บทที่ 37: ความจริงในเงามืด
"หมายความว่า... เฟิงหยางทำให้ใต้เท้าเซวียตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อเช่นนั้นรึ?"
น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจของไป๋ซิวมิ่งดังขึ้น ทำเอาเซวียหมิงถังถึงกับเหงื่อกาฬไหลซึมเต็มหน้าผาก แม้เขาจะดำรงตำแหน่งรองเจ้ากรมอาญา ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเจิ้นฝูสื่อแห่งสำนักหมิงจิ้งผู้นี้ เขากลับรู้สึกหวาดหวั่นอย่างบอกไม่ถูก
ความหวาดกลัวนี้มิได้เกิดจากตำแหน่งขุนนางที่สูงส่งกว่า แต่เป็นเพราะระดับตบะบารมีของไป๋ซิวมิ่งนั้นสูงส่งจนสามารถบดขยี้เขาให้แหลกคามือได้ในพริบตาเดียว
เซวียหมิงถังก้มหน้าลงต่ำ พยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่นเครือ
"เป็นความผิดของผู้น้อยเองขอรับ"
"ในเมื่อรู้ตัวว่าทำผิด เช่นนั้นใต้เท้าเซวียก็จงรอสำนึกผิดอยู่ที่นี่ไปก่อนเถิด"
กล่าวจบ ไป๋ซิวมิ่งก็สะบัดชายเสื้อคลุมแล้วเดินตรงไปยังห้องหนังสือทันที ทิ้งให้ขุนนางใหญ่กรมอาญายืนตัวแข็งทื่ออยู่เบื้องหลัง
ในจังหวะนั้นเอง เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพของกรมอาญาที่เพิ่งตรวจสอบสภาพศพเสร็จสิ้นก็เดินสวนออกมา เมื่อเห็นว่าผู้ที่เดินเข้าไปในห้องคือคนของสำนักหมิงจิ้ง สีหน้าของเขาก็ฉายแววประหลาดใจระคนตื่นตระหนก
เฟิงหยางที่เดินตามมาเอ่ยถามเสียงเข้ม "ตรวจสอบพบอะไรบ้าง?"
เจ้าหน้าที่ชันสูตรเร่งประสานมือรายงานทันที
"เรียนใต้เท้า ผู้ตายทั้งสองคนเสียชีวิตด้วยโทษทัณฑ์แล่เนื้อเถือหนังขอรับ แต่สิ่งที่น่าแปลกประหลาดก็คือ บาดแผลจากคมมีดทุกแผลมีองศาและน้ำหนักการลงมีดที่เท่ากันอย่างสมบูรณ์แบบ แม้แต่เพชฌฆาตที่มีฝีมือฉกาจฉกรรจ์ที่สุดก็ยังไม่อาจทำเช่นนี้ได้"
"ท่านหัวหน้า..." เฟิงหยางหันไปมองไป๋ซิวมิ่งเพื่อขอคำชี้แนะ
ไป๋ซิวมิ่งหยุดเดินเล็กน้อย ก่อนเอ่ยถามโดยไม่หันกลับมา
"สตรีที่ตายเป็นใคร?"
"นางคืออนุภรรยานอกบ้านของจ้าวหมิงขอรับ ส่วนบุตรบุญธรรมที่จ้าวหมิงเพิ่งรับมาเลี้ยงเมื่อเร็วๆ นี้ แท้จริงแล้วก็คือลูกนอกสมรสที่เกิดจากเขากับสตรีผู้นี้นั่นเอง"
"มีคนรู้เห็นเรื่องนี้กี่คน"
"น่าจะมีบิดามารดาของจ้าวหมิงด้วยขอรับ แต่พวกเขาก็เสียชีวิตไปแล้วเช่นกัน"
ไป๋ซิวมิ่งนิ่งคิดครู่หนึ่ง แววตาคมกริบทอประกายเย็นเยียบ
"ส่งคนไปค้นหาหลุมศพของหลินเสี่ยวเฉียว ขุดหลุม เปิดโลง... แล้วใช้วิชาตรึงวิญญาณเรียกนางมา"
"ขอรับ!" เฟิงหยางรับคำสั่งเสียงหนักแน่น ก่อนจะเร่งรีบออกไปจัดการทันที
"ยังมีอีกเรื่อง..." น้ำเสียงของไป๋ซิวมิ่งแฝงความนัยบางอย่าง "จับตาดูจี้ฉานเอาไว้ให้ดี รอจนคดีนี้ปิดลงเมื่อไหร่ เปิ่นกวนต้องการพบหน้านาง"
…
หลังจากสำนักหมิงจิ้งเข้ามาดูแลคดีฆาตกรรมยกครัวสกุลจ้าว ความจริงอันน่าสะพรึงกลัวก็ถูกเปิดเผยออกมาอย่างรวดเร็ว
ในคืนเดียว สกุลจ้าวต้องสูญเสียสมาชิกไปถึงสี่คน
บิดามารดาของจ้าวหมิงถูกทุบตีจนกระดูกแขนขาแหลกละเอียดอยู่ภายในห้องนอน พวกเขาต้องนอนดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวดทรมานตลอดทั้งคืนจนกระทั่งขาดใจตาย
ส่วนจ้าวหมิงและซูเหยาผู้เป็นอนุภรรยานั้น ถูกสังหารโหดด้วยวิธีการแล่เนื้อเถือหนังภายในห้องชั้นในของเรือนหนังสือ
สาวใช้ผู้มีหน้าที่เฝ้ายามหน้าห้องของจ้าวเหวินชีให้การว่า เด็กชายได้หายตัวไปจากห้องกลางดึก และในสถานที่เกิดเหตุทั้งสองแห่ง เจ้าหน้าที่ก็พบรอยเท้าเปื้อนเลือดขนาดเล็กประทับอยู่ทั่วบริเวณ
บนม้านั่งไม้ในห้องของท่านผู้เฒ่าจ้าว ปรากฏรอยฝ่ามือเลือดขนาดเล็กของเด็ก ซึ่งเมื่อนำมาเทียบแล้วมีขนาดเท่ากับมือของจ้าวเหวินชีพอดี และในห้องหนังสือ เจ้าหน้าที่ก็พบมีดสั้นเล่มหนึ่งที่มีรอยนิ้วมือเปื้อนเลือดของเด็กชายประทับอยู่เช่นกัน
จ้าวเหวินชีถูกคุมตัวมาอยู่ต่อหน้าไป๋ซิวมิ่ง เด็กชายวัยเพียงไม่กี่ขวบที่เคยเฉลียวฉลาด บัดนี้กลับมีสภาพเหม่อลอยราวกับคนเสียสติ หลังจากที่ต้องทนเห็นสภาพศพอันน่าสยดสยองของบิดามารดาบังเกิดเกล้ากับตาตนเอง
บาดแผลบนใบหน้าของเขายังคงเปิดอ้าโดยไร้การรักษา คาดว่าต่อให้แผลหายดีแล้ว ใบหน้านี้ก็คงเสียโฉมไปตลอดกาล
"ใต้เท้า... ข้าน้อยพยายามสอบถามแล้ว แต่เขาไม่ยอมพูดอะไรเลย อาจเป็นเพราะตกใจจนเสียขวัญไปแล้ว" เฟิงหยางรายงานด้วยสีหน้าลำบากใจ
ไป๋ซิวมิ่งปรายตามองลูกน้องคนสนิท น้ำเสียงเยียบเย็นดุจน้ำแข็ง
"เจ้าไม่เคยเรียนรู้วิธีการสอบสวนนักโทษเช่นนี้หรืออย่างไร?"
ร่างกายของเฟิงหยางเกร็งเขม็งขึ้นมาทันที เดิมทีเขาเพียงแค่นึกสงสารเด็กตัวเล็กๆ ที่ต้องมาเจอเรื่องราวโหดร้ายเช่นนี้ หากใช้วิชาสั่นคลอนวิญญาณเพื่อกระตุ้นสติ เกรงว่าเด็กคนนี้อาจจะรับความจริงไม่ได้และกลายเป็นคนวิกลจริตไปเสียก่อน
ทว่าเมื่อสบสายตาของผู้เป็นนาย เฟิงหยางก็ไม่กล้าคิดฟุ้งซ่านอีก เขาโน้มตัวลงไปจ้องตาจ้าวเหวินชี ทันใดนั้น รูม่านตาที่ขยายกว้างของเด็กชายก็หดเกร็งลง ร่างกายสั่นสะท้านราวกับถูกกระชากให้ตื่นจากฝันร้าย
"บอกข้ามา... เมื่อคืนนี้เจ้าเห็นอะไร?" เฟิงหยางเอ่ยถามเสียงต่ำ
"มีคน... มีคนใช้เก้าอี้ฟาดขาปู่กับย่าจนหัก... พวกเขาร้องโหยหวนไม่หยุดเลย" ดวงตาของจ้าวเหวินชีเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
"แล้วมีอะไรอีก"
"ยังมี... ยังมีคนแล่เนื้อท่านพ่อกับท่านแม่ออกมาเป็นชิ้นๆ อ๊ากกก! อ๊ากกก!"
ภาพความทรงจำอันเลวร้ายในค่ำคืนนั้นไหลบ่าเข้ามาในสมอง จ้าวเหวินชียกมือขึ้นทึ้งผมตัวเองพร้อมกับกรีดร้องโหยหวนอย่างบ้าคลั่ง
เฟิงหยางจำต้องใช้วิชาสั่นคลอนวิญญาณเป็นครั้งที่สองเพื่อดึงสติเขากลับมา
"เจ้ารู้หรือไม่ว่าใครเป็นคนฆ่าพวกเขา"
ทันใดนั้น สีหน้าของจ้าวเหวินชีก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน เขายกนิ้วชี้ไปที่มุมหนึ่งของห้อง ท่าทางและน้ำเสียงเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน
"เป็น... เป็นนังแพศยาหลินเสี่ยวเฉียว! เป็นมันที่ชักนำข้า ข้าถูกมันหลอกใช้!"
แต่แล้วเด็กชายก็กลับมามีอาการหวาดผวาอีกครั้ง พร่ำเพ้อออกมาไม่หยุดปาก "ป้าสะใภ้... ได้โปรดปล่อยข้าไปเถอะ ป้าสะใภ้... เป็นข้าเองที่ผิดต่อท่าน ขอร้องล่ะ... ฮือๆ ป้าสะใภ้..."
เฟิงหยางหันกลับมารายงานไป๋ซิวมิ่ง "เรียนใต้เท้า ป้าสะใภ้ที่เขาพูดถึง น่าจะเป็นหลินเสี่ยวเฉียว ภรรยาผู้ล่วงลับของจ้าวหมิงขอรับ"
เขาตัดสินใจไม่ใช้วิชาสั่นคลอนวิญญาณกับเด็กคนนี้อีก เพราะจิตใจของจ้าวเหวินชีได้พังทลายลงอย่างสมบูรณ์แล้ว หมดหนทางที่จะเยียวยา
รูปคดีในตอนนี้กระจ่างชัดแจ้งแล้ว วิญญาณอาฆาตของหลินเสี่ยวเฉียวได้เข้าสิงร่างจ้าวเหวินชี และยืมมือเด็กชายสังหารคนในสกุลจ้าวทุกคน ยกเว้นเพียงจ้าวเวินเยว่ผู้เป็นบุตรสาวในไส้ของนาง
แม้จ้าวเหวินชีจะรอดชีวิตมาได้ แต่สภาพของเขาในตอนนี้ช่างน่าเวทนายิ่งกว่าตายตกไปเสียเมื่อคืน ต่อให้เขาไม่เสียสติ แต่การที่ถูกผีสิงจนลงมือฆ่าปู่ย่าและพ่อแม่แท้ๆ ด้วยมือตนเอง โลกใบนี้คงไม่มีที่ยืนให้เขาอีกต่อไป
ความแค้นต้องฝังลึกเพียงใดกัน หลินเสี่ยวเฉียวถึงได้เลือกวิธีการแก้แค้นที่โหดเหี้ยมอำมหิตเช่นนี้?
"ไปนำตัวพ่อบ้านสกุลจ้าวมา"
ไป๋ซิวมิ่งเริ่มรู้สึกสนใจในเรื่องราวบุญคุณความแค้นของตระกูลจ้าวขึ้นมาบ้างแล้ว
พ่อบ้านถูกคุมตัวเข้ามาในห้องหนังสือ ทันทีที่เห็นไป๋ซิวมิ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน เขาก็รีบคุกเข่าโขกศีรษะลงกับพื้นทันที "ข้าน้อยจ้าวฟู่ คารวะใต้เท้าขอรับ"
ไป๋ซิวมิ่งเท้าคางมองดูอีกฝ่ายด้วยท่าทีเกียจคร้าน
"เล่าเรื่องราวในสกุลจ้าวให้เปิ่นกวนฟัง เริ่มตั้งแต่ตอนที่ฮูหยินของพวกเจ้าเสียชีวิต"
"ขอรับ"
จ้าวฟู่ลอบปาดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก ก่อนจะเล่าความจริงออกมาจนหมดเปลือก
"หลังจากฮูหยินสิ้นใจได้ไม่นาน นายท่านผู้เฒ่ากับนายหญิงผู้เฒ่าก็เดินทางมาถึง พร้อมกับพาคุณชายน้อยเหวินชีมาด้วย โดยอ้างว่าจะยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของนายท่านจ้าวหมิง..."
"ตอนนั้นข้าน้อยก็รู้สึกทะแม่งๆ อยู่แล้ว จนกระทั่งวันก่อนที่จะออกทุกข์ ฮูหยินซูก็เดินทางมาถึง ข้าน้อยบังเอิญไปได้ยินคุณชายน้อยเรียกนางว่า 'ท่านแม่' จึงได้รู้ความจริงว่า นายท่านจ้าวหมิงเลี้ยงดูอนุภรรยานอกบ้านมาตลอดหลายปีนี้"
"เล่าต่อสิ"
จ้าวฟู่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
"ในวันออกทุกข์ นายท่านได้เชิญนักพรตจิ้งอวิ๋นจากอารามผิงหนานมาทำพิธี นักพรตเฒ่าผู้นั้นทำนายว่าฮูหยินอาจกลายเป็นวิญญาณอาฆาต ดังนั้นคนในจวนจึงลงความเห็นให้สะกดวิญญาณของนางไว้ในโลงศพขอรับ"
คิ้วเข้มของไป๋ซิวมิ่งเลิกขึ้นเล็กน้อย
"คนในจวนลงความเห็นงั้นรึ? แสดงว่าต้องมีคนไม่เห็นด้วยสินะ"
จ้าวฟู่พยักหน้ารัวๆ "ซุนมามาที่เคยปรนนิบัติฮูหยินร้องห่มร้องไห้คัดค้านหัวชนฝา จนถูกขับไล่ออกไปขอรับ ส่วนอีกคนก็คือแม่นางจี้ หลานสาวของฮูหยิน ตอนแรกนางเองก็ไม่ยอมเช่นกัน แต่คุณชายน้อยพูดเกลี้ยกล่อมไม่กี่คำ นางก็ยอมจำนน"
"เด็กนั่นพูดว่าอะไร?" ไป๋ซิวมิ่งถามด้วยความสนใจ
ช่วงนี้เขามีภารกิจรัดตัว สายข่าวที่ส่งรายงานมาก็มักจะสรุปแต่ใจความสำคัญ เขาจึงไม่เคยรู้เลยว่าสกุลจ้าวมีละครฉากใหญ่เช่นนี้ซ่อนอยู่
"คุณชายน้อยพูดว่า ฮูหยินมีจิตใจเมตตา ย่อมไม่อยากทำร้ายใคร แต่หากนางกลายเป็นผีร้ายขึ้นมาจริงๆ จะทำอย่างไร... แล้วเขายังพูดอีกว่า คนที่ยังมีชีวิตอยู่ย่อมสำคัญกว่าคนตาย สุดท้ายทุกคนในจวนก็เห็นดีเห็นงามไปกับคำพูดของเขาขอรับ"
ไป๋ซิวมิ่งหลุบตาลง ซ่อนประกายวูบไหวในดวงตา เขาไม่เชื่อเด็ดขาดว่าคนอย่างจี้ฉานจะยอมจำนนด้วยคำพูดเพียงแค่นั้น
"ในสายตาของเจ้า... คุณชายน้อยของพวกเจ้าเป็นคนเช่นไร?"
พ่อบ้านชะงักไปครู่หนึ่ง เดิมทีเขาอยากจะกล่าวสรรเสริญเจ้านายตามความเคยชิน แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าจ้าวหมิงตายไปแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องประจบสอพลออีกต่อไป จึงตอบตามตรงว่า
"คุณชายน้อยภายนอกดูเฉลียวฉลาด รู้จักมารยาท แต่แท้จริงแล้วเป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจขอรับ เขารู้ดีว่าตนเองกำลังแย่งชิงสถานะของคุณชายใหญ่ไป แต่กลับคิดว่าเป็นสิ่งที่ตนสมควรได้รับ หนำซ้ำยังเคยพูดจาดูถูกเหยียดหยามฮูหยินผู้ล่วงลับอีกด้วย"
"มีอะไรอีกไหม?"
[จบบท]