“ท่านป้าไม่ต้องกลัว พวกเรามาทวงความเป็นธรรมให้พี่หมาจื่อแล้ว ไม่ว่าใครก็ห้ามรังแกท่าน ต่อให้เป็นใต้เท้าขุนนางก็ไม่ได้”
เห็นเพียงชาวบ้านกลุ่มหนึ่งสวมชุดผ้าป่านเดินมาทางนี้ ในมือถือเครื่องมือทำไร่ของหมู่บ้าน ทั้งจอบ พลั่ว และอื่น ๆ ต่างพากันยืนอยู่ข้างนางเฒ่าจาง
เห็นได้ชัดว่ามาเป็นกองหนุน
เมื่อนางเฒ่าจางเห็นคนในหมู่บ้านมาช่วย ก็มีเรี่ยวแรงขึ้นมาทันที ขาทั้งสองไม่สั่นแล้ว แถมยังยืดอกตรง ก่อนชี้ไปที่เจียงเยียนแล้วกล่าวว่า “ใต้เท้าขุนนาง พวกเรามิได้มาสร้างความวุ่นวาย เพียงแต่เจียงเยียนผู้นี้เดิมทีก็เป็นภรรยาของหมาจื่อแห่งบ้านข้า ข้าเพียงอยากพานางกลับไปเท่านั้น”
สีหน้าของเจียงซื่อดูไม่สู้ดีนัก โดยเฉพาะเมื่อสายตาอันไม่เป็นมิตรกวาดผ่านพวกชาวบ้านหัวแข็งที่จ้องเขม็งเหล่านั้น ก่อนหน้านี้เขาเคยส่งคนไปสังหารหมู่ที่หมู่บ้านจาง จึงเคยเห็นความป่าเถื่อนของชาวบ้านที่นั่นมาแล้ว
คาดไม่ถึงว่าตอนนี้บนพื้นที่ของเขาเอง พวกนั้นยังกล้ากำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้ ช่างไร้กฎหมายจริง ๆ!
แต่เบื้องหน้ามีชาวเมืองหลวงมากมายอยู่ในที่เกิดเหตุ หากเขาใช้อำนาจกดขี่ผู้คน พรุ่งนี้ต้องมีฎีกาส่งถึงโต๊ะทรงงานของฮ่องเต้แน่นอน จึงทำได้เพียงข่มโทสะเอาไว้
เขาส่งสายตาให้หลินชิงโหรว เป็นสัญญาณให้นางรีบจัดการ
หลินชิงโหรวจำต้องก้าวออกมาแล้วกล่าวอย่างขมขื่นว่า “แม่เฒ่าจาง ข้าบอกแล้วว่าเยียนเอ๋อร์ของพวกเราไม่มีความเกี่ยวข้องกับหมาจื่อของพวกท่าน ท่านเข้าใจผิดแล้ว”
“แม้พวกเราจะเสียใจต่อการจากไปของหมาจื่อ แต่เรื่องนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับจวนเจิ้นกั๋วโหวจริง ๆ อย่างไรก็ตาม ในแง่ของมนุษยธรรม พวกเราสามารถมอบเงินจำนวนหนึ่งให้พวกท่านนำไปจัดงานศพให้เขาได้ ท่านเห็นว่าอย่างไร?”
นางเฒ่าจางแค่นเสียงเย็นชาแล้วกล่าวว่า “เงิน? เจ้าคิดว่าเงินจะแลกชีวิตหมาจื่อของพวกเรากลับมาได้หรือ?”
หมาจื่อกลับมาบอกแล้ว ขอเพียงเจียงเยียนอยู่ที่บ้าน จะมีคนส่งเงินหนึ่งร้อยตำลึงมาให้ทุกเดือน!
นั่นตั้งหนึ่งร้อยตำลึงเชียวนะ!
เรื่องดีเช่นนี้ นางจะปล่อยผ่านได้อย่างไร?!
ดังนั้นนางจึงจับแขนเจียงเยียนเอาไว้แน่น ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายหลบหนี ฉากนี้ทำเอาเจียงซื่อและหลินชิงโหรวโกรธแทบตาย แต่พวกชาวบ้านกลับล้อมนางเฒ่าจางเอาไว้ ราวกับกลัวว่าจะมีคนมาแย่งตัวคนไป
หลินชิงโหรวหันไปขอความช่วยเหลือจากเจียงซื่อ เห็นได้ชัดว่านางเองก็จนปัญญากับพฤติกรรมของชาวบ้านกลุ่มนี้ เพราะตลอดชีวิตจนถึงตอนนี้ ตัวแปรที่ใหญ่ที่สุดของนางมีเพียงเจียงจือเท่านั้น คนอื่น ๆ ล้วนไม่นับเป็นอะไร
ดังนั้นนางจึงถูกการโวยวายกลิ้งเกลือกของนางเฒ่าจางทำให้ตกใจ แน่นอนว่าหากเจียงจือรู้ความคิดของนาง คงได้แต่หัวเราะเยาะ
แม้แต่เรื่องฆ่าคนยังไม่กลัว กลับมาหวาดกลัวชาวบ้านไม่กี่คน เห็นได้ชัดว่าเพราะอาศัยความเป็นคุณหนูสูงศักดิ์ของเจียงจือที่ได้รับการอบรมมาดี จึงกล้ารังแกนางเช่นนั้น
เมื่อเจียงซื่อเห็นว่าสถานการณ์กลายเป็นเช่นนี้ ย่อมไม่อาจยืนดูเฉย ๆ ต่อไปได้ จึงเผยรอยยิ้มอ่อนโยนออกมาแล้วกล่าวว่า “ข้าคิดว่าพวกเราอาจมีความเข้าใจผิดกันอยู่บ้าง”
เขาเปลี่ยนจากการเรียกตนเองว่า “โหวผู้นี้” มาเป็น “ข้า” ความเปลี่ยนแปลงของคำเรียกแทนตัวนี้ ทำให้ชาวบ้านที่กำลังฮึกเหิมต่างมองหน้ากันไปมา ชั่วขณะหนึ่งไม่รู้จะตอบสนองอย่างไร
เจียงซื่อยิ้มอย่างเป็นมิตรมากขึ้น แต่ระหว่างนั้นเขาเหลือบมองเจียงจือที่ไม่พูดอะไร เห็นนางเพียงยืนดูละครอยู่เฉย ๆ ไม่คิดเข้ามาแทรก จึงถอนหายใจด้วยความโล่งอกอย่างไม่ทราบสาเหตุ
ขอเพียงลูกชั่วผู้นี้ไม่เข้ามายุ่ง ทุกอย่างก็พูดกันได้
“ใต้เท้าต้องการจะพูดอะไร? ระหว่างพวกเราไม่มีความเข้าใจผิดใดทั้งนั้น”
เมื่อเจียงซื่อได้ยินชายหนุ่มที่ยืนใกล้นางเฒ่าจางที่สุดเอ่ยขึ้น ก็ยิ่งวางตัวเป็นมิตรขึ้นกว่าเดิม ก่อนถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “เรื่องนี้ก็โทษพวกท่านไม่ได้ จะว่าไปข้าก็รู้เรื่องนี้อยู่แล้ว”
“ตอนที่พวกเรารับเยียนเอ๋อร์มาเลี้ยงดู ก็ได้ยินว่าบิดามารดาผู้ล่วงลับของนางเคยหมั้นหมายให้นางไว้”
“เพียงแต่เวลาผ่านไปนานเกินไป พวกเราจึงลืมเลือนไป”
“จึงเกิดความเข้าใจผิดในวันนี้ขึ้น”
นางเฒ่าจางและคนอื่น ๆ มองหน้ากันด้วยความงุนงง ในฐานะคนตระกูลจางจากหมู่บ้านเดียวกัน พวกเขารู้ดีกว่าใครว่าเจียงเยียนมาจากไหน นางถูกจางหมาจื่อลักพาตัวมาจากข้างนอกต่างหาก
เรื่องหมั้นหมายอะไรนั้น ล้วนเป็นเรื่องเหลวไหล
แต่พวกเขาไม่กล้าพูดเรื่องลักพาตัวออกมา เพราะนั่นเป็นความผิดร้ายแรงที่เกี่ยวพันกับทางการ
เจียงซื่ออาศัยจุดนี้เป็นหมาก จึงยิ้มให้นางเฒ่าจางแล้วกล่าวว่า “ข้าคิดว่าแม่เฒ่าจางคงพอจำได้ใช่หรือไม่?”
นางเฒ่าจางต้องการเพียงให้เจียงเยียนกลับบ้านไปกับตน ดังนั้นเรื่องหมั้นหมายจึงไม่ใช่ปัญหา นางจึงรีบพยักหน้าทันทีแล้วกล่าวว่า “ใช่ ๆ ๆ ดังนั้นเจียงเยียนจึงเป็นภรรยาของหมาจื่อบ้านพวกเรา”
ในทันใดนั้น หลินชิงโหรวก็เข้าใจขึ้นมาและยิ้มกล่าวว่า “ในเมื่อเป็นแขกเก่า เช่นนั้นเหตุใดไม่เชิญเข้าจวนไปนั่งคุยกันเล่า?”
การเปลี่ยนท่าทีแบบกลับหน้ามือเป็นหลังมือของเจียงซื่อและหลินชิงโหรว ทำให้ชาวบ้านงุนงงไปหมด ได้แต่ถูกเชิญเข้าจวนอย่างกระตือรือร้น ส่วนผู้คนที่ยืนดูอยู่ด้านนอกก็ตกตะลึงเช่นกัน
“เกิดอะไรขึ้น?”
เจียงเยียนยิ่งหวาดกลัวจนรีบจะเดินไปหาเจียงซื่อ แต่กลับถูกเขาหยุดเอาไว้แล้วกล่าวยิ้ม ๆ ว่า “เยียนเอ๋อร์ไม่ต้องกลัว ท่านป้าผู้นี้เป็นสหายของบิดาผู้ให้กำเนิดเจ้า ล้วนเป็นคนกันเองทั้งนั้น ไม่เป็นไรหรอก”
เมื่อนางเฒ่าจางเห็นว่าเจียงซื่อยอมรับเรื่องการหมั้นหมายแล้ว ในใจก็เริ่มคำนวณว่าต่อไปจะได้เงินเปล่าๆเดือนละหนึ่งร้อยตำลึงไม่พอ ยังได้จวนเจิ้นกั๋วโหวเป็นญาติอีก ชีวิตภายหน้าคงสบายขึ้นมาก ดังนั้นจึงไม่จับเจียงเยียนไว้อีก
นางยิ้มแล้วกล่าวว่า “ล้วนเป็นคนกันเอง คุณหนูเยียนเอ๋อร์จะต้องเกรงใจไปไย”
รอยนิ้วมือห้ารอยบนใบหน้าของเจียงเยียนกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะยอมเดินตามนางเฒ่าจางเข้าไปในจวน
แต่หลังจากชาวบ้านหมู่บ้านจางหายลับสายตาไปแล้ว เจียงซื่อก็ประสานมือคำนับผู้คนรอบข้างพร้อมยิ้มขมขื่นแล้วกล่าวว่า “ทำให้ทุกท่านได้เห็นเรื่องน่าขันแล้ว เมื่อก่อนสหายผู้ล่วงลับของข้าชื่นชมวิถีชีวิตและผู้คนของหมู่บ้านจาง แต่คาดไม่ถึงว่าหลังจากเขาจากไป หมู่บ้านจางจะกลายเป็นเช่นทุกวันนี้...”
“ต่อให้จวนเจิ้นกั๋วโหวของพวกเราจะแย่เพียงใด ก็ไม่อาจปล่อยให้บุตรสาวแต่งไปอยู่ในสถานที่เช่นนั้นได้ วันนี้พวกเราจะพูดคุยเรื่องถอนหมั้นกับท่านป้าให้เรียบร้อย ขอทุกท่านอย่าได้คิดมาก”
เมื่อทุกคนได้ยินดังนั้น ต่างก็ร้องอ๋อขึ้นมาทันที ที่แท้เรื่องราวเป็นเช่นนี้เอง
“นั่นสิ ใครไม่รู้บ้างว่าหมู่บ้านจางเป็นหมู่บ้านของคนชั่วทั้งนั้น หากให้คุณหนูเจียงเยียนแต่งเข้าไปจริง ๆ คงไม่ต่างจากส่งนางไปตาย”
“นั่นสิ ท่านไม่เห็นหรือว่านางเฒ่าจางลากตัวคนอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่รู้ยังนึกว่าเป็นพ่อค้ามนุษย์เสียอีก”
“ใช่ ๆ คงต้องเสียเงินก้อนใหญ่แน่ แต่ถอนหมั้นได้ก็ดี คนแบบนั้นแต่งด้วยไม่ได้หรอก”
“ที่แท้ยังไม่ได้แต่งกันเลย ดูจากท่าทางของนางเฒ่าจาง ข้านึกว่าแต่งเข้าบ้านไปแล้วเสียอีก ทำเอาเข้าใจผิดหมด”
——
เมื่อเจียงซื่อเห็นว่ากระแสความคิดเห็นของผู้คนเปลี่ยนไปแล้ว จึงหยุดพูดต่อและสั่งให้ทหารเฝ้าประตู ก่อนหันหลังเดินเข้าไปในจวน
แต่ทันทีที่หันมาเห็นเจียงจือกำลังมองเขาด้วยรอยยิ้มคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม เขาก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาอย่างประหลาด ทว่าด้วยยังมีคนอื่นอยู่ จึงแสร้งทำเป็นเอ็นดูแล้วกล่าวว่า “จือจือ เหตุใดยังไม่กลับไปอีก?”
“คืนนี้ข้าจะจัดงานเลี้ยงใหญ่ในจวน จำไว้ว่าต้องมาร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน”
เจียงจือไม่สนใจความเป็นมิตรของเขา แต่ถามกลับว่า “ที่แท้ท่านก็รู้ว่าหมู่บ้านจางเป็นสถานที่เช่นใดหรือ?”
เจียงซื่อชะงักไป เขาย่อมรู้ดี โดยเฉพาะในฐานะแม่ทัพของราชสำนัก คนเถื่อนกลุ่มนี้ปล้นสะดมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถือเป็นการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของราชสำนัก หากฮ่องเต้มีพระบัญชา เขาก็พร้อมสังหารหมู่ทั้งหมู่บ้านในทันที แน่นอนว่า ต่อให้เขาลงมือสังหารหมู่บ้านเอง ฮ่องเต้ก็จะไม่ทรงตำหนิเขา
ราวกับเจียงจือมองความคิดของเขาออก ความเย็นชาในดวงตาของนางยิ่งลึกขึ้น เช่นนั้นก็หมายความว่า ในชาติก่อนเขารู้ว่านางอยู่ที่หมู่บ้านจาง จึงปล่อยให้หลินชิงโหรวกับเจียงเยียนขายนางไปที่นั่น
การทรมานตลอดสิบปีเต็ม บิดาผู้แสนดีผู้นี้ล้วนรับรู้อยู่แก่ใจ!