บทที่ 13: แขกยามวิกาล
ไป๋ซิวมิ่งก้มลงมองจานอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ ภายในจานใบเก่านั้นมีแผ่นแป้งรูปร่างบิดเบี้ยว ขนาดเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน ความหนาบางก็ดูไม่สม่ำเสมอ หนำซ้ำอีกด้านหนึ่งยังไหม้เกรียมจนเป็นสีดำสนิท
ชายหนุ่มจ้องมองอาหารสภาพดูไม่ได้เหล่านั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบนสายตาออกไปทางอื่นอย่างไม่ใส่ใจ
ดูท่าทางแล้วเขาคงไม่คิดจะแตะต้องมันเป็นแน่
อาฉานลอบสังเกตท่าทีของอีกฝ่ายแล้วก็ได้แต่คิดในใจ หญิงสาวลุกขึ้นไปยกเก้าอี้เพียงตัวเดียวที่มีอยู่ในห้องมาวางไว้ตรงหน้าเขา
“ใต้เท้า เชิญนั่งเจ้าค่ะ”
ทว่าไป๋ซิวมิ่งกลับไม่ยอมนั่งลง เขาเพียงแต่ยืนนิ่ง กวาดสายตาพิจารณาหญิงสาวตรงหน้าอย่างละเอียดถี่ถ้วนอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เรื่องของงูเกล็ดหิมะ เจ้าเป็นคนบอกเฟิงหยางใช่หรือไม่?”
อาฉานพยักหน้ารับอย่างตรงไปตรงมา ไม่คิดจะปิดบัง
“เป็นข้าพูดเองเจ้าค่ะ ในความทรงจำของข้าบังเอิญมีเรื่องราวของงูวิเศษชนิดนี้อยู่ พอทราบเรื่องเข้าจึงได้แจ้งแก่ใต้เท้าเฟิง”
“เฟิงหยางซาบซึ้งใจต่อเจ้ามาก”
“สามารถช่วยใต้เท้าเฟิงได้ ข้าก็ยินดีเจ้าค่ะ” อาฉานตอบกลับด้วยท่าทีนอบน้อมถ่อมตน
แต่แล้ววินาทีต่อมา น้ำเสียงของชายหนุ่มกลับแปรเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือก แฝงไว้ด้วยความหวาดระแวงอันน่าสะพรึงกลัว
“ที่ทำไปทั้งหมด เจ้าทำเพื่อช่วยเขาจริงหรือ?”
อาฉานอยากจะตอบกลับไปทันทีว่าใช่ แต่เมื่อนึกถึงประสบการณ์เลวร้ายที่เคยได้รับจากน้ำมือของบุรุษผู้นี้ บทเรียนราคาแพงในครั้งนั้นยังคงฝังใจ ทำให้นางเลือกที่จะปิดปากเงียบไม่ต่อความยาวสาวความยืด
ไส้ตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะถูกเปลวไฟเผาไหม้จนส่งเสียงดังเปรี๊ยะ แสงสีเหลืองนวลอันสลัวรางสาดส่องกระทบร่างของไป๋ซิวมิ่ง ทำให้เงาของเขาที่ทาบทับลงบนผนังดูบิดเบี้ยว ขยายใหญ่โตราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังแยกเขี้ยวเตรียมขย้ำเหยื่อ
เมื่ออาฉานไม่ยอมเอ่ยปาก เขาก็ยืนนิ่งเงียบเช่นกัน คล้ายกับจะกดดันรอคอยคำตอบจากนาง
ในที่สุดหญิงสาวก็จนปัญญา จำต้องยอมรับความจริงบางส่วนออกมา
“ที่ข้าช่วยใต้เท้าเฟิง ก็เพราะหวังจะใช้ฐานะของเขาช่วยกำบังข้าจากเซวียหมิงถัง ใต้เท้าเองก็คงทราบดีว่าคนผู้นั้นต้องการสังหารข้า จนถึงป่านนี้เขาก็ยังไม่ล้มเลิกความคิด”
ไป๋ซิวมิ่งซักไซ้ต่อทันทีราวกับไม่เปิดช่องว่างให้หายใจ
“แล้วเหตุใดเจ้าถึงไปปรากฏตัวที่ตลาดตะวันตก?”
“ข้าไปซื้อเครื่องหอมเจ้าค่ะ”
หญิงสาวชี้มือไปทางมุมห้อง ที่ตรงนั้นมีตอไม้เก่าๆ ตั้งอยู่ ด้านบนเต็มไปด้วยกองเครื่องหอมและถุงหอมที่นางเย็บเสร็จเรียบร้อยแล้ววางเรียงราย
“เมื่อก่อนข้าเคยเรียนรู้วิธีปรุงเครื่องหอมมาก่อน คิดว่าวิชานี้พอจะใช้ทำมาหากินเลี้ยงชีพได้ จึงตั้งใจไปหาซื้อวัตถุดิบที่ตลาด ใครจะรู้ว่าจังหวะนั้นสำนักหมิงจิ้งจะเข้าไปจับกุมคนพอดี”
“ช่างบังเอิญเสียจริงนะ”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความกังขา ชัดเจนว่าไม่เชื่อในสิ่งที่นางพูดแม้แต่น้อย
ในที่สุดอาฉานก็เข้าใจเจตนาของอีกฝ่าย ที่เขายอมเสียเวลาเดินทางมาถึงที่นี่ด้วยตนเอง ก็เพราะสงสัยว่านางอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับงูวิเศษตัวนั้น
หญิงสาวรู้สึกอับจนหนทาง นิสัยของบุรุษผู้นี้นางเคยประจักษ์แจ้งแก่ใจมาแล้ว เขาเป็นคนประเภทดื้อรั้นหัวแข็ง ไม่รับฟังเหตุผลของใคร เชื่อมั่นเพียงการตัดสินใจของตนเองเท่านั้น การจะมานั่งอธิบายด้วยเหตุผลคงเสียเวลาเปล่า สู้ใช้วิธีอื่นน่าจะได้ผลกว่า
“บังเอิญจริงๆ เจ้าค่ะ แต่ความจริงแล้วที่ข้าช่วยใต้เท้าเฟิง ยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง”
ดวงตาคู่สวยที่ฉ่ำวาวราวกับมีหยาดน้ำเคลือบอยู่ตลอดเวลาของอาฉานจับจ้องไปที่ไป๋ซิวมิ่ง
ชายหนุ่มหันมาสบตานาง คล้ายกำลังรอฟังว่าคราวนี้จะแก้ตัวอย่างไรอีก
“ข้าเดาว่า ใต้เท้าเฟิงจะต้องนำเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้มารายงานท่าน และท่านก็อาจจะมาหาข้า”
“แล้วอย่างไร?”
“เช่นนั้นข้าก็จะได้มีโอกาสเอาอกเอาใจท่านอย่างไรเล่าเจ้าคะ”
“เอาใจข้า?”
ไป๋ซิวมิ่งรู้สึกขบขันระคนสมเพชกับคำตอบนั้น
“เจ้าคิดจะใช้อะไรมาเอาใจข้า”
สายตาของทั้งสองสประสานกัน นัยน์ตาของไป๋ซิวมิ่งลึกล้ำดำดิ่งราวกับบ่อน้ำไร้ก้น คล้ายจะมองทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งหัวใจของอาฉาน หญิงสาวเป็นฝ่ายหลบสายตาก่อน นางใช้ไหวพริบแก้สถานการณ์ด้วยการชี้ไปยังโต๊ะอาหาร น้ำเสียงแฝงความไม่มั่นใจเล็กน้อย
“สิ่งนั้น... ได้หรือไม่เจ้าคะ?”
ไก่รมควันที่นางลงทุนซื้อมาด้วยเงินสามสิบอีแปะ นับเป็นความจริงใจอย่างที่สุดแล้ว สำหรับนาง กลิ่นหอมยั่วน้ำลายของมัน เพียงแค่ครึ่งตัวก็เพียงพอที่จะซื้อใจใครต่อใครได้
ทว่าสายตาของไป๋ซิวมิ่งกลับมองข้ามไก่รมควัน ไปหยุดอยู่ที่จานแผ่นแป้งไหม้เกรียมเหล่านั้นแทน
ความเงียบเข้าครอบงำบรรยากาศอีกครั้ง
ทั่วทั้งเมืองหลวงซ่างจิง ผู้คนที่คิดอยากจะประจบเอาใจเขามีมากจนนับไม่ถ้วน บ้างก็นำสัตว์วิเศษหายากมามอบให้ บ้างก็ขนแก้วแหวนเงินทองมากองตรงหน้า แม้แต่สาวงามล่มเมืองเขาก็พบเจอมาจนชินชา
แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบกับการเอาอกเอาใจที่แปลกประหลาดที่สุด... นางคิดจะใช้ฝีมือการทำอาหารอันย่ำแย่จนน่าตกใจนี่มาพิชิตใจเขาอย่างนั้นหรือ
“...แผ่นแป้งของเจ้า เก็บไว้กินเองเถอะ”
“หา?”
อาฉานทำหน้างุนงง
ไป๋ซิวมิ่งไม่สนใจท่าทีของนาง เขาเอ่ยสั่งความด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ช่วงนี้ห้ามเจ้าออกไปจากเมืองหลวง หากมีความจำเป็น ข้าจะส่งคนมาเรียกตัวเจ้าไปให้ปากคำ”
“ใต้เท้าโปรดวางใจ”
นอกจากเมืองหลวงแห่งนี้แล้ว นางยังจะมีที่ไปที่ไหนได้อีกเล่า
“หากข้าตรวจสอบพบว่าเจ้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้...”
ไป๋ซิวมิ่งเน้นย้ำทีละคำ ชัดถ้อยชัดคำ
“ครอบครัวท่านตาของเจ้าจะไม่โดนแค่โทษเนรเทศง่ายๆ แน่นอน เปิ่นกวนไม่รังเกียจที่จะไปลากตัวพวกเขาเหล่านั้นกลับมา แล้วเริ่มกระบวนการไต่สวนใหม่อีกครั้ง”
หัวใจของอาฉานกระตุกวูบด้วยความตื่นตระหนก จี้ฉานเจ้าของร่างเดิมรู้เพียงว่าครอบครัวฝั่งท่านตาไปก่อเรื่องใหญ่จนถูกเนรเทศเพียงชั่วข้ามคืน แต่ไม่เคยรู้รายละเอียดตื้นลึกหนาบางว่าเกิดเหตุอันใดขึ้นกันแน่
ฟังจากน้ำเสียงของไป๋ซิวมิ่งแล้ว ดูเหมือนเรื่องราวจะเกี่ยวพันกับคดีนี้ หากมีงูวิเศษเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เกรงว่าเบื้องหลังคดีคงซับซ้อนไม่ธรรมดาเสียแล้ว
และที่สำคัญ ผ่านไปนานขนาดนี้ คดีที่ทำให้ครอบครัวท่านตาถูกเนรเทศก็ยังคงมีการสืบสวนอยู่อีกหรือ
“ใต้เท้ากล่าวหนักเกินไปแล้ว ข้าเป็นเพียงแค่คนเดินผ่านทางจริงๆ เจ้าค่ะ”
“เป็นเช่นนั้นได้ก็ดี”
ไป๋ซิวมิ่งทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะหมุนตัวเตรียมเดินจากไป แต่ยังไม่ทันที่มือจะแตะถูกบานประตู เสียงหวานใสออดอ้อนก็ดังไล่หลังมา
“เจอกันเป็นครั้งที่สองแล้ว ข้ายังไม่ทราบนามของใต้เท้าเลยเจ้าค่ะ”
“เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้”
“เช่นนั้นขอทราบนามสกุลสักหน่อยไม่ได้หรือเจ้าคะ?” อาฉานยังคงตื๊อไม่เลิก
“...”
“หรือว่าข้าไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะรู้แซ่ของใต้เท้าเลยหรือเจ้าคะ?”
น้ำเสียงของนางเริ่มสั่นเครือคล้ายกำลังสะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสาร ทว่าในสายตาของไป๋ซิวมิ่ง มันช่างดูเสแสร้งแกล้งทำจนน่ารำคาญ
ดัดจริต เขาตำหนิในใจ
ทว่าก่อนจะก้าวเท้าพ้นธรณีประตู ชายหนุ่มก็ยังอุตส่าห์คายคำตอบออกมาคำหนึ่ง
“ไป๋”
ทันทีที่ประตูห้องปิดลงและแผ่นหลังของชายหนุ่มลับสายตาไป อาฉานก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในที่สุดก็ส่งเทพแห่งโรคระบาดผู้นี้ไปได้เสียที
แซ่ไป๋ (ขาว) อะไรกัน จิตใจดำมืดอำมหิตเสียขนาดนั้น
อุตส่าห์ช่วยคนของเขาแท้ๆ ต่อให้ไม่คิดตอบแทนบุญคุณ อย่างน้อยก็น่าจะจดจำความดีความชอบไว้บ้าง แต่นี่อะไร นอกจากจะไม่ขอบคุณแล้ว ยังจะวกกลับมาสงสัยนางอีก
ไป๋ซิวมิ่งก้าวเดินหายไปในความมืดมิดยามค่ำคืน ปล่อยให้สายลมหนาวพัดชายเสื้อคลุมสะบัดไหวไปตามแรงลม
หลังจากเดินออกมาจากตรอกอันเงียบเชียบได้ไม่ไกลนัก เฟิงหยางที่รอคอยอยู่ด้านนอกก็ก้าวเท้าเข้ามาหาผู้เป็นนายทันที ท่ามกลางความมืดสลัวของยามวิกาล องครักษ์หนุ่มก้มศีรษะลงเล็กน้อยพลางรายงานด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“ใต้เท้า คนของเราได้เข้าประจำจุดเพื่อเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวของจวนสกุลจ้าวและสกุลเซวียเรียบร้อยแล้วขอรับ”
ไป๋ซิวมิ่งพยักหน้ารับรู้ ใบหน้าภายใต้แสงจันทร์ดูเรียบเฉยและเย็นชา เขาเอ่ยสั่งการเพิ่มเติมด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ส่งคนไปจับตาดูนางเพิ่มอีกสองคน คอยสังเกตการณ์ให้ดีว่าคนของสกุลหลินมีการติดต่อหานางบ้างหรือไม่”
“ขอรับ” เฟิงหยางรับคำสั่งอย่างหนักแน่น
…
การมาเยือนอย่างกะทันหันของไป๋ซิวมิ่งไม่ได้ทำให้ความอยากอาหารของอาฉานลดน้อยลงไปแต่อย่างใด
แม้ว่าแผ่นแป้งที่นางลงมือทำเองจะมีรสชาติแปร่งๆ แถมยังมีกลิ่นไหม้โชยเตะจมูกจนชวนให้ส่ายหน้า แต่ไก่รมควันสีเหลืองทองที่วางอยู่ข้างๆ นั้นกลับส่งกลิ่นหอมเย้ายวน รสชาติเค็มมันกำลังดี เนื้อไก่นุ่มชุ่มฉ่ำช่วยกู้รสชาติอาหารมื้อนี้เอาไว้ได้
เมื่อรับประทานจนอิ่มหนำ หญิงสาวก็จัดการทำความสะอาดร่างกายและเตรียมตัวเข้านอน
ค่ำคืนนี้อาฉานซุกตัวอยู่ภายใต้ผ้าห่มนวมผืนใหม่ที่เพิ่งซื้อมา สัมผัสของฝ้ายเนื้อดีที่หนานุ่มให้ความอบอุ่นโอบล้อมไปทั่วร่าง แตกต่างจากความหนาวเหน็บในอดีตอย่างสิ้นเชิง
ก่อนที่สติจะเลือนรางเข้าสู่ห้วงนิทรา หญิงสาวก็ยังคงนอนเลียริมฝีปาก นึกถึงรสชาติอันโอชะของไก่รมควันเมื่อครู่ด้วยความสุขใจ
...
ในขณะเดียวกัน ณ เรือนหลักของจวนสกุลจ้าว
แสงเทียนภายในห้องนอนส่องสว่าง ขับไล่ความมืดมิดให้จางหายไป สาวใช้ที่เพิ่งปรนนิบัติเสี่ยวหลินซื่อล้างหน้าบ้วนปากเสร็จเรียบร้อย ค่อยๆ ถอยหลังเดินออกจากห้องไปอย่างนอบน้อม ปล่อยให้ผู้เป็นนายทั้งสองได้ใช้เวลาส่วนตัว
จ้าวหมิง ผู้เป็นเจ้าของเรือนกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะไม้ตัวใหญ่ เบื้องหน้าของเขามีจดหมายฉบับหนึ่งกางอยู่ สายตาของชายหนุ่มจับจ้องตัวอักษรบนกระดาษอย่างพินิจพิเคราะห์ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อยคล้ายกำลังใช้ความคิด
เสี่ยวหลินซื่อที่เพิ่งทำธุระเสร็จเดินอุ้ยอ้ายประคองครรภ์เข้ามาใกล้ เมื่อเห็นสามีกำลังจดจ่ออยู่กับบางสิ่ง นางจึงเอ่ยถามขึ้นด้วยความใคร่รู้
“ท่านพี่ดูสิ่งใดอยู่หรือเจ้าคะ?”
ทันทีที่ได้ยินเสียงภรรยา จ้าวหมิงก็รีบพับจดหมายฉบับนั้นเก็บลงบนโต๊ะอย่างรวดเร็ว แม้ท่าทางจะดูเป็นธรรมชาติ แต่ก็แฝงความรีบร้อนอยู่หลายส่วน เขาหยัดกายลุกขึ้นเดินเข้าไปประคองร่างที่เริ่มเทอะทะของภรรยา
“เจ้าท้องแก่ใกล้คลอดแล้ว ระวังตัวหน่อย เดินเหินต้องดูตาม้าตาเรือ” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความห่วงใย
เสี่ยวหลินซื่อคลี่ยิ้มหวาน มือข้างหนึ่งยกขึ้นประคองเอว อีกข้างเกาะแขนสามีแน่น
“ข้ารู้น่า ท่านพี่นี่ก็กระไร วันทั้งวันเอาแต่บ่นเรื่องนี้อยู่ได้”
แม้ปากจะบ่นอุบอิบ แต่แววตาของเสี่ยวหลินซื่อกลับฉายแววภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด ทั่วทั้งเมืองหลวงแห่งนี้ จะหาบุรุษใดที่รู้ใจและเอาใจใส่ภรรยาได้ดีเท่ากับจ้าวหมิงสามีของนางนั้น คงยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร
[จบบท]