บทที่ 4: ผู้มาเยือนยามวิกาล
เจ้าหน้าที่ผู้นั้นเดินนำทางรองเจ้ากรมจากกรมโหรหลวงซือเทียนเจียน มุ่งหน้าตรงไปยังโถงชั้นในของที่ทำการสำนักหมิงจิ้ง บรรยากาศโดยรอบเงียบเชียบและเคร่งขรึมกดดันจนผู้มาเยือนรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง
ทว่ายังไม่ทันที่พวกเขาจะเดินเข้าไปใกล้ ร่างหนึ่งก็ค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากโถงใหญ่ของที่ทำการอย่างเชื่องช้า บุรุษผู้นี้ดูเยาว์วัยจนเกินจริง ทั้งยังมีรูปโฉมงดงามหล่อเหลาเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะดวงตาพราวดอกท้อคู่นั้น ยามที่ทอดสายตามองผู้ใดก็มักจะเจือไปด้วยความอ่อนโยนอยู่หลายส่วน ทำให้ผู้คนเข้าใจผิดได้ง่ายว่าเขาเป็นคนอารมณ์ดีและเข้าถึงง่าย
เรือนผมสีดำสนิทถูกรวบขึ้นสวมครอบด้วยเกี้ยวทองคำ ร่างสูงโปร่งสวมทับด้วยเสื้อคลุมกันลมตัวใหญ่สีดำสนิท ยามเมื่อเขาขยับกายก้าวเดิน ชายเสื้อคลุมที่พลิ้วไหวทำให้มองเห็นเพียงมุมหนึ่งของชุดขุนนางสีแดงสดที่สวมใส่อยู่ภายใน
รองเจ้ากรมผู้มาจากกรมโหรหลวงไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองสำรวจให้มากความ ทันทีที่เห็นไป๋ซิวมิ่งปรากฏตัวออกมา เขาก็รีบก้มตัวลงคารวะด้วยความนอบน้อมสูงสุด
“ใต้เท้าไป๋ ข้าน้อยคือรองเจ้ากรมจากกรมโหรหลวงซือเทียนเจียน รับบัญชาจากท่านเจ้ากรมให้มารายงานขอรับ มีปีศาจระดับสูงลอบเข้ามาในเมืองหลวง จนส่งผลให้ปรากฏการณ์บนท้องฟ้าเกิดการเปลี่ยนแปลง”
ไป๋ซิวมิ่งหยุดฝีเท้าลง นัยน์ตาดอกท้อหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบสั้นกระชับ
“ตำแหน่ง”
รองเจ้ากรมรีบยกสองมือขึ้นประคองถาดไม้เก่าคร่ำคร่าใบหนึ่งส่งไปเบื้องหน้าอย่างระมัดระวัง
“นี่คือจานคำนวณฟ้าที่ท่านเจ้ากรมให้ข้าน้อยนำมามอบให้แก่ใต้เท้าขอรับ”
ไป๋ซิวมิ่งยื่นมือเรียวยาวออกไปรับจานคำนวณฟ้าที่ดูเก่าแก่จนสีซีดจางนั้นมาถือไว้ แหวนหยกที่สวมอยู่บนนิ้วชี้กระทบกับตัวถาดไม้จนเกิดเสียงดังแผ่วเบาขึ้นในความเงียบ
เขาหลุบตาลงมองพิจารณาจานคำนวณฟ้าในมือ บนหน้าปัดนั้นมีเข็มสามเล่ม สีดำ สีขาว และสีแดง เข็มสีแดงมีการเคลื่อนที่เปลี่ยนตำแหน่ง ทิศทางที่มันชี้ไปนั้นย่อมต้องเป็นตำแหน่งของปีศาจตนนั้นที่ลักลอบเข้ามาในเมือง
เมื่อยืนยันเป้าหมายได้ชัดเจน ไป๋ซิวมิ่งจึงเอ่ยสั่งการขึ้นทันที
“จัดกำลังคน”
สิ้นเสียงคำสั่ง บรรยากาศรอบด้านพลันเกิดความเคลื่อนไหว เสียงขานรับดังกระหึ่มขึ้นมาจากเงามืดโดยรอบพร้อมกัน
“ขอรับ!”
รองเจ้ากรมสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ รีบหันซ้ายแลขวาอย่างตื่นตระหนก แต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงาของผู้ที่ขานรับเมื่อครู่ว่าซ่อนตัวอยู่ที่ใด
เพียงชั่วพริบตาเดียว องครักษ์หน่วยหมิงจิ้งนับสิบนายก็ปรากฏตัวขึ้นในชุดพร้อมรบ เต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายสังหารที่พวยพุ่งออกมา เตรียมพร้อมสำหรับการออกล่าในค่ำคืนนี้
ผู้ใต้บังคับบัญชาจูงม้าโลหิตมังกรเข้ามา ไป๋ซิวมิ่งเหวี่ยงตัวขึ้นหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะหันไปกำชับให้คนจัดกำลังคุ้มกันรองเจ้ากรมผู้นั้นกลับไปส่งยังที่หมาย
ขบวนม้าโลหิตมังกรของสำนักหมิงจิ้งควบทะยานตัดผ่านถนนเทียนเจีย เสียงเกือกม้ากระทบพื้นหินดังกึกก้องไปทั่วความเงียบยามวิกาล ชาวบ้านร้านตลาดที่ยังพอมีหลงเหลืออยู่บ้างต่างพากันหลีกทางให้ด้วยความหวาดเกรง ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะชะเง้อมองหรือติดตามไปดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ด้วยฝีเท้าอันรวดเร็วของม้าโลหิตมังกร ใช้เวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งเค่อ พวกเขาก็มาถึงจุดหมายที่จานคำนวณฟ้าระบุไว้
ม้าศึกนับสิบตัวหยุดลงที่หน้าตรอกอันผิง เหล่าองครักษ์กระโดดลงจากหลังม้า และแทรกซึมเข้าไปในตรอกอย่างเงียบเชียบไร้สุ้มเสียงราวกับภูตพราย ไป๋ซิวมิ่งก้าวเดินตามทิศทางที่เข็มบนจานคำนวณฟ้าชี้ไปอย่างมั่นคง
ตรอกแคบที่มืดมิดและสกปรกไม่อาจบดบังสายตาของผู้บำเพ็ญเพียรได้ เพียงแค่กวาดตามองแวบเดียว ไป๋ซิวมิ่งก็มองเห็นภาพเหตุการณ์ภายในตรอกได้อย่างชัดเจน
หนึ่งคนหนึ่งปีศาจนอนล้มพับอยู่ด้วยกัน กลิ่นอายของปีศาจตนนั้นจางหายไปจนหมดสิ้นคล้ายว่าไม่อยู่แล้ว ส่วนร่างของมนุษย์ที่นอนคุดคู้อยู่ข้างๆ ดูเหมือนจะยังคงมีลมหายใจอยู่ ที่ข้างมือของคนผู้นั้น มีลูกธนูเปื้อนเลือดดอกหนึ่งตกอยู่
ความหนาวเหน็บกัดกินไปถึงกระดูก แม้ว่าดวงจิตจะทำการซ่อมแซมหัวใจที่แตกสลายไปแล้ว แต่ร่างกายเนื้อนี้ก็ยังคงอ่อนแออย่างยิ่ง
อาฉานไม่มีเรี่ยวแรงหลงเหลือพอที่จะขยับเขยื้อน มนุษย์นั้นช่างเปราะบางกว่าที่นางจินตนาการไว้มากนัก โดยเฉพาะร่างกายของจี้ฉานที่เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา ไม่สามารถฝึกฝนบำเพ็ญเพียรได้
นางในยามนี้ลุกไม่ขึ้น ทำได้เพียงขยับกายเข้าไปเบียดชิดกับร่างเดิมของตนเองที่นอนแน่นิ่งอยู่เพื่ออาศัยไออุ่นเพียงน้อยนิด
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นและมั่นคงก็ดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท มีใครบางคนกำลังเดินเข้ามา
อาฉานฝืนลืมตาขึ้น แพขนตายาวสั่นระริก ท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่อง รองเท้าหุ้มข้อหนังสีดำคู่หนึ่งปรากฏขึ้นในกรอบสายตาของนาง
ยังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยปากส่งเสียงใดๆ ดาบยาวเล่มหนึ่งที่ยังไม่ได้ถอดออกจากฝักก็ถูกยื่นเข้ามาจ่อที่ลำคอระหง ลวดลายเกล็ดบนปลอกดาบที่ยังขัดเกลาออกไม่หมดนั้นคมกริบ เพียงแค่สัมผัสโดนผิวเนื้อบอบบาง ก็บาดจนลำคอด้านข้างของนางมีเลือดซึมออกมา
“ชื่อ?”
เสียงทุ้มต่ำที่ดังขึ้นเหนือศีรษะนั้นฟังดูนุ่มนวลและน่าฟัง หากไม่มีดาบเล่มนี้จ่ออยู่ที่คอ อาฉานคงจะคิดว่าเจ้าของเสียงนี้เป็นบุรุษที่อ่อนโยนผู้หนึ่ง
“อา... จี้ฉาน”
นางเกือบจะเผลอหลุดปากบอกชื่อเดิมออกไป แต่ก็ยั้งปากไว้ได้ทันท่วงที
“เหตุใดเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่?”
“บ้านของข้าอยู่ที่ตรอกชางผิง ข้าเพียงแค่กำลังเดินทางกลับบ้าน แล้วต้องเดินผ่านทางนี้พอดี”
ความทรงจำของจี้ฉานไหลบ่าเข้ามาในหัวสมองของอาฉานทันทีหลังจากที่นางทำการแย่งชิงร่างสำเร็จ มันเป็นความทรงจำที่สมบูรณ์ครบถ้วนตลอดช่วงชีวิตอันแสนสั้นของหญิงสาวอีกคน และมันคือกุญแจสำคัญที่จะทำให้นางสวมรอยใช้ชีวิตในฐานะจี้ฉานต่อไปได้
อาฉานรีบค้นหาความทรงจำที่เพิ่งเกิดขึ้นในค่ำคืนนี้อย่างรวดเร็ว เพื่อนำมาใช้โต้ตอบกับบุรุษตรงหน้า
“เล่ามา ว่าเกิดอะไรขึ้น”
การที่ต้องนอนราบอยู่กับพื้นอันเย็นเฉียบและถูกคนยืนค้ำหัวสอบสวนเช่นนี้ไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีนัก แต่ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างกายดูไม่มีท่าทีว่าจะยอมละดาบออกไป นางจึงจำต้องรักษาท่าทางเช่นนี้ไว้ และตอบคำถามของเขาอย่างว่าง่าย
“ระ... ระหว่างทางที่ข้าเดินกลับมา ข้าเจอคนกลุ่มหนึ่งกำลังไล่จับภูตผีอยู่แถวนี้ ตอนที่ผีตนนั้นพุ่งเข้ามาหาข้า ก็มีลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งเข้ามา... มันทำร้ายข้า”
แม้บาดแผลฉกรรจ์จะสมานตัวจนหายสนิทดีแล้ว และนางไม่ควรพูดจาขยายความให้มากความ ทว่าเสื้อนวมสีขาวบนร่างนั้นโดดเด่นสะดุดตาเกินไป รอยเลือดสีแดงฉานที่แผ่เป็นวงกว้างบริเวณหน้าอกยังคงฟ้องอยู่ ต่อให้คิดจะกลบเกลื่อนก็คงทำไม่ได้
สายตาของไป๋ซิวมิ่งเลื่อนต่ำลงตามคำบอกเล่าของนาง สายตาคมกริบจับจ้องไปที่ตำแหน่งหัวใจ ก่อนจะเบนสายตาไปมองลูกธนูที่ตกอยู่ด้านข้าง มันเป็นลูกธนูของทางการ ดูจากรูปแบบการผลิตแล้วน่าจะมาจากกรมอาญา
“เล่าต่อ”
“ข้าคลานหนีเข้ามาในตรอกนี้ แล้วข้าก็เจอนาง”
“เจ้าได้พูดคุยกับมันหรือไม่?”
ไป๋ซิวมิ่งใช้สรรพนามเรียกปีศาจจิ้งจอกที่นอนแน่นิ่งอยู่ว่า 'มัน'
“ข้านึกว่าตัวเองกำลังจะตาย แล้วก็กลัวว่านางจะกินข้า ข้าเลยพูดออกไปประโยคหนึ่ง ใครจะรู้ว่านางกลับตอบข้ามา”
“พูดว่าอะไร?”
“นางบอกว่าตัวเองไม่กินคน แล้วก็ถามชื่อของข้า จากนั้น... เสียงก็ไม่อยู่แล้ว”
เสียงหัวเราะเยาะหยันดังขึ้นเบาๆ จากเหนือศีรษะ ในที่สุดดาบเล่มนั้นที่คุกคามชีวิตของนางมาตลอดบทสนทนาก็ถูกยกออกไป ชายหนุ่มทรุดกายลงนั่งยองๆ ตรงหน้านาง ชายเสื้อคลุมกันลมสีดำทิ้งตัวลงระกับพื้น หิมะสีขาวเกาะติดอยู่ตามชายผ้า
อาฉานแอบคิดในใจเงียบๆ ว่าเสื้อคลุมตัวนั้นดูท่าทางจะอบอุ่นมาก
ในอดีต นางไม่เคยต้องรู้จักกับความหนาวเหน็บ ขนของนางนอกจากจะสวยงามเป็นเลิศแล้วยังให้ความอบอุ่นได้อย่างดีเยี่ยม แต่ในยามนี้ ร่างกายมนุษย์ที่นางครอบครองอยู่กลับสั่นสะท้านไปทั้งตัวด้วยความหนาว
การเป็นมนุษย์นี่ไม่ง่ายเลยจริงๆ
“ใจกล้าไม่เบานี่ ที่กล้าโกหกเปิ่นกวน*”
ประโยคที่เจือไปด้วยรอยยิ้มจางๆ ดังขึ้นที่ข้างหู ทว่าในวินาทีถัดมา มือหนาที่แข็งแกร่งราวกับคีมเหล็กก็พุ่งเข้ามาบีบคอของนางอย่างรวดเร็ว บังคับให้นางต้องเงยหน้าขึ้นสบตา
อาฉานจำต้องจ้องมองเข้าไปในดวงตาคู่นั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือใบหน้าอันหล่อเหลาเป็นพิเศษประหนึ่งผลงานศิลปะที่สวรรค์บรรจงแกะสลักลงมาอย่างประณีต ในบรรดาเหล่ามนุษย์และปีศาจที่นางเคยพานพบมาทั้งหมด อย่างน้อยบุรุษผู้นี้ก็จัดอยู่ในสามอันดับแรกได้อย่างไม่ต้องสงสัย
นางเป็นคนช่างเลือกมาแต่ไหนแต่ไร และมักจะชมชอบคนหน้าตาดีเป็นทุนเดิม ด้วยเหตุนี้จึงต้องกินน้ำตาต่างข้าวและเสียเปรียบผู้อื่นมานับครั้งไม่ถ้วน ดูท่าแล้วคนตรงหน้านี้ก็น่าจะเป็นตัวอันตรายที่ไม่อาจตอแยได้ง่ายๆ เช่นกัน
ชายหนุ่มมีดวงตาที่ดูอ่อนโยน ยามที่เขาทอดสายตามองลงมา แววตาคู่นั้นดูราวกับมีระลอกคลื่นแห่งความรู้สึกอันลึกซึ้งพาดผ่าน ทว่าการกระทำของเขากลับไม่ได้นุ่มนวลตามไปด้วยแม้แต่น้อย เพียงชั่วพริบตาเดียว อาฉานก็รู้สึกหน้ามืดจนแทบจะหายใจไม่ออก
หญิงสาวพยายามใช้มือไขว่คว้าและจิกทึ้งหลังมือของอีกฝ่ายอย่างสุดชีวิตเพื่อหวังจะให้หลุดพ้นจากการเกาะกุม ทว่าเรี่ยวแรงอันน้อยนิดนั้นกลับไม่สามารถสั่นคลอนเขาได้แม้แต่น้อย
ไป๋ซิวมิ่งจ้องมองนางอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งสัมผัสได้ว่าแรงดิ้นรนของนางเริ่มอ่อนลง เขาจึงค่อยคลายมือออกเล็กน้อยเพื่อให้พอมีอากาศหายใจ ก่อนจะเอ่ยปากขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เปิ่นกวนจะถามอีกครั้ง มันพูดอะไรกับเจ้า?”
อาฉานสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างยากลำบาก ก่อนจะตอบกลับไปเสียงสั่นเครือ “มันขอคำขานชื่อจากข้า แต่ว่าล้มเหลว มันยังบอกอีกว่าตนเองคือจิ้งจอกแปดหาง”
“จิ้งจอกแปดหาง?”
ไป๋ซิวมิ่งนัยน์ตาไหววูบ พลางเอ่ยเรียกผู้ใต้บังคับบัญชาเสียงเรียบ
“เฟิงหยาง”
“อยู่นี่ขอรับ”
ชายหนุ่มนามว่าเฟิงหยางไม่รู้ว่าปรากฏกายออกมาจากที่ใด เขาทรุดกายลงนั่งชันเข่าข้างหนึ่งอยู่กับพื้น ก้มศีรษะรอฟังคำสั่งจากผู้เป็นนายอย่างนอบน้อม
“ให้คนเข้ามาพิสูจน์ศพ”
“ขอรับ”
สิ้นเสียงตอบรับ เพียงไม่นานนักคนสองคนก็ก้าวเข้ามาตรวจสอบร่างเดิมของอาฉานที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพียงครู่เดียวหลังจากตรวจสอบเสร็จสิ้น ทั้งสองก็ถอยกลับไปยืนกุมมือสำรวมท่าทีอยู่ด้านข้างเพื่อรายงานผล
“เป็นอย่างไร?” ไป๋ซิวมิ่งเอ่ยถามสั้นๆ
“เรียนใต้เท้า ปีศาจตนนี้เป็นจิ้งจอกแปดหางจริงขอรับ อีกทั้งอายุยังไม่มาก บาดแผลบนร่างลึกถึงกระดูก คล้ายเคยถูกปิดล้อมไล่ล่ามาก่อน พวกข้าน้อยไม่พบแก่นปีศาจในร่างกายของมันขอรับ”
ไป๋ซิวมิ่งดูเหมือนจะไม่ได้ใส่ใจกับผลการตรวจสอบรายละเอียดพวกนั้นมากนัก เขาเพียงแค่ถามย้ำในสิ่งที่ตนต้องการรู้ “ตายสนิทแล้วหรือ?”
“ตายสนิทแล้วขอรับ”
“ยกกลับไปที่สำนักหมิงจิ้ง”
“ขอรับ”
“ส่วนคนผู้นี้...”
ร่างสูงสง่าลุกขึ้นยืน พลางรับผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดตาที่เฟิงหยางส่งมาให้ เขาบรรจงเช็ดนิ้วมือของตนทีละนิ้วอย่างเชื่องช้า ราวกับต้องการลบสัมผัสเมื่อครู่ออกไปให้หมดสิ้น สายตาเย็นชาเหลือบมองหญิงสาวที่ยังคงหายใจหอบถี่อยู่บนพื้น
“พากลับไปเช่นกัน”
สิ้นคำสั่ง ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นก็ร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน
“ขอรับ”
[จบบท]
*เปิ่นกวน: "ตัวข้าผู้เป็นขุนนาง" หรือ "ใต้เท้าผู้นี้" ใช้โดยขุนนาง หรือเจ้าหน้าที่รัฐในสมัยโบราณ มักใช้พูดในฐานะตำแหน่งหน้าที่อย่างเป็นทางการ เพื่อแสดงถึงอำนาจและความเป็นทางการในขณะปฏิบัติหน้าที่