บทที่ 73: การชำระแค้น
เหยียนเฉิงคาดเดาได้ในที่สุดว่าศพเดินได้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือใคร ทว่าเขาคิดไม่ออกเลยว่าหญิงที่ชื่อเฉินฮุ่ยกลายสภาพมาเป็นแบบนี้ได้อย่างไรกัน คงจะมีใครสักคนคอยช่วยเหลือนางอยู่เบื้องหลังเพื่อมุ่งร้ายต่อสกุลเหยียน
หรูฮุ่ยยกมือขวาขึ้นมาพร้อมกับเผยให้เห็นมีดฆ่าหมูที่สะท้อนแสงเงาวับ
“ความเจ็บปวดทั้งชีวิตของข้าล้วนเป็นเพราะบิดาและมารดาของเจ้า พวกเขาทำให้ข้าตระหนักถึงความจริงข้อหนึ่งว่าคนบางคนก็ไม่คู่ควรที่จะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ เมื่อถึงคราวที่ต้องโหดเหี้ยมก็อย่ายอมใจอ่อนเด็ดขาด”
หรูฮุ่ยฟันมีดลงไปยังท่อนล่างของเหยียนเฉิงโดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย ความเจ็บปวดทำให้เส้นเลือดบนลำคอและใบหน้าของเขาปูดโปนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
“มีดเล่มนี้ถือเป็นการแก้แค้นแทนบรรดาสาวใช้ในจวนที่ต้องตายเพราะเจ้าก็แล้วกัน”
หรูฮุ่ยพูดด้วยเสียงเรียบ ย้อนกลับไปตอนที่นางเพิ่งเข้ามาในจวนได้ไม่นาน สาวใช้ในเรือนของเหยียนลี่หรูเคยเตือนนางอ้อมๆ ว่าให้อยู่ห่างจากเหยียนเฉิงเอาไว้ สาวใช้ที่คอยปรนนิบัติเขาจะถูกเปลี่ยนหน้าใหม่ทุกๆ ไม่กี่เดือน โดยมีข่าวลือว่าพวกนางถูกไล่ออกเพราะทำตัวไม่เหมาะสม
หรูฮุ่ยเคยไปสืบดูจนรู้ว่าสาวใช้เหล่านั้นไม่ได้ถูกขายออกไป ทว่าพวกนางหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย บางทีหญิงสาวผู้น่าสงสารเหล่านั้นอาจจะตายเงียบๆ ในปากของศพเดินได้เหมือนกับนางก็เป็นได้ เพียงแต่นางโชคดีกว่าตรงที่สามารถตะเกียจตะกายขึ้นมาจากหลุมศพได้อีกครั้ง
หรูฮุ่ยลงมีดแทงซ้ำแล้วซ้ำเล่าพร้อมกับคิดว่าหลายปีมานี้เหยียนเฉิงทำร้ายผู้คนจนตกตายไปมากเท่าไร จำนวนแผลที่นางแทงลงไปคงจะไม่เพียงพอให้เขาชดใช้หนี้เลือดเหล่านั้นได้ทั้งหมด
นางปล่อยมือที่จับยึดร่างของเขาเอาไว้ เหยียนเฉิงในเวลานี้พูดไม่ออกอีกต่อไป หน้าอกของเขาขยับขึ้นลงเพียงเล็กน้อยในขณะที่บนตั่งเตียงเต็มไปด้วยเลือดที่ไหลทะลักออกมา ร่างกายของเขากำลังจะสิ้นลมหายใจลงในไม่ช้า
ท้ายที่สุดเหยียนเฉิงก็ขาดใจตายภายใต้การจับจ้องของหรูฮุ่ย
นางจัดการปักมีดในมือลงตรงตำแหน่งหัวใจของเขาแล้วปล่อยมือออก บริเวณใบหน้า สองมือ และเสื้อผ้าของหรูฮุ่ยล้วนเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดของเหยียนเฉิง ทว่านางไม่ได้จัดการทำความสะอาดร่างกายของตัวเอง กลับหันหลังเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ
บรรยากาศยามค่ำคืนในวันนี้งดงาม ดวงดาวส่องแสงระยิบระยับเต็มท้องฟ้า ประกอบกับดวงจันทร์สว่างไสวที่สาดส่องลงมายังผืนดิน หรูฮุ่ยเดินมุ่งหน้าไปยังสวนดอกไม้ของจวนสกุลเหยียนท่ามกลางเสียงแมลงร้องระงม
บริเวณสวนดอกไม้มีสระน้ำอยู่แห่งหนึ่งซึ่งได้ยินมาว่าสร้างขึ้นเพราะฮูหยินเหยียนชื่นชอบดอกบัว แม้ว่าตอนนี้น่าจะยังไม่ถึงฤดูที่ดอกบัวเบ่งบาน แต่ปีนี้ฮูหยินเหยียนก็ไม่มีโอกาสได้เห็นมันอีกแล้ว
หรูฮุ่ยหยุดยืนอยู่ริมสระน้ำก่อนจะล้วงเอากระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ บนกระดาษแผ่นนั้นมีตัวอักษรโย้เย้เขียนไว้สองสามบรรทัด นางวางกระดาษที่ถูกเลือดชโลมจนแดงฉานไปกว่าครึ่งแผ่นลงบนพื้นริมสระ ค้นหาก้อนหินแถวนั้นมาวางทับเอาไว้ ก่อนจะนั่งลงริมสระน้ำเพื่อรับลมเย็นๆ ตลอดค่อนคืน
ทิวทัศน์ในบริเวณนี้งดงามมาก นับตั้งแต่ก้าวเข้ามาในจวนสกุลเหยียนนางก็ไม่มีกะจิตกะใจจะสนใจสิ่งรอบข้างเลย จนกระทั่งทุกอย่างจบลงนางถึงได้รู้สึกผ่อนคลายในที่สุด การมีชีวิตอยู่นั้นดีจริงๆ เพราะสามารถชื่นชมความงามเช่นนี้ได้ตลอดไป
นางคิดว่าแม้ตัวเองจะตายไปแล้วแต่ก็ยังต้องพยายามใช้ชีวิตต่อไปให้ได้ เนื่องจากยังมีใครบางคนกำลังรอคอยนางอยู่ เมื่อท้องฟ้าใกล้จะสว่างหรูฮุ่ยก็เดินลงไปในสระน้ำ ระดับน้ำค่อยๆ สูงขึ้นจนท่วมเอว นางหลับตาลงแล้วปล่อยให้ร่างจมหายไปในผืนน้ำ
เมื่อคืนเหยียนลี่หรูนอนหลับไม่ค่อยสนิท เขาฝันเห็นอาฮุ่ยอีกครั้ง ภาพก่อนตายของอาฮุ่ยกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความสิ้นหวังของหรูฮุ่ยสลับกันไปมาในหัวของเขาอย่างต่อเนื่อง
ตอนที่สาวใช้ร้องเรียกให้ตื่นจากหน้าประตู เหยียนลี่หรูก็ลืมตาขึ้นมาทันที เขาสวมชุดขุนนางจนเรียบร้อยแล้วเดินออกจากห้อง เมื่อเห็นว่าในบรรดาสาวใช้สองคนที่เฝ้าอยู่หน้าประตูไม่มีหรูฮุ่ยรวมอยู่ด้วยจึงถามขึ้น
“หรูฮุ่ยไปไหนเสียล่ะ?”
สาวใช้ทั้งสองคนหันมามองหน้ากันก่อนจะตอบกลับไป
“หรูฮุ่ยน่าจะยังพักผ่อนอยู่ในห้องเจ้าค่ะ”
เมื่อวานเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น หากพวกนางเป็นหรูฮุ่ยก็คงไม่มีหน้าไปพบใครเหมือนกัน เหยียนลี่หรูขมวดคิ้วพร้อมกับออกคำสั่ง
“ไปเรียกนางมา ข้ามีเรื่องจะพูดด้วย”
“เจ้าค่ะ”
สาวใช้คนหนึ่งกำลังจะเดินไปเรียกคน แต่กลับเห็นพ่อบ้านวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาด้วยความหวาดกลัว
“นายท่าน คุณชายเกิดเรื่องแล้วขอรับ”
เหยียนลี่หรูหันไปมองพ่อบ้าน
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
พ่อบ้านกลืนน้ำลายลงคอ
“เมื่อคืนคุณชายถูกคนร้ายฆ่าตายขอรับ”
พอคิดถึงเลือดเต็มตั่งเตียงที่เพิ่งเห็นมาเมื่อครู่ มือเท้าของพ่อบ้านก็สั่นกระตุกอย่างห้ามไม่อยู่ เขาไม่กล้าแม้แต่จะมองร่างบนเตียงให้ชัดเจน แต่เลือดไหลออกมามากมายเพียงนั้นคนก็คงไม่รอดแล้ว
ร่างของเหยียนลี่หรูแข็งทื่อไปชั่วขณะ ก่อนที่เขาจะรีบสาวเท้าเดินออกจากเรือนไปอย่างรวดเร็ว
เพียงไม่นานเขาก็มาถึงเรือนของเหยียนเฉิง
บ่าวไพร่ชายหลายคนที่เฝ้าอยู่หน้าเรือนรีบหลีกทางให้ทันทีที่เห็นเหยียนลี่หรูเดินเข้ามา
เขาเดินเข้าไปในห้องนอนของเหยียนเฉิง ขยับตัวเข้าไปใกล้ตั่งเตียงจนมองเห็นร่างของลูกชายที่กลายเป็นศพนอนอยู่บนนั้นอย่างชัดเจน
เขาไม่ได้รักใคร่บุตรชายคนนี้นัก เพราะนิสัยของเหยียนเฉิงเหมือนกับฟางอวี้ อีกทั้งยังถูกเจิ้นเป่ยโหวและฟางอวี้ตามใจจนกลายเป็นคุณชายเสเพล ทว่าการมีอยู่ของลูกชายก็เพื่อสืบทอดสายเลือดของเจิ้นเป่ยโหว เขาจึงแทบไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายการเติบโตของเด็กคนนี้เลย แต่อย่างไรเสียเหยียนเฉิงก็เป็นทายาทเพียงคนเดียวของเขา
เหยียนลี่หรูเดินเข้าไปตรวจดูบาดแผลบนร่างของเหยียนเฉิงด้วยตัวเอง เขาทำงานในกรมอาญามาหลายปี แม้จะไม่เคยเรียนวิชาชันสูตรศพแต่ก็มีประสบการณ์มากมาย เขาเพียงปรายตามองสภาพอันน่าสยดสยองบริเวณท่อนล่างของเหยียนเฉิงแล้วละสายตาไปทางอื่น
“ไปพาตัวหรูฮุ่ยมา”
พ่อบ้านตกใจอยู่ลึกๆ แต่ก็ยอมเดินออกไปตามหาคนแต่โดยดี เขาออกไปได้ไม่นานก็รีบวิ่งกลับมาอีกครั้ง
“นายท่าน...”
สีหน้าของเหยียนลี่หรูดูไม่ดีเลย เมื่อเห็นพ่อบ้านกลับมาเพียงลำพังจึงถามขึ้น
“คนไปไหนเสียล่ะ?”
พ่อบ้านทำใจกล้าตอบออกไป
“เมื่อครู่มีบ่าวพบศพของหรูฮุ่ยในสระน้ำขอรับ”
เหยียนลี่หรูทำท่าราวกับฟังคำพูดของเขาไม่ถนัด
“ว่าอย่างไรนะ?”
“หรูฮุ่ยน่าจะฆ่าตัวตายหนีความผิดขอรับ”
พ่อบ้านลอบถอนหายใจในใจ เขาไม่ได้มีความรู้สึกแย่กับหรูฮุ่ย เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าแม่นางหรูฮุ่ยผู้นี้จะเป็นคนที่เด็ดขาดถึงเพียงนี้ ฆ่าคุณชายแล้วยังปลิดชีพตัวเองตามไปโดยไม่เหลือทางถอยให้ตัวเองแม้แต่น้อย
พ่อบ้านกล่าวพลางยื่นจดหมายลาตายที่บ่าวไพร่นำมาให้ส่งต่อให้ผู้เป็นนาย
กระดาษแผ่นนั้นมีรอยเลือดติดอยู่เป็นวงกว้าง เหยียนลี่หรูรับมาเปิดออกดู ตัวอักษรบนนั้นเขียนอย่างโย้เย้ดูไม่คุ้นมือ ซึ่งเป็นลายมือที่เขาเคยสอนนางในเวลาว่าง
เนื้อหาในจดหมายเขียนไว้ว่านางถูกคนย่ำยีจนไม่มีหน้าจะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ต่อไป รู้ตัวดีว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นผิดต่อนายท่าน แต่ขอร้องให้นายท่านช่วยนำศพของนางไปฝังไว้ข้างๆ บิดา
ร่างกายของเหยียนลี่หรูโอนเอนไปมา กระดาษแผ่นบางในมือร่วงหล่นลงพื้น ก่อนที่เขาจะกระอักเลือดสีดำออกมาคำโต
“นายท่าน!”
พ่อบ้านรีบพุ่งตัวเข้าไปประคองร่างของเหยียนลี่หรูที่หมดสติไปอย่างกะทันหัน
การตายของเหยียนเฉิงไม่ได้ถูกแจ้งไปยังทางการ ดังนั้นคนในกรมอาญาจึงยังไม่รู้ว่าเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นในจวนสกุลเหยียนภายในชั่วข้ามคืน รู้เพียงแค่ว่ารองเจ้ากรมอาญาฝ่ายซ้ายลางานเพราะป่วยเท่านั้น
จนกระทั่งช่วงบ่ายพ่อบ้านได้บังคับป้อนยาให้เหยียนลี่หรูไปสองชามตามคำแนะนำของหมอ ในที่สุดเขาก็เริ่มมีสัญญาณของการฟื้นคืนสติ เหยียนลี่หรูลืมตาขึ้นมาพร้อมกับหันไปถามหมอที่กำลังจับชีพจรให้เขาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“ข้าเป็นอะไรไป?”
“ใต้เท้าเพียงแค่มีอาการร้อนรุ่มในอกกะทันหัน ภายภาคหน้าต้องหมั่นพักผ่อนรักษาสุขภาพให้ดีนะขอรับ”
ความจริงแล้วหมอสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างตอนที่จับชีพจร ใต้เท้าผู้นี้ดูเหมือนจะไม่ได้มีแค่อาการร้อนรุ่มในอกอย่างที่พูดไป ตามหลักแล้วอาการของใต้เท้าเหยียนในตอนนี้เลือดลมควรไหลเวียนสะดวก แต่เขากลับจับชีพจรได้แบบนั้นจริงๆ
[จบบท]