บทที่ 103: เธอไม่ได้ให้ความสำคัญกับสายเลือด
ย่าซุนเหลือบมองย่าซ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น “เธอไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้วล่ะ ตอนนี้กำลังนั่งกินข้าวอยู่ที่บ้านของติงเหล่าต้าโน่นแน่ะ”
ย่าซุนวิจารณ์ติงเหล่าต้าอย่างเผ็ดร้อน “เธอก็รู้ว่าติงเหล่าต้านิสัยเป็นยังไง วันๆ ไม่ทำอะไร เอาแต่ดื่มเหล้า พอเมาได้ที่ก็ลงไม้ลงมือกับภรรยา ขี้เกียจตัวเป็นขนขนาดนั้น ภรรยาคนเก่าของเขาที่เสียชีวิตไปเร็วก็เพราะถูกทุบตีนี่แหละ ไม่น่าเชื่อเลยว่าคราวนี้จะได้หญิงสาวมาเป็นภรรยาคนใหม่ โลกนี้ผู้หญิงเราลำบากกันจริงๆ”
ย่าซ่งไม่อยากยุ่งเรื่องของคนอื่นจึงตัดบท “พอเถอะ ฉันต้องไปทำงานแล้ว ข้าวกลางวันก็ยังไม่ได้กินเลย เธอเองก็รีบไปทำธุระของเธอเถอะ ยัยแก่ติงไม่ใช่คนที่น่าไปยุ่งด้วยเท่าไหร่หรอกนะ อย่าพูดจาไม่เข้าเรื่องไป”
แต่ยังไม่ทันขาดคำ กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งก็เดินมาจากทางบ้านของตระกูลติง มุ่งหน้ามายังที่ทำการกองพลน้อยพอดี
ถึงแม้หน้าบ้านของตระกูลซ่งจะไม่ใช่ถนนใหญ่ แต่ก็เป็นเส้นทางที่สามารถใช้ออกไปจากหมู่บ้านได้เช่นกัน
ช่วงนี้อากาศกำลังดี เพิ่งจะผ่านต้นเดือนพฤษภาคมมาไม่นาน ในอำเภอหนานซานจึงเป็นฤดูใบไม้ผลิที่อากาศอบอุ่นสบายและดอกไม้กำลังเริ่มผลิบาน ผู้คนส่วนใหญ่จึงนิยมออกมานั่งพูดคุยกันที่ลานบ้านมากกว่าอยู่ในตัวบ้านที่ร้อนอบอ้าว
ลานบ้านของตระกูลซ่งนั้นกว้างขวาง แต่ก็ยังสามารถมองเห็นกลุ่มคนที่กำลังเดินผ่านมาได้อย่างชัดเจน
กลุ่มนั้นประกอบด้วยย่าติง, ติงเหล่าต้า และคนแปลกหน้าจากหมู่บ้านอื่นอีก 4 คน ในกลุ่มนั้นมีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังควงแขนหญิงวัยกลางคนพลางพูดคุยกันอย่างสนิทสนม
ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่กำลังคุยอยู่กับติงเหล่าต้า ส่วนติงเหล่าต้าเองก็คอยเหลือบมองไปด้านหลังเป็นระยะๆ ซึ่งมีเด็กสาวท่าทางหวาดกลัวคนหนึ่งกำลังขยำชายเสื้อของตัวเองพลางก้มหน้าเดินตามมา และปิดท้ายด้วยเด็กหนุ่มที่กำก้อนหินไว้ในมือด้วยแววตาโกรธแค้น ราวกับพร้อมจะขว้างใส่ใครบางคน
เรื่องคงจะจบลงถ้าพวกเขาแค่เดินผ่านไป แต่หญิงวัยกลางคนที่สวมผ้าคลุมหน้ากลับหยุดเดินกะทันหัน
เธอหยุดอยู่ตรงหน้าประตูบ้านตระกูลซ่ง ก่อนจะตะโกนเสียงดังว่า “พี่ติงจ๊ะ! บ้านที่เธอเล่าให้ฉันฟังเมื่อกี้ใช่หลังนี้หรือเปล่า? ที่ว่ามีลูกสาวสลับตัวกันน่ะ ขนาดฉันอยู่หมู่บ้านฉันยังได้ยินข่าวเลยนะ เธอบอกว่าลูกสาวแท้ๆ ที่กลับมาทั้งหัวดื้อหัวรั้น ไม่ยอมให้ลูกเลี้ยงที่กลับมาเยี่ยมพ่อแม่เข้าบ้าน ใช่บ้านของตระกูลซ่งหลังนี้ใช่ไหม?”
หากเป็นเมื่อก่อน ย่าติงคงไม่สนใจคำพูดพวกนี้ เพราะถึงเธอจะไม่ใช่ย่าหวัง แต่ในหมู่บ้านนี้ก็ไม่มีใครกล้าหาเรื่องเธอเช่นกัน
แต่วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แม้ซ่งเหลียงจะไม่ได้เป็นผู้ใหญ่บ้านแล้ว แต่ครอบครัวของเขากลับรุ่งเรืองขึ้น ซ่งถิงก็ได้เข้าคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรม แถมยังมีญาติเป็นข้าราชการในเมืองหลายคน
แม้กระทั่งพนักงานเก็บค่าโดยสารบนรถประจำทางก็ยังสนิทสนมกับครอบครัวนี้ ถึงขนาดที่ว่าพอเห็นก็จะรีบจอดรถให้ทันที
โดยเฉพาะลูกสาวที่สลับตัวกลับมา ก็ถูกตามใจจนเคยตัว งานในไร่นาก็ไม่เคยแตะ ได้ยินว่าอยู่ที่บ้านก็รอแต่คนอื่นหาข้าวหาปลามาให้กิน
เธอแค่เผลอพูดเรื่องนี้ออกไปเล็กน้อยเท่านั้น แต่ผู้หญิงสมองทึบคนนี้กลับเอามาพูดจาเหลวไหลอะไรตรงนี้?
“โอ๊ย! ฉันไม่ได้พูดอะไรสักหน่อย บ้านนั้นไม่เหมือนบ้านเธอหรอกนะ ไปกันเถอะๆ ฉันยังมีเรื่องอยากจะคุยกับเธอเป็นการส่วนตัว”
น่าเสียดายที่หลิวต้านิวจากหมู่บ้านลิ่วเซี่ยถุนตั้งใจจะใช้โอกาสนี้สั่งสอนลูกสาวแท้ๆ ที่เอาแต่ก้มหน้าเศร้าซึมให้รู้สำนึก
‘นังเด็กไม่รู้จักบุญคุณ ถูกพวกลักเด็กจับตัวไปจะเหลือความบริสุทธิ์อะไรอีก ตอนนี้มีคนยอมรับก็ดีแค่ไหนแล้ว ยังจะเลือกมาก ร้องห่มร้องไห้ไม่อยากแต่งงานอีก’ หลิวต้านิวนึกอย่างเดือดดาลในใจ
‘ไม่เจียมตัวเองเลยสักนิดว่าอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แล้วจะไปหวังแต่งงานกับครอบครัวดีๆ ได้อย่างไร? เป็นของไร้ค่าที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย สมควรแล้วที่ถูกลักพาตัวไป กลับมาทำไมก็ไม่รู้ ทำให้เจียวเจียวลูกสาวสุดที่รักของฉันพลอยอารมณ์เสียไปด้วยตลอดหลายเดือนมานี้ จนเกือบจะกระทบการเรียน’
เป็นเธอเองที่ต้องคอยปลอบและให้คำมั่นสัญญาครั้งแล้วครั้งเล่า ลูกสาวคนดีของเธอถึงได้มีอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง
เธอเลี้ยงดูเจียวเจียวมานานหลายปี จะให้ไล่ออกไปได้อย่างไร? ความผูกพันทางสายเลือดที่เพิ่งค้นพบจะมาเทียบกับความรักความผูกพันที่สร้างกันมานานกว่า 10 ปีได้อย่างไรกัน?
โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกสาวแท้ๆ ที่ตำรวจพามาส่งคืนคนนี้ ทั้งขี้ขลาด หวาดกลัว ไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่มีส่วนไหนที่เหมือนเธอเลยสักนิด
ในความคิดของเธอ ความรักที่เกิดจากการเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็กต่างหากคือของจริง ลูกเลี้ยงก็คือลูกสาวแท้ๆ ของเธอ ส่วนสายเลือดนั้นไม่สำคัญอะไรเลย เธอจะไม่มีวันยอมให้ลูกสาวแท้ๆ คนนี้มาทำลายความสุขของเจียวเจียวเด็ดขาด
‘แน่นอนว่าการแต่งงานครั้งนี้ต้องเกิดขึ้นให้ได้’ หลิวต้านิวนึกในใจ
‘เพราะฉู่เสี่ยวเฉ่าเกิดก่อนเจียวเจียว 1 เดือน ในฐานะพี่สาว การที่เธอจะสามารถทำเงินสินสอด 300 หยวนมาให้เจียวเจียวได้ ก็ถือว่าทำหน้าที่พี่สาวได้ไม่เสียเปล่าแล้ว โอกาสทำเงิน 300 หยวนแบบนี้ พลาดไปแล้วจะไปหาจากที่ไหนได้อีก’
ในขณะที่คนในตระกูลซ่งเลือกที่จะไม่สนใจ เพราะเห็นว่าเป็นคนต่างหมู่บ้านที่ไม่คุ้นเคย และเรื่องการแต่งงานก็ไม่ใช่เรื่องที่ใครควรจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว
หลิวต้านิวไม่เพียงไม่ยอมไปไหน แต่กลับกระชากแขนฉู่เสี่ยวเฉ่า ลูกสาวแท้ๆ ที่กำลังตัวสั่นงันงกเข้ามาอย่างแรง แล้วชี้เข้าไปในลานบ้านพลางตะโกนว่า “แกดูไว้นะ! ลูกสาวแท้ๆ ของบ้านนี้ถูกสลับตัวไป เพิ่งจะกลับมาได้ไม่นาน แต่ฉันได้ยินจากป้าติงของแกมาว่า ครอบครัวซ่งไม่ยอมให้ลูกสาวไปโรงเรียน ไม่ยอมจัดหาคู่ครองให้ คงกะจะเก็บไว้แลกเปลี่ยนกับการแต่งงานของพี่ชายในอนาคต แถมยังชอบหายออกจากบ้านบ่อยๆ ใครจะไปรู้ว่าถูกพาออกไปทำเรื่องน่าอายอะไรข้างนอก! เทียบกับเขาแล้ว แกยังโชคดีกว่าเยอะ อย่างน้อยฉันก็ไม่เคยพาแกไปหาเงินสกปรก แถมยังหาคู่ครองดีๆ ให้อีก ถ้ายังไม่รู้จักบุญคุณอีกระวังจะโดนฟ้าผ่านะ!”
สิ้นเสียงของหลิวต้านิว บรรยากาศทั้งในและนอกลานบ้านก็เงียบสงัดลงทันที
ย่าติงแทบจะล้มทั้งยืน เธอแค่พล่อยปากพูดไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้น นังผู้หญิงปัญญานิ่มนี่กลับเอามาพูดต่อจนหมดเปลือก แถมยังระบุชื่อชัดเจนขนาดนี้ นี่มันจงใจจะโยนความผิดให้เธอชัดๆ! แย่แล้ว! ย่าซ่งเอาเธอตายแน่!
ไม่ใช่แค่ย่าซ่งคนเดียว แต่สมาชิกครอบครัวซ่งทุกคนที่ได้ยินคำพูดนั้นต่างก็เดือดดาลจนเลือดขึ้นหน้าและพุ่งกรูเข้ามาทันที
คนที่พุ่งเข้าไปเร็วที่สุดกลับเป็นย่าซ่ง! หญิงชราคว้าแขนย่าติงที่กำลังจะวิ่งหนีไว้แน่น ก่อนจะฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าอย่างแรงจนเกิดเสียงดังลั่น แล้วตวาดด่าด้วยใบหน้าเขียวคล้ำ “นังแก่ใกล้ลงโลง! กล้าดียังไงมาใส่ร้ายหลานสาวฉัน วันนี้ฉันจะฉีกปากเน่าๆ ของแกให้ดู!”
จากนั้นฝ่ามือก็ฟาดลงไปอีกหลายครั้ง ก่อนที่ย่าซ่งจะพยายามฉีกปากของย่าติงจริงๆ จนใบหน้าของอีกฝ่ายบวมเป่งขึ้นมาทันตา
คนที่พุ่งตามมาเป็นคนที่สองคือเซี่ยกุ้ยหลาน เธอโกรธจนตัวสั่นเทา ปรี่เข้าไปกระชากตัวหลิวต้านิวแล้วระดมตบซ้ายขวาไม่ยั้งจนมุมปากของหลิวต้านิวแตกมีเลือดไหลซิบ “นังผู้หญิงสารเลว! แกจะทำชั่วกับลูกตัวเองฉันไม่ขอยุ่ง แต่นี่แกกล้าดียังไงมาสาดโคลนใส่ลูกสาวฉัน! วันนี้ฉันจะตบแกให้ตายคามือเลย!”
เพียงชั่วพริบตา เหตุการณ์ก็บานปลายเป็นความโกลาหล
เหลียนเซียงและซุนจินหรงที่ตามมาติดๆ ก็เลือดขึ้นหน้าเช่นกัน นังแก่พวกนี้เป็นใครกัน กล้าดียังไงมาแต่งเรื่องใส่ร้ายเสี่ยวหน่วนของพวกเขา! คิดได้ดังนั้น เหลียนเซียงจึงพุ่งเข้าไปช่วยย่าซ่งจัดการย่าติง ส่วนซุนจินหรงก็ตรงเข้าไปช่วยเซี่ยกุ้ยหลานจัดการหลิวต้านิว
ฉู่โหย่วฟู่ พ่อของฉู่เสี่ยวเฉ่า ที่ตอนแรกยังยืนงงอยู่ พอตั้งสติได้และกำลังจะพุ่งเข้าไป ก็ถูกซ่งเหลียงถีบจนล้มลงไปกองกับพื้น
ส่วนติงเหล่าต้า ลูกชายคนโตของย่าติง ขมวดคิ้วพลางตะโกนว่า “ปล่อยมือเดี๋ยวนี้! ไม่อย่างนั้นผมจะไปแจ้งเจ้าหน้าที่รักษาความสงบนะ!”
เขากำลังจะเข้าไปดึงตัวย่าซ่ง แต่ก็ต้องชะงักเมื่อปู่ซ่งคว้าเคียวขึ้นมาแกว่งไปมา ขู่จนเขาต้องถอยหลังไปหลายก้าว
ปู่ซ่งเบิกตาโพลงและตวาดเสียงกร้าว “แกเป็นผู้ชายก็ยืนอยู่เฉยๆ ไป! ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ผู้หญิงในหมู่บ้านเราทะเลาะกัน แล้วผู้ชายจะเข้าไปยุ่งด้วย...”
ติงเหล่าต้าเองก็ได้ยินคำพูดใส่ร้ายเมื่อครู่เช่นกัน เขาอึกอักพูดไม่ออก “แต่... แต่ว่า...”
คนหนึ่งก็แม่แท้ๆ อีกคนก็ว่าที่แม่ยายในอนาคต ถึงจะอายุคราวเดียวกัน แต่ถ้าเขาได้แต่งงานกับฉู่เสี่ยวเฉ่าจริง หญิงคนนั้นก็จะมีฐานะเป็นผู้ใหญ่ของเขาทันที แต่เมื่อเห็นเคียวในมือของปู่ซ่ง เขาก็ไม่กล้าขยับเข้าไป
กว่าฉู่จื่อโจวและเลขาธิการพรรคก่วนจะทราบเรื่องและรีบมาถึงที่เกิดเหตุ ซ่งอวี้หน่วนที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ด้านข้าง ก็ได้รับข้อมูลเนื้อเรื่องชุดใหญ่ผุดขึ้นมาในหัวพอดี...
[จบบท]