บทที่ 101: จะเกินไปแล้วนะ
ซ่งอวี้หน่วนถึงกับตาโต ยังไม่ทันที่เธอจะได้เอ่ยปากคัดค้าน กู้หวยอันก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ถ้าเขียนไม่ได้ก็ใช้พินอินแทน ถ้าไม่รู้พินอินก็วาดวงกลมไว้ก็ได้”
ซ่งอวี้หน่วนมองหน้าเขาอย่างจนปัญญา นี่เป็นคำพูดที่หลุดออกมาจากปากของเขาได้ยังไงกัน
【วาดวงกลมล้อมคุณไว้ ฮิฮิ!】
กู้หวยอัน: “...” เขาน่าจะเงียบไว้ตั้งแต่แรก
ใบเสร็จถูกจัดการอย่างรวดเร็ว กู้หวยอันมองลายมือที่ตวัดสวยงามราวกับหงส์ร่ายรำบนกระดาษ ก่อนจะเหลือบมองซ่งอวี้หน่วนแวบหนึ่ง แล้วปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยนลง
“ผมเอาข้อสอบของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กับมัธยมศึกษาปีที่ 4 มาให้ด้วย ไม่ต้องขอบคุณ ไม่ต้องจ่ายเงิน คนอื่นเขาให้ผมมาอีกที ถ้าทำเสร็จทั้งหมดได้ก็จะดีมาก แต่ถ้าทำไม่ได้จริงๆ ก็ไม่ต้องฝืนตัวเอง”
พูดจบกู้หวยอันก็เปิดประตูที่ทำการกองพลน้อยออกไปทันที ซ่งอวี้หน่วนพอได้ยินแบบนั้นก็แทบจะลมจับ นี่มันจะเกินไปแล้วนะ!
เธอกำลังจะวิ่งตามออกไปเอาเรื่อง แต่กู้หวยอันที่อยู่ตรงหน้าประตูกลับชี้ไปด้านหลังเธอเป็นเชิงบอกว่า “เงินของคุณ!”
หลังจากซ่งอวี้หน่วนเก็บธนบัตรต้าถวนเจี๋ยเข้ากระเป๋าสะพายข้างเรียบร้อยแล้ววิ่งตามออกไป ฉู่จื่อโจวก็บอกว่ากู้หวยอันออกไปแล้ว
เขาชี้ไปที่กล่องกระดาษ 2 ใบด้วยท่าทางขบขัน “นี่เป็นของที่หวยอันให้เธอ กล่องกระดาษนี่ก็มีค่านะ ข้อสอบพวกนี้ก็แพงเหมือนกัน เธอต้องทะนุถนอมให้ดีล่ะ”
ซ่งอวี้หน่วนกรอกตาในใจ แต่ใบหน้ายังคงแสดงความซาบซึ้งใจพร้อมกับกล่าวเน้นทีละคำ “ฉันจะทะนุถนอมอย่างดีเลยค่ะ!”
ฉู่จื่อโจวพูดกำชับต่อ “แล้วก็อย่าลืมทำข้อสอบทุกวันนะ ถ้าข้อไหนทำไม่ได้จริงๆ…”
ตอนแรกเขาคิดจะบอกให้เธอมาถามเขา แต่แล้วก็เปลี่ยนใจกะทันหัน เพราะกลัวว่าซ่งอวี้หน่วนจะแกล้งเอาโจทย์สุดหินมาให้ทำ ซึ่งคงจะไม่ดีแน่
เขาจึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที “ถ้ามีตรงไหนไม่เข้าใจก็ไปถามพี่ชายของเธอ หรือจะเว้นไว้ก่อน รอให้หวยอันมาคราวหน้าค่อยถามเขาก็ได้ รายนั้นน่ะไม่มีโจทย์ข้อไหนที่ทำไม่ได้หรอก”
ซ่งอวี้หน่วนทำหน้าไม่เชื่อ “โจทย์อะไรก็ทำได้หมดเลยเหรอคะ”
ฉู่จื่อโจวตอบอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยม “ใช่ ทำได้หมดนั่นแหละ!”
ดวงตาของซ่งอวี้หน่วนฉายแววเจ้าเล่ห์ “พอดีเลย ฉันมีโจทย์ยากอยู่ข้อนึงพอดี ได้ยินมาว่าเป็นหนึ่งในสิบโจทย์ที่ยากที่สุดในโลกที่ยังไม่มีใครแก้ได้ งั้นไว้รอเขามาคราวหน้าฉันจะลองถามดู”
“จริงเหรอเนี่ย” ฉู่จื่อโจวถามอย่างสนใจใคร่รู้
“จริงสิคะ”
ความสนใจของฉู่จื่อโจวพุ่งขึ้นสูง แต่แล้วเขาก็รีบพูดแก้ต่าง “เมื่อกี้ฉันหมายถึงโจทย์ในหลักสูตรมัธยมปลาย ไม่ใช่โจทย์ระดับโลกนะ”
ไม่รอให้ซ่งอวี้หน่วนได้พูดอะไรต่อ เขาก็รีบตัดบท “รีบยกหนังสือกลับบ้านไปได้แล้ว ฉันยุ่งจะตายอยู่แล้ว”
เขาคงจะว่างมากสินะ ถึงได้หาเรื่องคุยกับซ่งอวี้หน่วน เดี๋ยวก็ได้ตกหลุมพรางเธออีก อย่างเรื่องหมวกสานนั่นไง แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่ดี ได้รับคำชมจากท่านผู้นำในอำเภอ ขนาดปู่ของเขายังโทรศัพท์มาให้กำลังใจ บอกให้เขากล้าที่จะลงมือทำ ตราบใดที่มันเป็นสิ่งที่ดีและถูกต้อง ต่อให้เกิดปัญหาก็จะคอยช่วยเหลืออยู่ข้างหลัง
แต่ให้ตายเถอะ
มันเหนื่อยจริงๆ!
ซ่งอวี้หน่วนทำหน้าบึ้งแล้วชี้ไปที่กล่อง “ฉันจะยกไปได้ยังไงกันคะ คงต้องกลับบ้านไปเรียกคนมาช่วยยก”
ฉู่จื่อโจวไม่รอให้เธอต้องไปเรียกใคร เขาขอให้ชาวบ้าน 2 คนช่วยยกกลับไปส่งที่บ้านตระกูลซ่ง แต่เนื่องจากทั้งคู่ไม่คุ้นเคยกับซ่งอวี้หน่วน ประกอบกับเธอทำหน้าบึ้งตึงตลอดทาง พวกเขาเลยไม่กล้าชวนคุย
เมื่อมาถึงบ้าน ซ่งอวี้หน่วนกล่าวขอบคุณชายทั้งสอง พวกเขาพูดคุยกับซ่งเหลียงพ่อของเธอเล็กน้อยก่อนจะแยกย้ายกันกลับไป
ปู่ซ่งซึ่งกำลังนั่งสานหมวกอยู่ในที่ร่ม เมื่อได้ยินว่าเป็นข้อสอบเรียนทั้งหมดก็รีบช่วยยกเข้าไปในห้องของซ่งอวี้หน่วน
ซ่งอวี้หน่วนเปิดกล่องออกดูด้วยความอยากรู้
แต่ปรากฏว่าข้างในไม่ได้มีแค่หนังสือเรียนและข้อสอบ ยังมีชุดตัวต่อไม้สำหรับเด็กอีก 1 กล่อง แม้จะไม่มีข้อความเขียนไว้และกู้หวยอันก็ไม่ได้พูดถึง แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นของขวัญสำหรับหมิงเซิ่ง
เธอยื่นกล่องตัวต่อไม้ให้น้องชาย “นี่เป็นของขวัญจากพี่ชายคนนั้นที่ให้เธอน่ะ ไปเล่นเถอะ”
หมิงเซิ่งรับกล่องมาด้วยความดีใจ เขาค่อยๆ เปิดออกอย่างระมัดระวัง ข้างในมีตัวต่อไม้สีสันสดใสจัดเรียงอยู่อย่างเป็นระเบียบ พร้อมกับแผ่นภาพตัวอย่างสีสวยงาม
"ว้าว ดูหรูจังเลย" หมิงเซิ่งรีบก้มลงมองมือเล็กๆ ของตัวเอง โชคดีที่มันสะอาด
ซ่งอวี้หน่วนสำรวจของในกล่องทั้งหมด นอกจากข้อสอบแล้ว ยังมีกล่องดินสอ กระเป๋าเป้ และสมุดแบบฝึกหัดอีกตั้งใหญ่ กระเป๋าเป้สีเทาเข้มดูไม่เหมือนของที่ผลิตในประเทศ แต่น่าจะมาจากต่างประเทศ
พอเปิดกล่องดินสอออกมา เธอก็ต้องร้องโอ้โหอีกครั้ง ข้างในมีครบทุกอย่างทั้งดินสอ ปากกาหมึกซึม ไม้บรรทัด และไม้บรรทัดสามเหลี่ยม ปากกาหมึกซึมเป็นยี่ห้อนักรบ ซึ่งถือเป็นยี่ห้อที่ดีที่สุดในยุคนี้เลยทีเดียว
เธอมองดูกล่องกระดาษลังที่วางอยู่บนพื้น ในยุคสมัยที่ยังไม่ก้าวหน้าเท่าอนาคต กล่องกระดาษแบบนี้ถือเป็นของมีค่ามาก
เซี่ยกุ้ยหลานผู้เป็นแม่ที่เดินตามเข้ามาเห็นลูกสาววางกล่องไว้บนพื้นก็รีบเข้าไปยกขึ้นมาวางบนขอบคัง “นี่มันของดีเลยนะ เดี๋ยวแม่จะเอาไปเช็ดทำความสะอาดให้ดีๆ เอาไว้ใส่เสื้อผ้าได้”
จากนั้นสายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นลูกชายคนเล็กที่กำลังเล่นตัวต่อไม้อย่างมีความสุข เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจถามออกไป “เสี่ยวหน่วน ของพวกนี้มาจากไหนกันลูก”
ซ่งอวี้หน่วนครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะตอบไปตรงๆ “ก็กู้หวยอันคนนั้นน่ะสิคะแม่ เขาส่งมาให้ บอกให้หนูตั้งใจเรียน จะได้เก่งขึ้นทุกวัน”
เซี่ยกุ้ยหลานรู้สึกว่ามันมีอะไรแปลกๆ “แล้วตัวต่อไม้นั่นก็ด้วยเหรอ” ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้า
“ค่ะ ของเขาเหมือนกัน”
เมื่อเห็นท่าทีไม่ใส่ใจของลูกสาว เซี่ยกุ้ยหลานจึงได้แต่เก็บคำพูดที่ตั้งใจจะกล่าวตักเตือนเอาไว้ แล้วเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่นแทน “แต่จะไปรับของของเขามาฟรีๆ แบบนี้มันก็ไม่ดีนะลูก”
ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้รู้สึกผิดแม้แต่น้อย เธอชี้ไปที่ซ่งหมิงเซิ่งแล้วพูดว่า “ตอนที่เราอยู่ที่เทศมณฑลก็เจอเขา หมิงเซิ่งยังไปเอาเชือกของเขามาตั้งม้วนหนึ่งเลย”
หมิงเซิ่งกลอกตาอย่างรู้ทัน รีบพูดเสริมทันที “แม่ครับ พี่ชายคนนั้นบอกว่าเชือกไม่ต้องคืน ผมเลยบอกเขาไปว่า พอผมโตขึ้นหาเงินได้แล้วจะซื้อของขวัญให้เขา”
เซี่ยกุ้ยหลานนึกถึงคำพูดคำจาที่ดูเป็นใหญ่เป็นโตของลูกชายแล้วก็ได้แต่จนปัญญา สุดท้ายจึงทำได้เพียงอุ้มกล่องกระดาษทั้งสองใบออกไปเงียบๆ
เธอเดินไปกระซิบกระซาบเรื่องนี้กับแม่สามี
ย่าซ่งกลับไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก “มันก็แค่การไปมาหาสู่กันปกติ ลูกอย่าไปคิดมากเลย ยิ่งเราคิดเล็กคิดน้อย ก็จะยิ่งดูเหมือนว่าเราใจแคบและหวังผลประโยชน์ตอบแทน ในเมื่อหมิงเซิ่งบอกเองว่าจะซื้อของขวัญให้เขาตอนโต นั่นก็เป็นเรื่องของเขา ไม่เกี่ยวกับเสี่ยวหน่วนของเราสักหน่อย”
ยังไม่ทันจะพูดจบ ซ่งอวี้หน่วนก็เดินเข้ามาพอดี เธอบอกกับย่าซ่งว่า “ย่าคะ ตอนที่หนูไปเมืองคราวก่อน หนูให้ข้อมูลไปแล้วได้รางวัลมา 1,000 หยวน พรุ่งนี้เข้าเมืองพอดี หนูจะเอาไปฝากธนาคารค่ะ”
หากเป็นเมื่อก่อน ย่าซ่งคงจะตื่นเต้นจนแทบเป็นลมเมื่อได้ยินเงินจำนวน 1,000 หยวน แต่ตอนนี้ท่านกลับสงบนิ่งกว่าเดิมมาก ท่านมองหลานสาวแล้วพูดว่า “งั้นหนูก็เก็บเงินไว้ดีๆ พรุ่งนี้เราจะได้ออกเดินทางไปพร้อมกัน”
วันรุ่งขึ้นพวกเขามีธุระต้องทำมากมาย เพราะกางเกงที่ตัดเย็บสะสมไว้กว่า 100 ตัว ถึงเวลาต้องนำออกไปขายแล้ว ก่อนออกเดินทาง ซ่งอวี้หน่วนได้ตรวจสอบความเรียบร้อยและพบว่าเตารีดแบบโบราณที่ทำขึ้นเองก็ยังใช้งานได้ดี ไว้รอให้กิจการขยายตัวมากกว่านี้ค่อยหาซื้อของใหม่ก็ยังไม่สาย
กางเกงที่นำไปขายในครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นทรงสำหรับผู้หญิง มีทั้งสีดำ สีกากี และสีเทาเงิน บางตัวเป็นแบบเอวยางยืด บางตัวเป็นแบบติดกระดุมข้างหรือด้านหน้า เนื่องจากยุคนี้ยังไม่มีซิป ยุคนี้คนส่วนใหญ่ไว้ผมดกหนาและรูปร่างค่อนข้างผอมบาง กางเกงของผู้หญิงจึงนิยมเป็นแบบติดกระดุมด้านข้าง
รถม้าเป็นของครอบครัวอยู่แล้ว และเนื่องจากปู่ซ่งเองก็อยากจะเอาหมวกสานไปขายด้วย ประกอบกับซ่งเหลียงก็สามารถขับรถม้าได้ ท่านจึงรับหน้าที่เป็นคนขับรถม้าพาครอบครัวเข้าเมืองด้วยตัวเอง
เมื่อถึงในเมือง พวกเขาตรงไปที่ธนาคารเป็นอันดับแรกเพื่อฝากเงินให้ซ่งอวี้หน่วน เธอฝากเพิ่มไปอีก 1,600 หยวน ทำให้ตอนนี้ในสมุดบัญชีของซ่งอวี้หน่วนมียอดเงินรวมถึง 3,200 หยวนแล้ว เรียกได้ว่าเป็นเศรษฐินีตัวน้อยอย่างแท้จริง
คนที่เดินทางมาด้วยในวันนี้มี ย่าซ่ง ซ่งเหลียง และเหลียนเซียง ส่วนเซี่ยกุ้ยหลานอยู่บ้านกับหมิงเซิ่ง เสี่ยวกัง และเสี่ยวหรู เพื่อคอยทำอาหารกลางวันเผื่อไว้ในกรณีที่ทุกคนกลับมาไม่ทัน
หลังจากทำธุระที่ธนาคารเสร็จ ทุกคนก็มุ่งหน้าไปยังห้างสรรพสินค้า พวกเขาจัดเตรียมราวแขวนและนำกางเกงที่พับไว้อย่างดีออกมาแขวนเรียงตามขนาด คนสมัยนี้ชอบใส่กางเกงที่มีจีบคมกริบ ยิ่งคมเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ว่ากันว่ามันทำให้ดูมีฐานะ ซึ่งแน่นอนว่ากางเกงทุกตัวของพวกเขาถูกรีดจับจีบมาอย่างสวยงาม
กางเกงที่แขวนเรียงรายอยู่บนราวดึงดูดสายตาผู้คนที่ผ่านไปมาได้เป็นอย่างดี เพียงไม่นาน ก็มีคนกลุ่มใหญ่เข้ามามุงดู
[จบบท]