหนึ่งในคนที่อยู่ในห้องคลอดวันนั้นด้วย หากเธอลองพูดคุยด้วยสักหน่อย บางทีอาจจะสามารถหลอกล่อเอาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ออกมาได้
เธอเปิดริมฝีปากตอบกลับไปเรียบๆ
“ฉันชื่ออันเย่”
เธอเลือกใช้นามแฝงโดยดึงเอาตัวอักษรแซ่จากฝั่งมารดามาใช้
ดวงตาของกู้อันซวินเป็นประกายขึ้นมาทันที
“คุณหนูอันพอจะมีเวลาว่างไหมครับ การที่พวกเราได้กลับมาพบกันอีกครั้งถือเป็นวาสนาจริงๆ สู้พวกเราไปนั่งคุยกันต่อที่ร้านกาแฟด้านข้างโรงแรมนี้ดีไหมครับ”
ซูหนานชิงพยักหน้าตอบตกลงไปแบบแกนๆ
กู้อันซวินรีบอาสาเดินนำทางไปอย่างกระตือรือร้น
“คุณหนูอัน เชิญทางนี้เลยครับ อ้าว แล้วน้องสาวของคุณล่ะครับ”
ซูหนานชิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ
“น้องสาวงั้นเหรอ”
“ใช่ครับ ก็เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่เดินออกมาจากสนามบินพร้อมกับคุณเมื่อวานนี้ไงครับ คุณหนูอันดูหน้าตายังอ่อนเยาว์อายุเพิ่งจะยี่สิบต้นๆ คงไม่มีทางที่จะมีลูกสาวโตขนาดนั้นได้หรอกกระมังครับ”
กู้อันซวินหัวเราะเบาๆ เขาพยายามพูดหยอกล้อเพื่อสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเอง
ซูหนานชิงขี้เกียจเกินกว่าจะอธิบายความจริงให้เขาฟัง เธอจึงตอบกลับไปสั้นๆ
“แกพักอยู่ชั้นบนค่ะ”
“อ้อ ไม่ได้ลงมาด้วยก็ดีเลยครับ จะได้ไม่มีใครมารบกวนเวลาของพวกเรา ร้านกาแฟที่ผมกำลังจะพาไปมีขนมหวานและของว่างอร่อยๆ หลายอย่างเลยนะครับ เดี๋ยวพอพวกเราคุยกันเสร็จ คุณสามารถสั่งห่อกลับไปฝากน้องสาวของคุณได้นะครับ”
หลักการง่ายๆ ในการตามจีบผู้หญิงก็คือการเอาอกเอาใจคนรอบข้างของเป้าหมายให้ครบทุกคน
กู้อันซวินมั่นใจในประสบการณ์และเทคนิคการจีบสาวของตัวเองเป็นอย่างมาก
ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง ไม่ไกลออกไปนัก ฮั่วจวินเย่าที่เพิ่งเสร็จสิ้นจากการตรวจเช็คความเรียบร้อยของโรงแรมกำลังยืนจ้องมองแผ่นหลังของคนทั้งสองเดินเคียงคู่กันไปด้วยสายตาเย็นเยียบ
โจวหลางผู้ช่วยพิเศษที่ยืนอยู่ด้านหลังทนไม่ไหวจนต้องเบ้ปากออกมา
“ท่านประธานฮั่วครับ ผู้หญิงคนนี้ชักจะทำตัวเกินไปแล้วนะครับ ตอนแรกตั้งใจเข้าหาคุณชายน้อยเพื่อหวังจะประจบเอาใจท่านก็แล้วไปเถอะ แต่นี่เธอกำลังกล้าทำตัวเหยียบเรือสองแคมอยู่ชัดๆ แถมพฤติกรรมตอนที่เธอหลอกลวงคนอื่น เธอยังถึงขั้นกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นพี่สาวของลูกสาวตัวเองอีกนะครับ ทีตอนที่มาหลอกลวงท่าน ผมยังไม่เห็นเธอลงทุนตั้งใจสร้างเรื่องขนาดนี้เลยนะครับ”
เหล่าบอดี้การ์ดชุดดำที่ยืนคุ้มกันอยู่ด้านหลังต่างพากันทำหน้างุนงง เรื่องพรรค์นี้มันเอามาเปรียบเทียบกันได้ด้วยหรือ
สีหน้าของฮั่วจวินเย่ามืดครึ้มลงอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาเรียวยาวที่แฝงไปด้วยอำนาจตวัดมองไปข้างหน้า บรรยากาศรอบตัวของเขาแผ่ซ่านความกดดันออกมาจนพนักงานบริเวณโถงล็อบบี้รู้สึกหนาวสั่น
เขาเอ่ยปากสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“ไปตรวจสอบประวัติของเธอมาให้หมด”
“รับทราบครับผม”
เมื่อเดินเข้ามาถึงภายในร้านกาแฟ ซูหนานชิงเลือกที่นั่งมุมสงบติดริมหน้าต่าง เธอใช้เทคนิคการสนทนาเพียงไม่กี่ประโยคก็สามารถชักนำให้กู้อันซวินวกกลับมาพูดถึงหัวข้อเรื่องการหมั้นหมายของเขาได้สำเร็จ
กู้อันซวินรีบร้อนอธิบายแก้ตัว น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและรังเกียจ
“คุณหนูอัน คุณอย่าเพิ่งมองว่าผมเป็นผู้ชายเลวทรามอะไรเลยนะครับ คุณไม่รู้ความจริงหรอกว่ายัยอ้วนตายนั่นหน้าตาอัปลักษณ์น่าเกลียดแค่ไหน ไขมันบนหน้าเบียดกันจนดวงตาเหลือแค่ขีดเส้นเดียว เวลาที่หล่อนเดินไปตามถนนก็ทำเอาพื้นดินสะเทือนไปหมด แถมคนตระกูลนั้นยังพยายามหาข้ออ้างมาแก้ตัวบอกว่าที่หล่อนอ้วนเป็นเพราะผลข้างเคียงจากการฉีดฮอร์โมนรักษาโรค เหอะ พูดเข้าข้างตัวเองราวกับว่าถ้าหล่อนผอมลงมาแล้วจะกลายเป็นคนสวยอย่างนั้นแหละครับ ยิ่งไปกว่านั้นสมองของหล่อนก็ยังมีปัญหาอีกต่างหาก ออกจากโรงเรียนมาเก็บตัวอยู่บ้านตั้งแต่เรียนประถมสาม วันๆ เอาแต่อุดอู้หมกตัวอยู่แต่ในห้องนอน โดนคนอื่นในบ้านทุบตีหรือด่าทอก็ไม่เคยร้องไห้โวยวาย ยิ่งไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องการลุกขึ้นมาตอบโต้กลับเลยครับ การที่ผมถูกผู้ใหญ่บังคับให้ต้องมาแต่งงานกับผู้หญิงอ้วนที่ไม่มีการศึกษา เขียนหนังสือยังไม่เป็น แถมยังดูโง่เง่าเต่าตุ่นแบบนั้น ตัวผมเองก็รู้สึกน้อยใจและอึดอัดมากเหมือนกันนะครับ”
ซูหนานชิงใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง เธอฟังเรื่องราวเหล่านั้นจนเริ่มรู้สึกง่วงนอน
เธอรับรู้และเข้าใจมาตั้งแต่เด็กแล้วว่า การเติบโตมาในครอบครัวที่เต็มไปด้วยความลำเอียงแบบนั้น การร้องไห้โวยวายเรียกร้องความสนใจไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย
ส่วนเหตุผลที่เธอโดนทุบตีแล้วไม่ลุกขึ้นตอบโต้กลับ เป็นเพราะเธอจดจำคำสั่งเสียของมารดาเอาไว้ในใจเสมอ มารดากำชับให้เธอทำตัวกลมกลืนเป็นคนธรรมดาทั่วไป ก่อนที่เธอจะบรรลุนิติภาวะไม่อนุญาตให้เธอเปิดเผยความฉลาดเฉลียวออกมาให้ใครเห็น มารดาบอกว่าการแกล้งโง่คือหนทางเดียวที่จะสามารถปกป้องชีวิตของเธอเอาไว้ได้
“ผมรู้สึกขยะแขยงการกระทำของคนในตระกูลซูอย่างถึงที่สุด ถ้าไม่ใช่เพราะผมต้องการฮุบบริษัทแห่งนั้นมาเป็นของตัวเอง ตอนนี้ผมก็คงไม่มาแสร้งทำตัวสนิทสนมกับซูอันอิ่งหรอกครับ”
กู้อันซวินตระหนักได้ว่าตัวเองเผลอหลุดปากพูดเรื่องความลับทางการค้าออกไป เขารีบเปลี่ยนเรื่องสนทนากลบเกลื่อน
“เฮ้อ พวกเราพูดเรื่องน่าเบื่อพวกนี้ไปทำไมกัน คุณหนูอันครับ ไม่ทราบว่าคุณเดินทางมาจากเมืองไหนเหรอครับ”
ซูหนานชิงสุ่มแต่งชื่อเมืองขึ้นมาตอบส่งๆ
“เมืองจิงตูค่ะ”
ตระกูลอันแห่งเมืองจิงตูอย่างนั้นเหรอ
กู้อันซวินกลืนน้ำลายลงคอด้วยความตื่นเต้น นั่นคือตระกูลมหาเศรษฐีที่ยิ่งใหญ่และมีอิทธิพลมากพอที่จะนำมาเทียบเคียงกับตระกูลฮั่วได้เลยทีเดียว
ท่าทีของกู้อันซวินยิ่งดูเอาอกเอาใจและประจบประแจงมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
“นึกไม่ถึงเลยนะครับว่าคุณหนูอันจะมาจากตระกูลเศรษฐีผู้ดีเก่า มิน่าล่ะบุคลิกท่าทางของคุณถึงได้ดูโดดเด่นและเต็มไปด้วยความสูงส่งขนาดนี้”
ซูหนานชิงไม่สนใจว่าเขาจะจินตนาการปรุงแต่งเรื่องราวไปไกลแค่ไหน เธอเดินหน้าสานต่อแผนการหลอกถามข้อมูลของตัวเองต่อไป
เธอแสร้งทำท่าทีผ่อนคลายเหมือนกำลังชวนคุยเรื่องสัพเพเหระ นิ้วมือเรียวยาวที่กำลังจับหูถ้วยกาแฟแอบออกแรงบีบแน่นขึ้นเล็กน้อย
“ฉันได้ยินข่าวลือมาว่าเมื่อห้าปีก่อน คู่หมั้นของคุณคลอดเด็กทารกออกมาคนหนึ่งแล้วเด็กก็ถูกนำไปทิ้ง ฉันค่อนข้างอยากรู้จริงๆ ค่ะว่าเด็กคนนั้นถูกนำไปทิ้งเอาไว้ที่ไหนเหรอคะ”
กู้อันซวินรีบส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน
“คุณหนูอัน นั่นเป็นเพียงข่าวลือมั่วๆ ครับ เด็กคนนั้นถูกยัยอ้วนตายพาหนีไปอยู่ต่างประเทศแล้วต่างหากครับ”
ข่าวลือที่ทางตระกูลซูจงใจปล่อยออกไปสู่ภายนอกคือ ซูหนานชิงคลอดเด็กผู้หญิงออกมาเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น
ท้ายที่สุดแล้วเรื่องการนำเด็กทารกสายเลือดของตัวเองที่เพิ่งเกิดไปทิ้งขว้าง หากเรื่องพรรค์นี้แพร่งพรายออกไปสู่สาธารณชน ย่อมต้องถูกผู้คนในสังคมรุมก่นด่าประณามอย่างแน่นอน
ซูหนานชิงหัวเราะในลำคอเบาๆ
“ฉันก็แค่ถามเพราะความอยากรู้อยากเห็นเท่านั้นแหละค่ะ ถ้าคุณไม่อยากบอกความจริงก็ช่างมันเถอะ”
เธอวางถ้วยกาแฟกระแทกลงบนโต๊ะเสียงดังพร้อมกับทำท่าจะลุกเดินหนีจากไป เธอสวมบทบาทคุณหนูใหญ่ผู้เอาแต่ใจและอารมณ์ร้อนได้อย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
กู้อันซวินแสดงอาการร้อนรนขึ้นมาทันที เขารีบยื่นมือออกไปหมายจะคว้าแขนของเธอเอาไว้
“คุณหนูอัน ผมไม่ได้หมายความแบบนั้นนะครับ คุณอย่าเพิ่งโกรธผมสิครับ”
ซูหนานชิงเบี่ยงตัวหลบหลีกการสัมผัสของเขาได้อย่างแนบเนียน ดวงตากลมโตตวัดมองด้วยสายตาขุ่นเคือง
“ตกลงคุณจะบอกหรือไม่บอกคะ”
กู้อันซวินไม่ได้ระแวงสงสัยอะไร ท้ายที่สุดแล้วเรื่องราวความลับและเรื่องอื้อฉาวของครอบครัวเศรษฐีก็มักจะเป็นหัวข้อสนทนาหลังมื้ออาหารของใครหลายคน มันก็ไม่ต่างอะไรกับเรื่องซุบซิบของพวกดาราคนดัง ย่อมมีผู้คนมากมายให้ความสนใจอยากรู้อยากเห็นเป็นเรื่องปกติ
เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงจนใจ
“เรื่องราวรายละเอียดในตอนนั้นคุณลุงซูฮงรุ่ยเป็นคนจัดการด้วยตัวเองทั้งหมด ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลยจริงๆ ครับ”
เมื่อประเมินจากสีหน้าและแววตาแล้ว เห็นได้ชัดว่ากู้อันซวินไม่ได้กำลังโกหก ซูหนานชิงก็หมดความสนใจในตัวเขาทันที
เสียเวลานอนพักผ่อนของเธอจริงๆ
เธอลุกขึ้นยืนเต็มตัวแล้วเดินตรงออกไปทางประตูร้านกาแฟโดยไม่หันกลับมามองเขาอีก
กู้อันซวินชะงักค้างไปเล็กน้อย เขารีบวิ่งตามหลังเธอออกมา
“คุณหนูอัน ที่ผมพูดออกไปคือความจริงทุกอย่างเลยนะครับ คุณมีธุระต้องรีบไปทำต่อเหรอครับ ถ้าอย่างนั้นคุณสะดวกให้ผมเพิ่มเพื่อนในโปรแกรมสนทนาเอาไว้ไหมครับ วันหลังพวกเราจะได้ติดต่อพูดคุยกันได้ง่ายๆ”
“ไม่สะดวกค่ะ”
ซูหนานชิงทิ้งคำพูดปฏิเสธเอาไว้สั้นๆ เธอผลักประตูร้านเดินออกไปโบกเรียกให้รถแท็กซี่จอดรับแล้วนั่งจากไป
ทิ้งให้กู้อันซวินยืนเคว้งคว้างอยู่กับที่ด้วยความงุนงง ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีเข้มคล้ำ
เด็กสาวที่เติบโตมาจากครอบครัวเศรษฐีระดับท็อปล้วนมีอารมณ์แปรปรวนและเอาใจยากแบบนี้กันทุกคนเลยหรือ
การจะจีบให้ติดมันช่างยากเย็นเกินไปแล้ว
ตลอดทั้งวัน ซูหนานชิงตระเวนจ้างนักสืบเอกชนฝีมือดีในเมืองหยางหลายคนให้ช่วยตามหาเบาะแส เธอรอจนกระทั่งถึงช่วงค่ำจึงได้ลากเอาร่างกายที่เหนื่อยล้ากลับมาถึงห้องพักในโรงแรม
เสียงสัญญาณปลดล็อคประตูดังขึ้น
เธอเพิ่งจะผลักประตูเปิดออก ก็ได้ยินเสียงสนทนาระหว่างซูเสี่ยวถั่วกับเด็กอีกคนหนึ่งดังลอดออกมาจากห้องรับแขกด้านใน
“คุณหนูใหญ่เสด็จแล้ว หลีกทางไปให้หมด เจ้าคนโง่คอยคุ้มกันฉันด้วยนะ”
“เข้าใจแล้ว”
“ฮิฮิ อยากลองชิมรสชาติการโจมตีจากปืนใหญ่ของฉันไหมล่ะ เจ้าคนโง่ นายช่วยเข้าไปรับการโจมตีจากป้อมปราการให้ฉันหน่อยสิ บุกเลย”
“พลังชีวิตเหลือน้อยแล้ว”
“นี่ นายจะวิ่งหนีทำไมกัน ช่วยรับการโจมตีให้หน่อยฉันก็สามารถทำผลงานสังหารห้าศพรวดได้แล้วนะ”
“ตัวละครของฉันจะตาย”
“ลูกผู้ชายหลั่งเลือดไม่หลั่งน้ำตา นายเป็นลูกผู้ชายหรือเปล่าเนี่ย เล่นเกมยังขี้ขลาดขนาดนี้ นายกลัวอะไรนักหนา”
ซูเสี่ยวถั่วในยามปกติเป็นเด็กน่ารักและว่านอนสอนง่าย แต่พอได้จับเกมขึ้นมาเล่นเมื่อไหร่ก็จะเปลี่ยนโหมดกลายเป็นคนใจร้อนและมักจะพ่นคำพูดพิลึกพิลั่นออกมา วันนี้ถือว่ายังรู้จักควบคุมอารมณ์ได้ดีพอสมควรแล้ว
แต่ว่าใครกันล่ะ เด็กคนไหนที่กำลังนั่งเล่นเกมกับลูกสาวของเธอกัน
[จบบท]