บทที่ 80: ทูลถอดถอนกลางท้องพระโรง
สายตาอันเฉียบคมของโอรสสวรรค์กวาดมองเหล่าขุนนางที่ยืนเรียงรายอยู่เบื้องล่างอย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนที่สุรเสียงทรงอำนาจจะดังก้องขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดภายในท้องพระโรงกว้างใหญ่
“ไป๋ซิวมิ่ง”
“กระหม่อมอยู่นี่พ่ะย่ะค่ะ”
ชายหนุ่มก้าวเดินออกมาจากแถวขุนนางอย่างระมัดระวัง พร้อมกับค้อมกายลงด้วยท่วงท่าที่เต็มไปด้วยความนอบน้อม
“ภายในสามวัน เจิ้นต้องการเห็นหัวของซากศพเดินได้ตนนั้น”
“กระหม่อมน้อมรับพระบัญชา”
เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ในที่แห่งนั้นต่างรู้อยู่เต็มอกว่า หากไป๋ซิวมิ่งสามารถจัดการสังหารซากศพเดินได้ตนนั้นลงได้ภายในกำหนดเวลาสามวันตามที่รับปากเอาไว้ กรมอาญาย่อมต้องเผชิญกับคราวเคราะห์ครั้งใหญ่อย่างแน่นอน เนื่องจากที่ผ่านมามีหลายหน่วยงานพยายามช่วงชิงอำนาจมาจากสำนักหมิงจิ้ง ซึ่งกรมอาญานั้นมักจะออกตัวแรงกว่าใครเพื่อน ดังนั้นในเวลานี้จึงดูเหมือนว่าพวกเขาอาจจะต้องกลายเป็นผู้ที่ตกลงมาเจ็บหนักที่สุดเช่นกัน
ในขณะที่ทุกคนกำลังรอคอยให้เวลาผ่านพ้นไปเพื่อจะได้เลิกประชุมขุนนาง หลังจากที่ได้เพลิดเพลินกับการดูเรื่องน่าขันของกรมอาญาไปแล้วนั้น เหวินจ้งก็ก้าวออกมาพร้อมกับรายงานขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่ง
“กระหม่อมต้องการทูลถอดถอนจิ้นหยางโหวในข้อหาหละหลวมในการดูแลคนในจวน ปล่อยปละละเลยให้พ่อบ้านติดสินบนพวกอันธพาลเพื่อไปบุกทำลายร้านค้าพ่ะย่ะค่ะ”
บรรดาขุนนางในท้องพระโรงต่างลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก พวกเขารู้สึกว่าการทูลถอดถอนเมื่อครู่นี้ยังดูจืดชืดไปเสียหน่อย ที่แท้ก็เป็นเพราะเรื่องราวยังไม่จบลงเพียงเท่านี้นี่เอง ทางด้านจิ้นหยางโหวที่จู่ๆ ก็ถูกทูลถอดถอนอย่างไม่ทันตั้งตัวก็เต็มไปด้วยความสับสน เขาเร่งฝีเท้าก้าวออกมาจากแถวอย่างรวดเร็วพลางร้องตะโกนขึ้นมาเสียงดัง
“ฝ่าบาท กระหม่อมไม่ยอมรับข้อกล่าวหานี้พ่ะย่ะค่ะ ฮูหยินของกระหม่อมดูแลจัดการเรื่องราวในจวนอย่างเข้มงวดมาโดยตลอด นางไม่มีทางปล่อยให้พ่อบ้านออกไปก่อเรื่องวุ่นวายภายนอกอย่างแน่นอน ผู้ตรวจการเหวินโปรดอย่าได้กล่าวหากระหม่อมเช่นนี้”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ หากจิ้นหยางโหวเชื่อมั่นว่าพ่อบ้านในจวนของท่านจะไม่มีทางทำเรื่องพรรค์นี้ อย่างนั้นก็ต้องเป็นฮูหยินของท่านที่สั่งการอยู่เบื้องหลัง”
สมแล้วที่เหวินจ้งเป็นบุคคลจากสำนักตรวจการที่ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้อง ถ้อยคำที่เปล่งออกมาแต่ละประโยคล้วนแทงใจดำอย่างตรงไปตรงมา จิ้นหยางโหวโกรธเกรี้ยวจนอยากจะพุ่งเข้าไปสั่งสอนอีกฝ่าย ทว่าก็ยังคงเกรงกลัวต่อสายพระเนตรของโอรสสวรรค์ที่ประทับอยู่เบื้องบน เขาจึงทำได้เพียงแค่กัดฟันข่มอารมณ์เอาไว้
“ผู้ตรวจการเหวินโปรดระวังคำพูดด้วย”
“ฝ่าบาท”
เหวินจ้งรายงานด้วยเสียงดังฟังชัด
“ร้านค้าที่ถูกทำลายตั้งอยู่ในตรอกชางผิงพ่ะย่ะค่ะ เมื่อคืนนี้น้องชายของฮูหยินจิ้นหยางโหวเสียชีวิตอยู่บริเวณหน้าร้านแห่งนั้น พวกอันธพาลต่างให้การตรงกันท่ามกลางฝูงชนว่า พ่อบ้านจวนโหวเป็นคนจ้างวานให้พวกเขาไปพังร้าน เนื่องจากฮูหยินโหวเชื่อว่าการมีอยู่ของร้านค้าแห่งนั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้น้องชายของนางต้องจบชีวิตลง”
“เจ้ามันพูดจาเหลวไหล นี่มันเป็นการจงใจใส่ร้ายกันชัดๆ”
จิ้นหยางโหวแสดงท่าทีฉุนเฉียว ทว่าเหวินจ้งกลับไม่สนใจไยดีแม้แต่น้อย เขายังคงรายงานต่อไปอย่างไม่สะทกสะท้าน
“ในขณะที่ร้านค้าแห่งนั้นกำลังถูกกลุ่มคนพังทำลาย นอกจากกระหม่อมที่อยู่ในเหตุการณ์แล้ว ก็ยังมีชาวบ้านอีกมากมายที่มุงดูอยู่ พวกเขาทุกคนสามารถเป็นพยานได้พ่ะย่ะค่ะ”
“แล้วอย่างไรเล่า ไม่แน่ว่าพวกอันธพาลเหล่านั้นอาจจะแค่โยนความผิดมาให้จวนโหวของข้าอย่างส่งเดชก็เป็นได้”
เหวินจ้งหันไปมองหน้าจิ้นหยางโหวด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“เกี่ยวกับเรื่องนี้ข้าต้องขออภัยท่านโหวด้วย ที่ข้าแอบวาดภาพใบหน้าของพ่อบ้านในจวนท่านโดยไม่ได้รับอนุญาต หลังจากนั้นข้าก็นำภาพวาดเหล่านั้นไปให้พวกอันธพาลในคุกของที่ว่าการเมืองหลวงชี้ตัวทีละคน ผลปรากฏว่าพวกเขาทั้งหมดล้วนชี้ไปที่คนคนเดียวกัน”
เมื่อได้ฟังมาถึงตรงนี้ ใบหน้าของจิ้นหยางโหวก็แปรเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ เขาชี้นิ้วไปทางเหวินจ้งด้วยความโกรธจัด
“เหวินจ้ง เจ้าถึงกับกล้าลักลอบเข้าไปในจวนโหวเชียวหรือ? ช่างไม่เห็นกฎหมายบ้านเมืองอยู่ในสายตาเสียเลย”
“กระหม่อมมีความผิด ขอฝ่าบาททรงลงพระอาญาด้วยพ่ะย่ะค่ะ แต่กระหม่อมไม่ได้บุกรุกเข้าไปในจวนจิ้นหยางโหวแต่อย่างใด กระหม่อมทำเพียงแค่ปีนขึ้นไปเกาะบนกำแพงเท่านั้น หากจะพูดให้ถูกต้องก็คือ มีเพียงแค่มือของกระหม่อมที่ล้ำเส้นเข้าไป”
เหล่าขุนนางที่คอยดูเรื่องสนุกต่างพากันก้มหน้าลงเพื่อซ่อนรอยยิ้มมุมปากที่กำลังจะเผยออกมา พวกเขาลอบคิดในใจว่า หากจะพูดถึงคนที่มีความสามารถในการยั่วโมโหผู้อื่นแล้วล่ะก็ คงต้องยกตำแหน่งนี้ให้ผู้ตรวจการเหวินแต่เพียงผู้เดียว
ตราบใดที่คนที่ถูกทูลถอดถอนไม่ใช่ตัวเอง เรื่องเช่นนี้ย่อมเป็นสิ่งที่น่าชมดูทีเดียว
เมื่อสถานการณ์ดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว จิ้นหยางโหวจึงหมดหนทางที่จะแก้ตัวต่อไปได้อีก ตัวเขาเองก็ไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนจริงๆ นั่นหมายความว่าฮูหยินเซวียจะต้องเป็นผู้ลงมือทำลับหลังเขา เรื่องนี้คงโทษใครไม่ได้นอกจากความโชคร้ายของเขาเองที่ดันมาเผชิญหน้ากับคนอย่างเหวินจ้งเข้าพอดี
ทว่าในขณะที่เขากำลังยืนอยู่กลางท้องพระโรงเช่นนี้ เขาจะผลักไสความผิดทั้งหมดไปให้ฮูหยินเซวียก็คงจะไม่เหมาะสมนัก มิเช่นนั้นโอรสสวรรค์อาจจะทรงมองว่าเขาเป็นบุรุษขี้ขลาดที่ใช้สตรีมาเป็นโล่กำบัง เขาจึงพยายามรักษาสีหน้าให้เป็นปกติ
“ฝ่าบาท กระหม่อมไม่ทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาก่อนเลยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมคาดว่าคงจะเป็นพ่อบ้านในจวนที่ตัดสินใจทำอะไรลงไปโดยพลการ”
เหวินจ้งที่รอจังหวะอยู่แล้วรีบแทรกขึ้นมาทันที
“ฝ่าบาททรงทอดพระเนตรเห็นหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมทูลแล้วว่าจิ้นหยางโหวดูแลคนในจวนหละหลวม และมันก็เป็นความจริงตามนั้น”
เส้นเลือดดำบนหน้าผากของจิ้นหยางโหวปูดโปนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เขากำหมัดแน่นเพื่อข่มกลั้นความรู้สึกอยากจะพุ่งเข้าไปชกหน้าเหวินจ้งเอาไว้ หลังจากที่โอรสสวรรค์ทอดพระเนตรการโต้เถียงไปมาจนพอพระทัยแล้ว พระองค์จึงรับสั่ง
“จิ้นหยางโหวดูแลคนในจวนไม่เข้มงวด เจิ้นขอสั่งปรับเบี้ยหวัดของเจ้าเป็นเวลาครึ่งปี ส่วนฮูหยินของเจ้านั้น เจิ้นเห็นแก่ที่นางเพิ่งสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปอย่างกะทันหัน ซึ่งพอจะเข้าใจความรู้สึกของนางได้ แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ต้องจ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้เสียหายเป็นจำนวนหนึ่งพันตำลึงเงิน หากมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีกในภายหน้า เจิ้นจะไม่ละเว้นโทษอย่างแน่นอน”
จิ้นหยางโหวน้อมกายลงคุกเข่ากับพื้นทันที
“ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเมตตาพ่ะย่ะค่ะ”
เหวินจ้งเองก็ก้าวออกมารับคำ
“ฝ่าบาททรงพระปรีชาชาญพ่ะย่ะค่ะ”
ภายหลังจากที่การประชุมขุนนางในเช้าวันนั้นเสร็จสิ้นลง หมิงอ๋องก็เร่งฝีเท้าเดินตามหลังบุตรชายบุญธรรมที่กำลังก้าวเดินอย่างรวดเร็ว
“เจ้าจะรีบเดินไปไหนกัน ข้าเกือบจะตามเจ้าไม่ทันอยู่แล้ว”
ไป๋ซิวมิ่งลอบถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกจนใจ เขาก็แค่ไม่อยากถูกอีกฝ่ายเดินตามทันจึงได้รีบเดินเช่นนี้
“ลูกต้องไปจัดการงานที่ได้รับมอบหมาย”
“ก็แค่ซากศพเดินได้ตนเดียวเท่านั้น เจ้ากรมโหรหลวงซือเทียนเจียนมีขวดเพลิงหยางอยู่กับตัว สิ่งนั้นใช้ไอมรณะของศพเป็นเชื้อเพลิง เมื่อใดก็ตามที่มันสัมผัสได้ถึงไอศพ มันก็จะพ่นไฟออกมาทันที ซึ่งมันน่าสนใจทีเดียว เจ้าก็แค่ไปขอยืมของสิ่งนั้นมาใช้สักสองสามวันก็สิ้นเรื่อง”
“ถ้าอย่างนั้นลูกจะไปเดี๋ยวนี้”
ทว่าความพยายามที่จะฉวยโอกาสหลบหนีของไป๋ซิวมิ่งกลับไม่เป็นผลสำเร็จ เมื่อหมิงอ๋องคว้าปลายแขนเสื้อของเขาเอาไว้เสียก่อน
“ข้ายังมีเรื่องสำคัญที่ยังไม่ได้พูดคุยกับเจ้าเลย เจ้าจะรีบหนีไปไหน”
“ท่านพ่อโปรดกล่าว”
“ก่อนหน้านี้เจ้าเคยรายงานว่า เซวียหมิงถังเป็นผู้ต้องสงสัยที่บงการขโมยตราประทับปีศาจไม่ใช่หรือ? แล้วเจ้าจะยอมปล่อยให้เขาตายไปง่ายๆ เช่นนี้หรือ?”
“ลูกสืบรู้เบาะแสของผู้ที่อยู่เบื้องหลังเขาแล้ว เขาจึงไม่มีประโยชน์อะไรอีกต่อไป”
อันที่จริงแล้วในตอนที่จับงูเกล็ดหิมะได้นั้น ไป๋ซิวมิ่งสามารถบุกเข้าไปจับกุมพร้อมกับหลักฐานได้อย่างง่ายดาย แต่เขากลับเลือกที่จะปล่อยเซวียหมิงถังไปก่อนเพื่อล่อให้เป้าหมายหลงกล และมันก็เป็นไปตามที่เขาคาดการณ์เอาไว้ อีกฝ่ายตกลงไปในหลุมพรางที่เขาขุดไว้อย่างง่ายดาย
ตอนนั้นไป๋ซิวมิ่งเกรงว่าผู้ใต้บังคับบัญชาจะคลาดสายตาจากเป้าหมาย เขาจึงตัดสินใจสะกดรอยตามเซวียหมิงถังด้วยตัวเอง จนกระทั่งเขาได้เห็นกับตาว่าอีกฝ่ายใช้คาถาพรางตาภายในจวนสกุลเซวีย ก่อนจะลอบแฝงตัวเข้าไปในจวนสกุลเหยียนของเหยียนลี่หรูอย่างลับๆ
หลังจากที่เซวียหมิงถังเข้าไปในจวนสกุลเหยียนได้เพียงไม่นาน พันธะสัญญาระหว่างงูเกล็ดหิมะกับผู้เป็นนายก็ถูกตัดขาดลงอย่างกะทันหัน ซึ่งในใต้หล้านี้คงจะไม่มีสิ่งใดที่มีอำนาจมากพอจะตัดขาดพันธะสัญญาได้นอกเสียจากตราประทับปีศาจ เพียงแค่หลักฐานเท่านี้ก็มากพอที่จะใช้มัดตัวผู้กระทำความผิดได้แล้ว
“ถ้าเป็นเช่นนั้น แสดงว่าเจ้าเจอตราประทับปีศาจแล้วหรือ?”
หมิงอ๋องเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งด้วยความประหลาดใจ
“พ่ะย่ะค่ะ”
“แล้วเหตุใดเจ้าจึงไม่นำมันกลับมา”
“ลูกคิดว่า การที่ท่านและฝ่าบาทจงใจปล่อยให้ตราประทับปีศาจถูกขโมยออกไปนั้น คงไม่ได้มีพระประสงค์ที่จะให้ลูกไปตามทวงมันคืนมาตั้งแต่แรก”
สิ่งของใดก็ตามที่เคยถูกเก็บรักษาไว้ภายในคลังต้องห้าม ย่อมมีกลิ่นอายเฉพาะตัวหลงเหลืออยู่ ดังนั้นในตอนที่ตราประทับปีศาจถูกขโมยออกไปใหม่ๆ ด้วยอำนาจและฝีมือของหมิงอ๋อง เขาย่อมสามารถสืบหาร่องรอยของมันได้อย่างไม่ยากเย็น ทว่าเขากลับเลือกที่จะนิ่งเฉย และปล่อยให้เวลาล่วงเลยผ่านไปสักระยะหนึ่ง ก่อนที่จะมอบคดีนี้ให้ไป๋ซิวมิ่งเป็นผู้รับผิดชอบแทน
หมิงอ๋องเหลือบมองบุตรบุญธรรมที่มีรูปร่างสูงใหญ่กว่าตนเองไปมากแล้วพลางเอ่ยขึ้น
“พอเจ้าโตขึ้น ความคิดความอ่านก็เริ่มลึกซึ้งและซับซ้อนขึ้นมากทีเดียว”
ไป๋ซิวมิ่งยกยิ้มที่มุมปากเพียงเล็กน้อย
“ท่านพ่อชมเกินไปแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่า ฝ่าบาททรงปล่อยให้ตราประทับปีศาจอยู่ข้างนอกเช่นนี้ เพื่อต้องการจะตกปลาตัวใด?”
“เรื่องนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่า ท้ายที่สุดแล้วของชิ้นนั้นที่อยู่ในมือของเหยียนลี่หรูจะตกไปอยู่ในมือของผู้ใด”
“แล้วเจ้าลองเดาดูสิว่าเป็นใคร?”
หมิงอ๋องมองคล้ายกับกำลังทดสอบไหวพริบของไป๋ซิวมิ่ง
“ลูกคาดว่าน่าจะเป็นเจิ้นเป่ยโหว หรือไม่ก็ผู้ที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลังเขา”
เจิ้นเป่ยโหวเป็นพ่อตาของเหยียนลี่หรู ในขณะที่เหยียนลี่หรูไม่ได้มีพื้นเพมาจากตระกูลที่ยิ่งใหญ่ การที่เขาสามารถไต่เต้าขึ้นมาจนถึงตำแหน่งขุนนางขั้นสามได้นั้น ย่อมต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากเจิ้นเป่ยโหวอย่างไม่ต้องสงสัย
เมื่อพวกเขาทั้งสองมีความสัมพันธ์ที่เกี่ยวโยงกับผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน หากจะถามว่าใครกันที่สามารถทำให้เหยียนลี่หรูยอมเสี่ยงอันตรายถึงเพียงนี้ คำตอบก็คงจะมีเพียงแค่เจิ้นเป่ยโหวคนเดียวเท่านั้น แน่นอนว่าเจิ้นเป่ยโหวอาจจะไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดในแผนการนี้ แต่ถึงอย่างนั้นการสืบสวนก็จำเป็นที่จะต้องค่อยๆ สาวตัวผู้กระทำความผิดขึ้นไปตามลำดับขั้น
หมิงอ๋องประสานมือไว้ด้านหลังพลางหัวเราะออกมา
“เจิ้นเป่ยโหวจะเดินทางกลับมายังเมืองหลวงเพื่อรายงานตัวภายในเจ็ดวันนี้เป็นอย่างช้า เจ้ายังไม่เคยพบเขามาก่อนใช่หรือไม่ ในตอนที่เขาเคยอยู่ในเมืองหลวง เจ้าก็คงจะเดินทางไปที่แคว้นโยวโจวแล้ว”
“ลูกยังไม่เคยพบเขาตัวเป็นๆ เพียงแต่เคยได้ยินเรื่องราวของเขามาบ้าง ได้ยินมาว่าเจิ้นเป่ยโหวเป็นคนที่มีนิสัยเย่อหยิ่งจองหอง เมื่อสิบปีก่อนระดับการบำเพ็ญเพียรของเขาก็เข้าสู่ระดับสี่ขั้นสูงสุดแล้วใช่หรือไม่?”
[จบบท]