บทที่ 10: กลิ่นหอมและไม้หลิวอิน
ความจริงแล้วทักษะการปรุงเครื่องหอมของอาฉานหาได้เกิดจากการร่ำเรียนอย่างตั้งใจไม่ ทว่าในปีที่ต้องพลัดพรากจากบิดามารดา เด็กหญิงตัวน้อยในยามนั้นคว้าตำราติดมือมาจากโต๊ะเครื่องแป้งของมารดาได้เพียงเล่มเดียว และตำราเล่มนั้นก็คือ ‘ตำราปรุงเครื่องหอม’
ในยามที่ความคิดถึงเอ่อล้นจนสุดระงับ นางจะหยิบตำราเล่มนั้นขึ้นมาเปิดอ่านเพื่อระลึกถึงมารดา นานวันเข้าตัวอักษรทุกตัวและสูตรเครื่องหอมทุกชนิดจึงซึมลึกเข้าไปในความทรงจำ จนสามารถท่องจำได้ขึ้นใจโดยไม่ต้องเปิดดู
หญิงสาวในอาภรณ์เรียบง่ายเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแฝงความเคารพ
“ท่านน้ากังวลเกินไปแล้วเจ้าค่ะ อาฉานเคยศึกษาวิชาปรุงเครื่องหอมมาบ้าง พอจะใช้วิชานี้เลี้ยงชีพได้เจ้าค่ะ”
เสี่ยวหลินซื่อหรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาฉายความกังขาอย่างปิดไม่มิด นางแค่นเสียงในลำคอก่อนเอ่ยถามเสียงสูง
“เจ้าปรุงเครื่องหอมเป็นรึ? แต่ก่อนข้าไม่ยักเคยได้ยินแม่ของเจ้าพูดถึงเรื่องนี้มาก่อน”
“ข้าน้อยเพียงแค่ศึกษาเพื่อฆ่าเวลาในยามว่างเท่านั้นเจ้าค่ะ ท่านแม่เองก็ไม่ทราบเรื่องนี้เช่นกัน” อาฉานตอบกลับด้วยท่าทีสงบ ไม่แสดงพิรุธใดๆ
สตรีร่างท้วมบนตั่งเตียงเบ้ปากเล็กน้อย นางขยับตัวพิงหมอนใบใหญ่ให้สบายตัวขึ้น พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยการดูแคลนระคนท้าทาย
“คำพูดลอยๆ ใครก็พูดได้ แต่จะเลี้ยงตัวรอดหรือไม่นั้น มันต้องดูกันที่ฝีมือ หากเจ้ามั่นใจว่าตนเองมีดีจริง เช่นนั้นพรุ่งนี้ลองปรุง ‘เครื่องหอมสงบจิต’ มาให้ข้าลองใช้ดูหน่อยเป็นไร”
อาฉานนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะปฏิเสธอย่างนุ่มนวลแต่หนักแน่น
“ท่านน้ากำลังตั้งครรภ์ ช่วงนี้ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับเครื่องหอมจะดีที่สุดเจ้าค่ะ”
ความจริงแล้ว ในตำราเล่มนั้นมีสูตรเครื่องหอมสำหรับสตรีมีครรภ์อยู่หลายขนาน หากนางจะปรุงขึ้นมาก็ย่อมทำได้
ทว่าจิตใจของมนุษย์นั้นยากแท้หยั่งถึงและเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม หากเสี่ยวหลินซื่อเกิดเหตุสุดวิสัยหรือมีอันเป็นไปขึ้นมา ผู้ไม่หวังดีอาจฉวยโอกาสนี้ป้ายความผิดมาให้นาง อาฉานไม่อยากหาเหาใส่หัวและไม่อยากพาตัวเองเข้าไปพัวพันกับปัญหาที่คาดเดาไม่ได้
เมื่อได้ยินคำปฏิเสธ สีหน้าของเสี่ยวหลินซื่อก็บึ้งตึงขึ้นทันที นางสะบัดหน้าหนีเล็กน้อยก่อนจะออกคำสั่งใหม่
“เช่นนั้นก็ทำเครื่องหอมกำจัดแมลงมาก็แล้วกัน”
อาฉานหลุดขำออกมาเบาๆ อย่างอดไม่ได้ ดวงตาคู่สวยโค้งลงเล็กน้อยขณะเอ่ยเตือนความจำญาติผู้ใหญ่
“ท่านน้าเจ้าคะ ฤดูกาลนี้ยังไม่มีแมลงหรือยุงมารบกวนหรอกเจ้าค่ะ”
คราวนี้เสี่ยวหลินซื่อเริ่มหมดความอดทน นางขมวดคิ้วแน่น ตบลงบนที่วางแขนเบาๆ ด้วยความหงุดหงิด
“ให้ทำอะไรก็อ้างนู่นอ้างนี่บ่ายเบี่ยงไปเสียหมด ความจริงแล้วเจ้าโกหกข้าใช่หรือไม่ ที่แท้ก็ทำไม่เป็นสิท่า!”
อาฉานลอบถอนหายใจในใจ หญิงสาวมองสตรีตรงหน้าด้วยสายตาที่อ่านยาก นางไม่ค่อยได้พบเจอคนประเภทที่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลและใจร้อนดั่งไฟลามทุ่งเช่นเสี่ยวหลินซื่อบ่อยนัก
“ในเมื่อท่านน้าต้องการเช่นนั้น วันพรุ่งนี้อาฉานจะปรุงเครื่องหอมกำจัดแมลงมาให้ท่านน้าตรวจสอบฝีมือเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินคำรับปาก สีหน้าของเสี่ยวหลินซื่อก็ผ่อนคลายลง นางพยักหน้าอย่างพอใจ
“ตกลง ข้าจะรออยู่ที่บ้าน”
พูดจบหญิงมีครรภ์ก็ยกมือขึ้นป้องปาก หาวออกมาฟอดใหญ่ด้วยความง่วงงุน ซุนมามาผู้เป็นบ่าวคนสนิทเห็นดังนั้นจึงรีบกุลีกุจอเข้าไปประคองเจ้านายให้เอนกายลงนอนอย่างรู้งาน
อาฉานเห็นว่าหมดธุระของตนแล้ว จึงลุกขึ้นย่อกายคารวะเพื่อขอตัวกลับ
“เช่นนั้นอาฉานไม่รบกวนเวลาพักผ่อนของท่านน้าแล้ว ขอตัวลาเจ้าค่ะ”
เสี่ยวหลินซื่อโบกมือไล่ส่งๆ ขณะที่ซุนมามากำลังดึงผ้าห่มนวมผืนหนาขึ้นมาคลุมกายให้นาง ก่อนที่เปลือกตาจะปิดลง นางก็ยังไม่ลืมกำชับบ่าวคนสนิท
“มามา เดี๋ยวเจ้าออกไปส่งนางด้วย”
อาฉานเดินออกมาจากเรือนหลัก ลมหนาวภายนอกพัดมาปะทะใบหน้าทำให้รู้สึกชาเล็กน้อย นางยืนรออยู่เพียงครู่เดียว ซุนมามาก็เดินตามออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
หญิงชราเดินมาส่งอาฉานจนถึงประตูใหญ่ของจวนสกุลเจ้า นางชะเง้อมองซ้ายขวาอย่างระแวดระวัง เมื่อเห็นว่าปลอดคนจึงล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ หยิบตั๋วเงินสองใบออกมายัดใส่มือของหญิงสาวอย่างรวดเร็ว
อาฉานก้มลงมองตั๋วเงินในมือ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ บนกระดาษเนื้อดีนั้นระบุจำนวนเงินใบละหนึ่งร้อยตำลึง รวมเป็นสองร้อยตำลึง ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อยเลยทีเดียว
“ซุนมามา... นี่คือ…?” หญิงสาวเงยหน้าถามด้วยความงุนงง
ซุนมามายิ้มจนตาหยี เอ่ยด้วยน้ำเสียงเอ็นดู “นี่เป็นน้ำใจที่ฮูหยินให้บ่าวเตรียมไว้ให้เจ้าค่ะ ฮูหยินท่านเกรงว่าคุณหนูจะน้อยใจ คิดว่าท่านน้าไม่รักไม่เอ็นดู ท่านจึงกำชับให้มอบเงินนี้แก่คุณหนูให้นำไปซื้อหาเสื้อผ้าอาภรณ์ชุดใหม่ๆ ใส่ให้สวยงาม ส่วนที่เหลือก็ให้เก็บไว้เป็นทุนรอนซื้อเครื่องหอม หากฝีมือของคุณหนูดีจริง วันข้างหน้าย่อมมีหนทางทำมาหากินอีกมากเจ้าค่ะ”
อาฉานไม่ได้แสดงท่าทีอิดออดหรือเล่นตัว นางเก็บตั๋วเงินเข้าอกเสื้ออย่างรวดเร็ว ก่อนจะยิ้มตอบ
“รบกวนซุนมามาช่วยกราบขอบพระคุณท่านน้าแทนข้าด้วยเจ้าค่ะ วันพรุ่งนี้ข้าจะมาเยี่ยมเยียนใหม่”
“เจ้าค่ะ คุณหนูเดินระวังนะเจ้าคะ”
ร่างบอบบางเดินออกมาจากตรอกอันเงียบสงบ มุ่งหน้าสู่ถนนใหญ่ที่พลุกพล่าน หญิงสาวเดินพ้นมาได้หนึ่งช่วงถนนแล้ว แต่ในใจยังคงขบคิดถึงเรื่องของเสี่ยวหลินซื่อไม่หยุดหย่อน
ท่านน้าผู้นี้ช่างเป็นบุคคลที่ยากจะจำกัดความเสียจริง หากจะบอกว่าเป็นคนดี จิตใจของนางก็เต็มไปด้วยการคำนวณผลประโยชน์ เสียงดีดลูกคิดในหัวของนางแทบจะดังออกมาจนคนรอบข้างได้ยิน ความโลภและความเห็นแก่ตัวฉายชัดบนใบหน้าโดยไม่มีการปิดบังอำพรางแม้แต่น้อย
แต่หากจะตราหน้าว่าเป็นคนเลว... ทั่วทั้งเมืองหลวงแห่งนี้ ญาติพี่น้องที่เกี่ยวข้องกับตระกูลหลินอันเป็นบ้านเดิมของมารดาจี้ฉานก็มีอยู่ไม่น้อย แต่กลับมีเพียงน้าหญิงเล็กที่เป็นเพียงลูกอนุผู้นี้คนเดียวที่คอยส่งคนไปสืบข่าวคราว และยังมอบเงินทองช่วยเหลือจี้ฉาน
บางที... การที่เสี่ยวหลินซื่อมอบเงินทุนให้นางไปซื้อเครื่องหอม อาจเป็นเพราะมองเห็นลู่ทางทำเงิน หรือต้องการสร้าง ‘จุดขาย’ เพิ่มมูลค่าให้กับหลานสาวในอนาคต แต่ไม่ว่าเจตนาที่แท้จริงจะเป็นเช่นไร สำหรับคนที่กำลังตกระกำลำบาก การที่มีใครสักคนยังระลึกถึงและหยิบยื่นมือเข้ามาช่วย ย่อมถือเป็นเรื่องประเสริฐยิ่งนัก
ผิดกับตัวนางเอง... นับตั้งแต่ออกเดินทางจากทุ่งร้างอุดรมาจนถึงเมืองหลวง วันเวลาล่วงเลยผ่านไปเนิ่นนาน กลับไม่มีผู้ใดไยดีหรือสนใจความเป็นตายของนางเลยแม้แต่คนเดียว
อาฉานหยุดยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางฝูงชนที่เดินสวนกันขวักไขว่ ความรู้สึกโดดเดี่ยวสายหนึ่งแล่นพล่านขึ้นมาเกาะกุมหัวใจอย่างน่าประหลาด
ผู้คนที่เดินผ่านไปมา บ้างมีรอยยิ้มเปื้อนหน้า บ้างเร่งรีบก้าวย่าง เมื่อดวงตะวันลาลับขอบฟ้า พวกเขาต่างก็มีบ้านให้กลับไปพักพิง มีครอบครัวรอคอยการกลับมา แต่สำหรับนาง... ท้องนภาอันกว้างใหญ่กลับไร้ซึ่งที่พักใจ นางไม่มีบ้านให้กลับอีกแล้ว
ปึก!
แรงกระแทกจากไหล่ของผู้ที่เดินสวนมาทำให้อาฉานสะดุ้งหลุดจากภวังค์ความคิดอันหม่นหมอง หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก เรียกสติกลับคืนมา
ชีวิตมนุษย์นั้นแสนสั้นดุจแสงเทียนต้องลม นางยังมีภารกิจอีกมากมายที่ต้องสะสาง จะมัวมาเสียเวลากับความรู้สึกอาวรณ์ถึงอดีตและผู้คนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตในตอนนี้ไม่ได้
หากเป็นปีศาจอาจมีเวลาให้ปล่อยตัวปล่อยใจไปตามอารมณ์นับร้อยนับพันปี แต่ในเมื่อตอนนี้นางอยู่ในร่างมนุษย์ นางก็ต้องมองไปข้างหน้าและดิ้นรนเยี่ยงมนุษย์
สิ่งแรกที่ต้องทำคือเปลี่ยนตั๋วเงินเป็นเงินย่อย จากนั้นก็มุ่งหน้าไปตลาดตะวันตกเพื่อเลือกซื้อวัตถุดิบทำเครื่องหอม แม้สูตรในตำราของมารดาส่วนใหญ่จะเป็นของหายากและซับซ้อน แต่นางก็พอจะจดจำสูตรพื้นฐานที่ใช้ส่วนผสมทั่วไปได้บ้าง
อาฉานแวะเข้าไปในร้านแลกเงิน จัดการแลกเงินเศษมาพกติดตัวยี่สิบตำลึง ส่วนที่เหลือเปลี่ยนเป็นตั๋วเงินใบละยี่สิบตำลึงสี่ใบเพื่อความสะดวกในการใช้จ่าย
สำหรับชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป เงินยี่สิบตำลึงนั้นมากพอที่จะใช้ชีวิตสุขสบายได้นานโข หญิงสาวเดินเลือกซื้อของในตลาดตะวันตกอย่างคล่องแคล่ว กลิ่นเครื่องเทศและสมุนไพรลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ นางได้วัตถุดิบพื้นฐานมาครบถ้วนจนล้นมือ แต่กลับใช้เงินไปไม่ถึงห้าตำลึงด้วยซ้ำ
ขณะที่กำลังจะเดินออกจากตลาด สายตาของนางก็เหลือบไปเห็นแผงขายงานแกะสลักไม้เล็กๆ ที่มุมหนึ่ง สิ่งที่สะดุดตานางไม่ใช่รูปสลักวิจิตรบรรจง แต่กลับเป็นท่อนไม้สีดำสนิทท่อนหนึ่งที่วางกองรวมอยู่กับเศษไม้
เมื่อสอบถามเจ้าของร้านจึงได้ความว่า มันคือไม้จากต้นหลิวที่มีอายุห้าสิบปี ตอนตัดลงมาใหม่ๆ เนื้อไม้ก็ปกติดี แต่ทิ้งไว้ไม่นานกลับเปลี่ยนเป็นสีดำทมิฬทั้งท่อน เนื้อไม้หลิวเดิมทีก็ไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรมากนัก แต่ด้วยสีสันที่แปลกตาเช่นนี้ เจ้าของแผงจึงตั้งราคาขายไว้ที่หนึ่งตำลึง
อาฉานชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจควักเงินซื้อท่อนไม้นั้นมา
ในสายตามนุษย์ มันอาจเป็นเพียงไม้ประหลาด แต่ในสายตาของอดีตปีศาจจิ้งจอกอย่างนาง นางดูออกทันทีว่านี่คือ ‘ไม้หลิวอิน’ ที่เจริญเติบโตใน ‘ดินแดนที่มีไอหยิน’ เข้มข้น แม้ตอนนี้จะยังนึกไม่ออกว่าจะเอาไปทำอะไร แต่ของที่มีพลังหยินรุนแรงเช่นนี้ เก็บไว้ก่อนวันหน้าย่อมต้องมีประโยชน์อย่างแน่นอน
ปัญหาคือร้านนี้ไม่มีบริการส่งของ อาฉานจึงต้องจ้างคนงานในตลาดให้ช่วยขนไม้ท่อนนี้กลับไป คนรับจ้างเป็นชายร่างกำยำ เขาลองยกไม้ดูแล้วบ่นอุบว่าหนักอึ้ง แถมระยะทางไปตรอกชางผิงก็ไกลเอาเรื่อง ต้องใช้รถเข็นลากไป เขาจึงเรียกค่าจ้างสิบอีแปะ
“สิบอีแปะแพงเกินไปหรือไม่พี่ชาย ลดหน่อยเถิด...”
ขณะที่อาฉานกำลังต่อรองราคากับคนรับจ้างอยู่นั้น จู่ๆ เสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นจากทางเข้าตลาด
ผู้คนเริ่มแตกตื่นแหวกทางเป็นช่องกว้าง กลุ่มชายฉกรรจ์ในเครื่องแบบทะมัดทะแมงสวมทับด้วยเสื้อคลุมสีเข้มอันเป็นเอกลักษณ์ของ ‘องครักษ์หน่วยหมิงจิ้ง’ พากันวิ่งกรูเข้ามาในตลาดตะวันตกอย่างรวดเร็ว บรรยากาศรอบด้านตึงเครียดขึ้นในพริบตา
เมื่อเหล่าองครักษ์หน่วยหมิงจิ้งในชุดเครื่องแบบขุนนางสีดำทมิฬปรากฏตัวขึ้น พร้อมด้วยดาบที่ห้อยอยู่ข้างเอวและกลิ่นอายสังหารที่แผ่ออกมาอย่างดุดัน บรรยากาศภายในตลาดตะวันตกก็พลันเปลี่ยนไป
ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่กล้าทำการค้าขายต่อ บรรดาพ่อค้าแม่ขายต่างพากันเก็บข้าวของด้วยความตื่นตระหนก แทบอยากจะปิดร้านหนีหายไปเสียเดี๋ยวนี้
อาฉานเพียงแค่หมุนตัวกลับมามองเหตุการณ์เพียงครู่เดียว คนรับจ้างขนของที่นางว่าจ้างไว้เมื่อครู่ก็อาศัยจังหวะชุลมุนมุดหายเข้าไปในฝูงชนเสียแล้ว
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความอยากรู้อยากเห็นที่ต้องการไปมุงดูเรื่องสนุก หรือฉวยโอกาสนี้ทิ้งงานเพื่อหลบหนีไปจากสถานการณ์ตึงเครียดตรงหน้ากันแน่
ตลาดตะวันตกเริ่มเกิดความโกลาหลวุ่นวายขึ้นเล็กน้อยจากการปรากฏตัวของกลุ่มองครักษ์หน่วยหมิงจิ้ง ในมือของอาฉานยังคงกำเชือกปอที่ผูกติดกับท่อนไม้หลิวเอาไว้แน่น หญิงสาวครุ่นคิดในใจว่าอย่างไรเสียตนเองก็คงยังกลับไม่ได้ในทันที เช่นนั้นสู้รอดูเรื่องสนุกอยู่ที่นี่สักพักคงจะดีกว่า
ดูเหมือนว่าคนที่มีความคิดเช่นเดียวกับนางจะมีอยู่ไม่น้อย แม้ว่าทุกคนจะรู้สึกหวาดกลัวและยำเกรงต่อชื่อเสียงอันน่าสะพรึงกลัวของสำนักหมิงจิ้ง แต่ความอยากรู้อยากเห็นตามประสามนุษย์นั้นยากจะหักห้ามใจได้ ฝูงชนจึงเริ่มจับกลุ่มมุงดูอยู่ห่างๆ
กลุ่มองครักษ์หน่วยหมิงจิ้งเหล่านั้นมุ่งหน้าตรงไปยังบริเวณแผงขายเครื่องหอมที่อาฉานเพิ่งจะเดินจากมา บรรดาเถ้าแก่เจ้าของร้านแถวนั้นต่างพากันตื่นตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป ไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่ปลายนิ้ว
ทันใดนั้น หัวหน้ากลุ่มองครักษ์ก็ตวาดเสียงดังสนั่นกึกก้อง
“จับคน!”
สิ้นเสียงคำสั่ง เหล่าองครักษ์หน่วยหมิงจิ้งก็กรูกันเข้าไปอย่างรวดเร็ว เป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่ร้านเครื่องหอม แต่กลับเป็นแผงขายหยกที่ตั้งอยู่ติดกัน
[จบบท]