บทที่ 16: กลิ่นคาวปลา
อาฉานรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่าง ความเคลือบแคลงฉายชัดอยู่ในแววตา หญิงสาวจึงลองหยั่งเชิงถามออกไปว่า
“วันละสามตัวเช่นนี้ ในเวลานี้ปลาเป็นน่าจะหาซื้อได้ยากมิใช่หรือ?”
ซุนมามาที่เดินอยู่ข้างกายพยักหน้าตอบรับ พลางถอนหายใจเบาๆ
“ปลาเป็นนั้นหาซื้อยากจริงเจ้าค่ะ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นคุณชายใหญ่ที่ไหว้วานพ่อค้าปลาเจ้าประจำ ให้จัดหาและนำมาส่งที่จวนโดยเฉพาะ”
“ช่วงฤดูกาลเช่นนี้ พี่ชายยังสามารถหาปลาเป็นจำนวนมากมาได้ ช่างไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ”
“ใครว่าไม่ใช่ล่ะเจ้าคะ ช่วงนี้คุณชายใหญ่มีความกตัญญูเป็นอย่างยิ่ง ฮูหยินเองก็ดูเบิกบานใจขึ้นมากทีเดียว”
ซุนมามาเอ่ยสนับสนุนด้วยรอยยิ้มปลื้มปิติในตัวนายน้อย
เมื่อเห็นว่าถามไปก็คงไม่ได้ความอะไรเพิ่มเติม อาฉานจึงตัดสินใจเปลี่ยนหัวข้อสนทนา เพื่อเบี่ยงประเด็นไปยังเรื่องอื่นที่นางยังติดใจสงสัย
“แล้วเสียงร้องไห้ที่ท่านน้าได้ยินในวันนั้น ซุนมามาให้คนไปตรวจสอบดูหรือยัง?”
“ตรวจสอบจนทั่วแล้วเจ้าค่ะ แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติอันใด นับว่ายังโชคดีที่หลังจากวันนั้น ฮูหยินก็ไม่ได้ยินเสียงประหลาดนั่นอีกเลย”
อาฉานพยักหน้ารับรู้ พลางครุ่นคิดตามลำพัง
หากพิจารณาตามหลักเหตุผลแล้ว เรื่องราวทำนองนี้ถ้าตัดความเป็นไปได้เรื่องภูตผีปีศาจออกไป สาเหตุที่เป็นไปได้มากที่สุดก็คือฝีมือของมนุษย์ เพราะหากไม่มีความแค้นฝังลึกรุนแรง พวกภูตผีปีศาจคงไม่ว่างงานถึงขนาดมากลั่นแกล้งผู้คนเล่นเช่นนี้
ทว่านางเป็นเพียงคนนอก สถานะในจวนนี้เป็นเพียงผู้อาศัย จึงไม่สะดวกที่จะพูดจาโผงผางออกไปตรงๆ
เจ้านายฝ่ายหญิงในจวนแห่งนี้มีเพียงน้าหญิงเล็กผู้เดียว ส่วนคนอื่นๆ ก็คือสามีและบุตรชายหญิงสายตรงของนาง หากมีคนแอบสร้างสถานการณ์ขึ้นมาจริงๆ ก็แทบจะมองหาผู้ต้องสงสัยไม่ได้เลย
ซุนมามาไม่ได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบนสีหน้าของอาฉาน นางยังคงเดินนำหน้าและเอ่ยถึงเรื่องอื่นต่อไป
“ถุงหอมที่ท่านมอบให้คราวก่อน ฮูหยินได้ดูแล้วนะเจ้าคะ ท่านบอกว่าชอบกลิ่นของถุงหอมมาก กำชับว่าพอถึงช่วงฤดูร้อน ให้ท่านช่วยทำเพิ่มอีกสักหลายใบ เพียงแต่...”
หญิงชราเว้นจังหวะเล็กน้อย คล้ายลำบากใจที่จะพูด
“...เพียงแต่ฮูหยินบ่นว่า ลวดลายปักบนถุงหอมนั้นยังไม่ประณีตงดงามพอเจ้าค่ะ”
อาฉานยิ้มเจื่อนด้วยความขัดเขิน นางไม่กล้าบอกความจริงออกไปว่าถุงหอมเหล่านั้น นางไม่ได้ลงมือเย็บปักถักร้อยเอง แต่ไปหาซื้อมาจากร้านข้างนอก
“จริงสิเจ้าคะ ไม่ทราบว่าคุณหนูพอจะปรุงเครื่องหอมสำหรับกำจัดแมลงและหนูได้หรือไม่เจ้าคะ?”
“ซุนมามาต้องการสิ่งนั้นไปทำไมหรือ? หรือว่าในจวนมีหนูออกอาละวาด”
อาฉานเลิกคิ้วถามด้วยความแปลกใจ
ซุนมามาขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าเหี่ยวย่นฉายแววรังเกียจเมื่อนึกถึงสิ่งที่ได้รับรายงาน
“เมื่อไม่กี่วันก่อน แม่ครัวแซ่หวังมาบอกข้าว่า ช่วงนี้ทุกเช้าบริเวณด้านนอกห้องครัวมักจะมีแมลงวันบินมาตอมกันหึ่ง และหนูในจวนก็ดูเหมือนจะเพิ่มจำนวนขึ้นมากผิดปกติเจ้าค่ะ”
“เป็นเพราะทางห้องครัวจัดการวัตถุดิบไม่ดี ทิ้งเศษอาหารไม่สะอาดจนดึงดูดพวกหนูและแมลงมาหรือไม่?”
“ข้าก็คิดเช่นนั้นเจ้าค่ะ แต่แม่ครัวแซ่หวังยืนกรานปฏิเสธเสียงแข็ง”
ซุนมามาแค่นเสียงในลำคออย่างไม่สบอารมณ์
“คงเห็นว่าช่วงนี้ฮูหยินกำลังตั้งครรภ์ ไม่มีเวลาไปกวดขันดูแล พวกบ่าวไพร่ถึงได้หย่อนยาน ไร้ระเบียบวินัยกันเช่นนี้”
“แล้วไม่ได้ใช้ยากำจัดหนูหรือแมลงเลยหรือ?”
“จะไม่ใช้ได้อย่างไรเจ้าคะ ก็ใช้ยาผงแบบเดิมที่เคยใช้นั่นแหละ แต่คราวนี้กลับไม่ได้ผลเลยแม้แต่น้อย พวกหนูพวกนั้นยังคงวิ่งพล่านไปทั่วห้องครัวอย่างอุกอาจ”
อาฉานนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยแนะนำ
“ยาหอมกำจัดแมลงและหนูทั่วไปอาจจะได้ผลไม่ดีนัก หากใช้เป็นแบบรมควันน่าจะเห็นผลชัดเจนกว่า แต่ข้อเสียคือหลังจากรมควันแล้ว กลิ่นจะติดค้างอยู่ในห้องครัว ทำให้คนไม่สามารถเข้าไปใช้งานได้สักวันถึงสองวัน”
“เช่นนั้น... เกรงว่าจะทำไม่ได้เจ้าค่ะ”
ซุนมามาส่ายหน้าปฏิเสธทันที
“คุณหนูพอจะช่วยคิดหาวิธีอื่นได้หรือไม่เจ้าคะ?”
จวนสกุลจ้าวแห่งนี้ไม่ได้มีเจ้านายแยกเรือนหลายคน จึงไม่ได้สร้างครัวเล็กแยกย่อย อาหารการกินของคนทั้งจวนล้วนต้องพึ่งพาห้องครัวใหญ่เพียงแห่งเดียว หากปิดใช้งานไป ย่อมส่งผลกระทบต่อปากท้องของทุกคน
อาฉานไม่ได้ปฏิเสธคำขอร้องนั้น นางพยักหน้ารับปาก
“ได้ เดี๋ยวข้ากลับไปแล้วจะลองค้นหาสูตรยาอื่นๆ ดู”
ในเมื่อสูตรเครื่องหอมทั่วไปใช้ไม่ได้ผล นางก็อาจจะต้องงัดเอาสูตรพิเศษออกมาใช้ แม้ว่าวัตถุดิบจะหายากสักหน่อย แต่ในเมื่อน้าหญิงเล็กเป็นคนใจกว้างเรื่องเงินทองอยู่แล้ว นางย่อมยินดีที่จะสนองความต้องการของอีกฝ่าย
เมื่อได้ยินดังนั้น ซุนมามาก็ยิ้มออกมาจนตาหยี
“เช่นนั้นต้องรบกวนคุณหนูแล้วเจ้าค่ะ”
บทสนทนาสิ้นสุดลงเมื่อทั้งสองเดินมาถึงเรือนหลัก ภายในห้องโถง สาวใช้ที่กำลังยืนคอยแกะก้างปลาอยู่ข้างโต๊ะอาหารถูกไล่ให้ถอยออกไป
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือ เสี่ยวหลินซื่อกำลังนั่งทานปลาอยู่อย่างจดจ่อ นางยกจานปลาขึ้นมาถือไว้ ประหนึ่งกลัวใครจะมาแย่ง ก้มหน้าก้มตากินไปแล้วกว่าครึ่งตัว โดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองผู้ที่เดินเข้ามาใหม่
ปลาตัวนั้นไม่ได้มีขนาดใหญ่โตอะไรมากนัก น้ำหนักน่าจะราวหนึ่งชั่งเห็นจะได้ แต่ต่อให้ชอบกินเพียงใด การกินปลาแบบนี้ครบทั้งสามมื้อก็ดูจะเป็นเรื่องที่เกินพอดีไปหน่อย
ขนาดตัวอาฉานเอง แม้จะมีชาติกำเนิดเป็นจิ้งจอกและโปรดปรานการกินไก่เป็นชีวิตจิตใจ แต่นางก็ไม่ได้กินทุกวัน บางมื้อยังต้องสลับไปกินผักกินหญ้าบ้าง ยิ่งน้าหญิงเล็กเป็นคนท้อง ยิ่งควรต้องระวังเรื่องอาหารการกิน
ทว่าแม้แต่ซุนมามาที่รับใช้ใกล้ชิดมาหลายปียังไม่กล้าเอ่ยปากทักท้วง อาฉานที่เป็นเพียงหลานห่างๆ ย่อมต้องสงบปากสงบคำไว้
รอจนกระทั่งเสี่ยวหลินซื่อจัดการปลาทั้งตัวลงท้องจนหมดเกลี้ยง นางจึงค่อยวางตะเกียบลง สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความอิ่มเอมใจ
อาฉานลอบสังเกตผู้เป็นน้าอย่างละเอียด พบว่าระยะนี้รูปร่างของอีกฝ่ายดูอวบอ้วนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่สีหน้ากลับดูไม่สดใสเปล่งปลั่งเหมือนวันแรกที่เจอกัน ใต้ขอบตามีรอยคล้ำสีเขียวจางๆ ปรากฏอยู่
และในจังหวะที่เสี่ยวหลินซื่อลุกขึ้นยืน อาฉานก็สังเกตเห็นความผิดปกติอีกอย่าง หน้าท้องของน้าหญิงเล็กดูเหมือนจะขยายใหญ่ขึ้นกว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนอย่างรวดเร็ว
“นั่งสิ”
เสี่ยวหลินซื่อชี้มือไปที่เก้าอี้ข้างโต๊ะ เชื้อเชิญให้อาฉานนั่งลง ก่อนจะหันไปสั่งความกับบ่าวคนสนิท
“ซุนมามา ไปดูซิว่าเวินเยว่แต่งตัวเสร็จหรือยัง บอกให้เร่งมือหน่อย”
ยังไม่ทันที่ซุนมามาจะก้าวเท้าออกจากห้อง เสียงใสแต่เจือแววหงุดหงิดของจ้าวเวินเยว่ก็ดังแทรกเข้ามา
“ข้าแต่งตัวเสร็จตั้งนานแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่ต่างหากที่ชักช้า”
จ้าวเวินเยว่เดินสะบัดชายกระโปรงเข้ามาในห้องโถง เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นว่าอาฉานนั่งอยู่ก่อนแล้ว ทั้งยังปักปิ่นดอกไม้กำมะหยี่ที่นางเคยหมายตาเอาไว้บนเรือนผม สีหน้าของนางก็บึ้งตึงลงทันที แววตาฉายความไม่พอใจออกมาอย่างปิดไม่มิด
แต่เพียงชั่วครู่ นางก็นึกถึงคำพูดของมารดาเมื่อวานนี้ ที่บอกว่าการหาคู่ครองที่ดีให้จี้ฉานนั้น จะนำผลประโยชน์มาสู่ครอบครัว จ้าวเวินเยว่จึงพยายามข่มอารมณ์ขุ่นเคืองลง
ช่างเถอะ ปล่อยให้จี้ฉานได้ใจไปสักพัก ต่อให้แต่งตัวยั่วยวนเพียงใด สุดท้ายก็มีวาสนาเป็นได้แค่เมียน้อยของผู้อื่น
เมื่อจ้าวเวินเยว่มาถึง เสี่ยวหลินซื่อจึงเดินออกจากเรือนโดยมีซุนมามาคอยประคองปีกซ้ายขวา รถเม้าสองคันค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากหน้าประตูจวนสกุลจ้าว มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเพื่อไปยังประตูหย่งติ้ง
เนื่องจากวันนี้เป็นวันเทศกาลฮวาเจา เส้นทางที่จะมุ่งหน้าไปยังประตูหย่งติ้งจึงเนืองแน่นไปด้วยรถราและผู้คน ขบวนรถม้าของจวนสกุลจ้าวต้องใช้เวลาต่อแถวอยู่นานถึงหนึ่งชั่วยามครึ่ง กว่าจะสามารถผ่านพ้นประตูเมืองออกมาได้
รถม้าเคลื่อนตัวไปได้บ้าง หยุดบ้าง สลับกันไปตลอดทาง จนกระทั่งผ่านไปอีกครึ่งชั่วยาม ในที่สุดพวกเขาก็เดินทางมาถึงเชิงเขาหย่งซาน
ศาลเจ้าเทพธิดาบุปผาตั้งตระหง่านอยู่บริเวณกึ่งกลางของภูเขา รถม้าไม่สามารถขึ้นไปถึงหน้าศาลเจ้าได้ ผู้มาเยือนจำต้องลงเดินเท้าขึ้นไป
โชคดีที่เส้นทางขึ้นเขาไม่ลาดชันจนเกินไปนัก สองข้างทางร่มรื่นด้วยแมกไม้ การเดินทอดน่องขึ้นไปช้าๆ จึงไม่ได้สร้างความเหนื่อยล้าเท่าใดนัก
บรรยากาศบนเส้นทางเดินเขาในยามนี้ร่มรื่นและเต็มไปด้วยสีสัน ต้นไม้ใหญ่ที่เรียงรายอยู่สองข้างทางถูกประดับประดาไปด้วยกระดาษห้าสีจำนวนมาก เมื่อสายลมพัดผ่าน แผ่นกระดาษเหล่านั้นก็พลิ้วไหวส่งเสียงสวบสาบ ราวกับว่าทั่วทั้งขุนเขาได้เบ่งบานไปด้วยมวลบุปผาหลากสีสันละลานตา
เสี่ยวหลินซื่อหยิบแผ่นกระดาษห้าสีที่เตรียมมาส่งให้กับอาฉานและจ้าวเวินเยว่ หญิงสาวรับมาถือไว้ในมือ ก่อนจะมองหาตำแหน่งที่เหมาะสม กิ่งไม้กิ่งหนึ่งโน้มลงมาต่ำพอดี อาฉานจึงเขย่งปลายเท้าขึ้นเล็กน้อย บรรจงผูกกระดาษแผ่นนั้นเข้ากับกิ่งไม้
เมื่อผูกเสร็จสิ้น หญิงสาวหันกลับมามองเบื้องหลัง สายตาพลันปะทะเข้ากับสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งที่มีรูปโฉมงดงาม สวมใส่อาภรณ์หรูหรา เมื่อเพ่งมองให้ชัดเจนอีกครั้ง ก็พบว่าสตรีผู้นั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นฮูหยินเซวีย แม่เลี้ยงของจี้ฉานนั่นเอง
ด้านหลังของฮูหยินเซวียมีบุตรชายและบุตรสาวเดินตามมาติดๆ นอกจากนี้ยังมีเซวียหมิงถัง น้องชายของอีกฝ่ายรวมอยู่ด้วย
ในจังหวะที่อาฉานมองไปทางฮูหยินเซวีย อีกฝ่ายก็เงยหน้าขึ้นมาสบตาด้วยพอดี
ดวงตาของอาฉานจับจ้องไปที่สตรีตรงหน้าโดยไม่หลบสายตาแม้แต่น้อย มุมปากของหญิงสาวยกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มที่อ่านความหมายไม่ออก
ทว่าปฏิกิริยาของฮูหยินเซวียกลับดูผิดปกติไป สตรีผู้สูงศักดิ์คล้ายกับตกใจกับแววตาของเด็กสาวจนต้องก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ร้อนถึงเซวียหมิงถังที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ต้องรีบยื่นมือเข้ามาประคองพี่สาวเอาไว้
เสี่ยวหลินซื่อเองก็สังเกตเห็นกลุ่มคนสกุลเซวียแล้วเช่นกัน สีหน้าของน้าหญิงเล็กยังคงเรียบเฉย ไม่แสดงความยินดียินร้าย แต่ทว่าท่ายืนของนางกลับมั่นคง ไม่มีการขยับหลีกทางให้แต่อย่างใด
แม้นางจะไม่ชอบพี่สาวสายตรงผู้ล่วงลับ แต่นางก็รังเกียจหญิงแพศยาที่เข้ามาแย่งชิงตำแหน่งภรรยาเอกของผู้อื่นยิ่งกว่า จึงไม่มีความจำเป็นต้องปั้นหน้ายิ้มแย้มให้
ผิดกับจ้าวเวินเยว่ที่เพิ่งจะผูกกระดาษห้าสีเสร็จ เมื่อหันกลับมาเห็นเซวียหมิงถัง ยืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าของเด็กสาวก็ปรากฏรอยยิ้มหวานหยดย้อยขึ้นมาทันที
“คุณชายเซวีย ฮูหยินเซวีย ช่างบังเอิญจริงๆ เจ้าค่ะ ที่ได้พบพวกท่านที่นี่”
จ้าวเวินเยว่เอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ลืมมารดาของตนเองที่ยืนอยู่ข้างๆ ไปจนหมดสิ้น
ฮูหยินเซวียปรับสีหน้ากลับมาเป็นปกติ ก่อนจะส่งยิ้มบางๆ ให้กับจ้าวเวินเยว่ พลางเอ่ยทักทายกลับมา
“คุณหนูจ้าว มากับพี่น้องหรือ วันนี้ออกมาเที่ยวเล่นแท้ๆ เหตุใดจึงแต่งกายจืดชืดเรียบง่ายเช่นนี้เล่า?”
คำว่า ‘พี่น้อง’ ในประโยคของฮูหยินเซวีย ย่อมหมายถึงอาฉานที่ยืนอยู่ข้างๆ นั่นเอง
เมื่อจ้าวเวินเยว่ได้ยินดังนั้น ก็หันขวับไปมองอาฉานด้วยสายตาที่เจือไปด้วยความริษยาและขุ่นเคือง ในใจพลางก่นด่ามารดาของตนเองที่เอาแต่ห่วงใยและดูแลจี้ฉาน จนละเลยที่จะช่วยลูกสาวแท้ๆ แต่งตัวให้งดงาม ส่งผลให้นางต้องมาขายหน้าต่อหน้าพี่สาวของชายในดวงใจเช่นนี้
อาฉานลอบสังเกตสถานการณ์ตรงหน้าอย่างเงียบเชียบ ในที่สุดนางก็เข้าใจกระจ่างแจ้งแล้วว่าเหตุใดจี้ฉานถึงได้ตกอยู่ในสภาพน่าเวทนาเช่นนั้น ฮูหยินเซวียผู้นี้ร้ายกาจนัก เพียงแค่เปิดปากพูดประโยคแรกก็สามารถยุแยงตะแคงรั่วได้อย่างแนบเนียน โดยที่น้ำเสียงยังคงนุ่มนวลชวนฟัง
[จบบท]