บทที่ 67: จุดจบของฟางอวี้
ฟางอวี้สิ้นใจลงในวันธรรมดาวันหนึ่ง ซึ่งนางถูกสามีที่นางหลงใหลมาตลอดทั้งชีวิตรัดคอจนตายด้วยมือของเขาเอง ร่างของนางนอนเบิกตากว้างอย่างคนตายตาไม่หลับ
ภายในห้องเต็มไปด้วยเสียงหอบหายใจของเหยียนลี่หรู ในขณะที่หรูฮุ่ยยืนอยู่ด้านหลังของเขา หรูฮุ่ยหลุบตามองฟางอวี้ที่ไร้ลมหายใจไปแล้ว ทว่าภายในใจกลับไม่ได้รู้สึกสะใจกับการแก้แค้นเลยแม้แต่น้อย กว่าที่ตัวการสำคัญจะมาตายลงตรงหน้านางก็กินเวลาล่วงเลยมาถึงยี่สิบปีนับตั้งแต่ครอบครัวของนางต้องตายอย่างอยุติธรรม ทำให้หรูฮุ่ยรู้สึกเพียงแค่ว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นช้าเกินไป
สายตาของนางทอดมองไปยังแผ่นหลังของเหยียนลี่หรูเป็นจุดสุดท้าย ฟางอวี้ตายไปแล้ว เป้าหมายต่อไปก็ควรจะถึงคราวลูกชายของพวกเขา
“นายท่าน ต่อจากนี้จะทำอย่างไรดีเจ้าคะ?”
เหยียนลี่หรูปล่อยมือจากเชือกที่ใช้รัดคอฟางอวี้ ก่อนที่จะลุกขึ้นยืนพลางออกคำสั่ง
“ไม่ต้องกังวลไป ถอดเครื่องประดับอัญมณีบนตัวนางออกให้หมด ออกแรงดึงให้หนักหน่อย”
หรูฮุ่ยชะงักไป ทว่านางก็ลงมือทำตามคำสั่งของเขาทันที นางดึงเครื่องประดับบนศีรษะของฟางอวี้ออก พร้อมกับกระชากจี้ไข่มุกและสร้อยคอ รวมถึงกำไลหยกสองวงบนข้อมือออกมาจนหมด ซึ่งการออกแรงดึงอย่างหนักทำให้ทิ้งรอยแดงเอาไว้บนลำคอและใบหูของฟางอวี้
ในระหว่างที่นางกำลังถอดเครื่องประดับของฟางอวี้อยู่นั้น เหยียนลี่หรูก็เดินสำรวจไปรอบห้องจนกระทั่งมาหยุดอยู่ข้างโต๊ะ เขาหามุมที่เหมาะสมแล้วผลักโต๊ะล้มลง แจกันที่วางอยู่ด้านบนจึงตกลงมาแตกกระจายเต็มพื้น จากนั้นเขาก็ฉีกผ้าม่านเตียงฝั่งหนึ่งออก พร้อมกับกระชากผ้าห่มที่ยังไม่ได้พับลงมาจากเตียง ส่วนหมอนก็ถูกโยนไปทิ้งไว้ที่ปลายเตียง การจัดฉากเพียงเล็กน้อยทำให้สภาพภายในห้องดูเหมือนเพิ่งมีการต่อสู้กันเกิดขึ้น
“นายท่าน เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”
หรูฮุ่ยส่งมอบเครื่องประดับทั้งหมดให้กับเหยียนลี่หรู ซึ่งเขาก็รับของเหล่านั้นมาเก็บไว้กับตัว ก่อนที่จะพูดกับนาง
“ไปกันเถอะ ตอนออกไปข้างนอกก็ห้ามพูดอะไรทั้งนั้น”
หรูฮุ่ยพยักหน้ารับคำ พร้อมกับเดินตามหลังเหยียนลี่หรูออกไปด้านนอก หลังจากที่พวกเขาก้าวพ้นประตูห้อง เหยียนลี่หรูก็ปล่อยให้บานประตูเปิดอ้าทิ้งเอาไว้แบบนั้น ก่อนที่จะพาหรูฮุ่ยเดินมุ่งหน้าต่อไป
ภายในลานเรือนมีชายหนุ่มซึ่งเป็นชู้รักของฟางอวี้ยืนรออยู่ด้วยท่าทางกระสับกระส่าย ดูเหมือนว่าเขากำลังรอให้ทั้งสองคนออกมา ซึ่งพอเขาเห็นเหยียนลี่หรูเดินออกมา ชายคนนั้นก็ไม่ได้หันหลังวิ่งหนีไปแต่อย่างใด ทว่าเขากลับเดินตรงเข้ามาหา
“ใต้...ใต้เท้า เราตกลงกันไว้แล้ว...”
เหยียนลี่หรูพูดแทรกขึ้นมาทันที
“วางใจเถอะ ข้าเคยบอกไว้แล้วว่าจะไม่เอาความเจ้า ข้ากับฟางอวี้ยังมีเรื่องต้องคุยกัน เจ้าจงไปรอที่โรงสุราไหลฝูตรงหัวถนนซะ”
“ขอรับ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ขอรับ”
“อย่าให้สาวใช้กับคนขับรถม้าที่หน้าประตูเห็นเข้าล่ะ”
เหยียนลี่หรูพูดด้วยเสียงเรียบ
“ไม่มีทางเด็ดขาดขอรับ”
เมื่อชายหนุ่มได้ยินคำพูดของเหยียนลี่หรู เขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนที่จะวิ่งออกไปด้านนอกโดยไม่หันกลับมามอง ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นไปตามที่หรูฮุ่ยเคยคาดเดาเอาไว้ ว่าเหยียนลี่หรูรู้เรื่องที่ฟางอวี้ลักลอบคบชู้มาตั้งนานแล้ว ทำให้แม้กระทั่งชู้รักของฟางอวี้ก็อาจจะเป็นคนที่เขาจงใจจัดหามาให้เองด้วยซ้ำ
คนอย่างเหยียนลี่หรูไม่เคยทำให้นางผิดหวังเลยจริงๆ เขาเป็นคนที่โหดเหี้ยมกับผู้อื่น แล้วก็ยังโหดเหี้ยมกับตัวเองยิ่งกว่า
“ไปกันเถอะ”
เมื่อได้ยินคำพูดของเขา หรูฮุ่ยก็หันกลับไปมองด้านหลังด้วยความกังวล
“จะไปทั้งแบบนี้เลยหรือเจ้าคะ?”
เหยียนลี่หรูเห็นท่าทีของนาง เขาจึงเอื้อมมือไปกุมมือของหญิงสาวเอาไว้
“ไม่ต้องกังวลไป ไม่มีใครสังเกตเห็นหรอก”
ทั้งสองคนเดินหลบเลี่ยงสาวใช้กับคนขับรถม้าของฟางอวี้จนกระทั่งออกจากตรอกจั่วจือมาได้สำเร็จ พวกเขาเดินไปตามถนนใหญ่ด้านหน้าเพื่อขึ้นรถม้าของจวนสกุลเหยียน ทว่ารถม้าคันนั้นกลับไม่ได้มุ่งหน้ากลับจวนสกุลเหยียน แต่กลับเดินทางไปยังร้านตัดเสื้อที่ตั้งอยู่ละแวกใกล้เคียงแทน
กิจการของร้านแห่งนั้นดูไม่ค่อยดีนัก ทำให้หลงจู๊ที่เฝ้าร้านกำลังยืนสัปหงกอยู่หน้าโต๊ะคิดเงิน หลังจากที่เหยียนลี่หรูเดินเข้าไปด้านใน เขาก็ยื่นมือออกไปเคาะโต๊ะ ซึ่งเสียงนั้นทำให้หลงจู๊สะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที
“ใต้เท้าเหยียน”
“ไปเรียกพี่น้องสกุลเยี่ยมาพบข้า”
“ขอรับ ข้าน้อยจะไปเรียกพวกเขามาเดี๋ยวนี้”
หลงจู๊รีบรับคำอย่างรวดเร็ว เขาละทิ้งหน้าที่เฝ้าร้านแล้วเดินลัดเลาะออกทางประตูหลังเพื่อไปยังลานหลังบ้านอย่างคล่องแคล่ว เพียงไม่นานนัก สองพี่น้องที่มีใบหน้าคล้ายคลึงกันก็เดินออกมา ซึ่งเมื่อพวกเขาเห็นว่าหรูฮุ่ยยืนอยู่ด้วย ทั้งสองก็ปรายตามองนางด้วยความระแวดระวัง ก่อนที่จะหันไปโค้งคำนับเหยียนลี่หรู
“ใต้เท้าเหยียน มีเรื่องอะไรให้พวกข้าสองพี่น้องรับใช้รึขอรับ”
เหยียนลี่หรูพูดสั่งงานทันที
“ด้านนอกตรอกจั่วจือมีรถม้าจอดอยู่คันหนึ่ง พวกเจ้าจงไปจับตัวคนขับรถม้ากับสาวใช้ที่อยู่บนรถ รวมถึงชายหนุ่มที่ชื่อหนิงชงซึ่งรออยู่ในโรงสุราไหลฝูตรงหัวถนนเอาไว้ จงฆ่าคนขับรถม้าซะ แล้วจัดฉากให้เหมือนว่าเขาถูกลอบทำร้ายจนตาย จากนั้นก็นำศพไปทิ้งไว้ที่เรือนหลังที่สองทางซ้ายมือในตรอกจั่วจือ พอถึงปลายยามเว่ยในอีกสองวันข้างหน้า ก็ปล่อยให้ชายหญิงคู่นั้นขับรถม้าออกนอกเมืองไป พร้อมกับนำเครื่องประดับพวกนี้ไปซ่อนไว้ในสัมภาระของพวกเขาด้วย”
เขาพูดพลางยื่นเครื่องประดับที่รับมาจากหรูฮุ่ยก่อนหน้านี้ให้กับสองพี่น้อง
“เข้าใจที่ข้าพูดไหม?”
หนึ่งในนั้นรับเครื่องประดับไปถือไว้ ก่อนที่จะตอบรับโดยไม่ลังเล
“เข้าใจแล้วขอรับ พวกข้าสองพี่น้องจะไปจัดการเดี๋ยวนี้”
ร่างของทั้งสองคนหายลับไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เหยียนลี่หรูพาหรูฮุ่ยกลับไปขึ้นรถม้าอีกครั้ง ซึ่งในคราวนี้ รถม้าคันดังกล่าวได้แล่นมุ่งหน้ากลับไปยังจวนสกุลเหยียน
การเดินทางออกนอกจวนของคนทั้งสองในครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ผู้ใดตื่นตระหนก และไม่มีใครกล้าสอดรู้สอดเห็นเรื่องของนายท่านแห่งจวนสกุลเหยียนเลยแม้แต่คนเดียว
เมื่อถึงยามโหย่ว เหล่าสาวใช้ในเรือนของฟางอวี้ก็เริ่มรู้สึกกังวลขึ้นมาบ้างแล้ว เพราะตามปกติเวลาที่ฮูหยินออกไปข้างนอก นางไม่เคยกลับเรือนดึกดื่นขนาดนี้มาก่อน ทำให้พวกสาวใช้ต่างพากันสงสัยว่าฮูหยินอาจจะไปพบเจอกับเรื่องราวบางอย่างเข้า พวกนางเฝ้ารอจนกระทั่งล่วงเลยเข้าสู่ยามซวี ซึ่งเป็นเวลาห้ามออกจากเคหสถานแล้ว ทว่าฮูหยินก็ยังไม่กลับมาเสียที
เฝิงเซี่ยซึ่งเป็นสาวใช้รุ่นใหญ่ที่คอยปรนนิบัติรับใช้ฟางอวี้มาตลอดทนรับความกดดันไม่ไหวอีกต่อไป นางจึงรีบเร่งฝีเท้าเดินทางไปยังเรือนของเหยียนลี่หรู
“นายท่าน หลังจากที่ฮูหยินออกไปข้างนอกเมื่อตอนกลางวัน จนถึงตอนนี้นางก็ยังไม่กลับมาที่จวนเลยเจ้าค่ะ”
เฝิงเซี่ยคุกเข่าลงบนพื้นด้วยสีหน้าหวาดหวั่น นางไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองสีหน้าของเหยียนลี่หรู
นางเป็นสาวใช้คนสนิทที่คอยปรนนิบัติฟางอวี้อย่างใกล้ชิด ทำให้ต่อให้ในช่วงแรกนางจะไม่รู้ว่าฮูหยินออกไปทำอะไรข้างนอกทุกครั้ง ทว่าเมื่อวันเวลาผ่านไป นางก็มักจะสังเกตเห็นร่องรอยคลุมเครือที่ไม่ควรปรากฏอยู่บนร่างกายของเจ้านายอยู่เสมอ ซึ่งหากไม่ใช่เพราะว่าครั้งนี้ฮูหยินยังไม่ยอมกลับจวนจนล่วงเลยเวลาห้ามออกจากเคหสถานไปแล้ว นางก็คงไม่กล้ามารบกวนนายท่านอย่างแน่นอน
“เจ้ารู้ไหมว่าฮูหยินไปที่ไหน?”
“บ่าวไม่ทราบเจ้าค่ะ แต่ฮูหยินพาเฝิงชุนออกไปดัวยเจ้าค่ะ”
หลังจากที่เฝิงเซี่ยพูดจบ นางก็เฝ้ารออยู่นานทว่ากลับไม่ได้ยินเสียงตอบรับจากเจ้านาย หญิงสาวจึงลอบเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนจะพบว่าเหยียนลี่หรูกำลังปั้นหน้าขรึมราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ ผ่านไปครู่ใหญ่นางถึงได้ยินเขาพูดขึ้น
“ห้ามนำเรื่องนี้ไปบอกใครเด็ดขาด โดยเฉพาะพวกสาวใช้ในเรือนของฮูหยิน ถ้าพวกนางกล้าเอาเรื่องนี้ไปพูดจาส่งเดชข้างนอก เปิ่นกวนจะไม่ละเว้นพวกนางแน่”
“เจ้าค่ะ บ่าวจะไม่มีทางปล่อยให้พวกนางพูดจาเหลวไหลแน่นอนเจ้าค่ะ”
“กลับไปได้แล้ว ถ้ามีใครถามก็บอกไปว่าฮูหยินเดินทางไปพักค้างแรมที่วัดหลิงอันนอกเมืองสักสองสามวัน”
“บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
ในระหว่างทางกลับเรือน เฝิงเซี่ยยังไม่ทันจะได้ก้าวเท้าเข้าไปในลานเรือน นางก็ถูกชายชราคนหนึ่งขวางทางเอาไว้เสียก่อน
“แม่หนู ฮูหยินของพวกเจ้าไปไหนซะล่ะ?”
ลุงอู๋ถามขึ้น
เฝิงเซี่ยปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ก่อนที่จะนำคำพูดที่เหยียนลี่หรูสอนเอาไว้มาตอบชายชราตรงหน้า
“ฮูหยินเดินทางไปที่วัดหลิงอันนอกเมืองเจ้าค่ะ นางบอกว่าจะไปพักค้างแรมสักสองสามวัน”
ลุงอู๋ขมวดคิ้ว
“ทำไมก่อนหน้านี้ไม่เห็นเคยได้ยินมาก่อนเลยล่ะ แล้วพวกเจ้าที่เป็นสาวใช้ไม่ได้ตามนางไปรึ?”
“ฮูหยินเพิ่งจะตัดสินใจกะทันหันเจ้าค่ะ นางบอกเรื่องนี้กับนายท่านของเราแค่คนเดียว”
“อืม”
เมื่อได้ยินว่าเหยียนลี่หรูรับรู้เรื่องนี้แล้ว ลุงอู๋ก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ เขาเอามือไพล่หลังแล้วเดินจากไป
[จบบท]