บทที่ 106: ฉันกล้าอยู่แล้ว
ซ่งอวี้หน่วนเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า ก่อนจะประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน “ฉู่เจียวเจียว ฉันกล้าอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่กล้า แต่ฉันรู้ด้วยว่าเธอเรียนอยู่ที่โรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งอำเภอหนานซาน แถมยังรู้ด้วยว่าเธออยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ห้อง 1 และที่สำคัญ เพื่อนร่วมโต๊ะของเธอชื่อ จี้ฮ่าว!”
คำพูดของซ่งอวี้หน่วนเหมือนหมัดฮุกที่ส่งเข้าปลายคางของฉู่เจียวเจียวอย่างจัง เธอถึงกับหน้าซีดเผือด ในหัวขาวโพลนจนลืมเรื่องที่ซ่งอวี้หน่วนพูดถึงแม่บุญธรรมกับพ่อแท้ๆ ไปเสียสนิท สัญชาตญาณแรกคือพุ่งเข้าไปกระชากแขนฉู่เสี่ยวเฉ่าทันที
“ฉู่เสี่ยวเฉ่า! นี่แกเป็นคนบอกยัยนั่นใช่ไหม! คอยดูนะ ฉันจะฟ้องแม่ ให้แม่จัดการแกให้หนักเลย!”
ซ่งอวี้หน่วนผลักร่างของฉู่เจียวเจียวออกไปอย่างไม่ใยดี “นังเด็กเนรคุณ! กล้าดียังไงมาสวมรอยแทนที่คนอื่นเขา”
“อีกอย่างฉันกับเสี่ยวเฉ่าเพิ่งจะเคยเจอกันวันนี้เป็นครั้งแรก เธอจะเอาเวลาที่ไหนไปบอกฉัน แต่ถ้ายังข้องใจ พรุ่งนี้ก็ไปถามจี้ฮ่าวที่โรงเรียนได้เลยนะ ไปถามเขาดูสิว่าซ่งอวี้หน่วนเป็นใคร จะบอกใบ้ให้ก็ได้ว่าฉันเรียกแม่ของเขาว่าคุณอา!”
ยังไม่ทันที่เรื่องราวจะบานปลายไปมากกว่านี้ รถตำรวจคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาจอดในบริเวณนั้นพอดี
หลิวต้านิว หญิงผู้เป็นต้นตอของข่าวลือทั้งหมด ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวขึ้นรถไปทันที การคลุมถุงชนถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายยังเป็นผู้เยาว์ หากไม่มีใครรู้เรื่อง เจ้าหน้าที่ก็อาจปล่อยเลยตามเลย เหมือนดังคำกล่าวที่ว่า ‘หากชาวบ้านไม่ร้องเรียน ราชการก็ไม่สอบสวน’
แต่เมื่อเรื่องแดงขึ้นมาแล้ว จะทำเป็นทองไม่รู้ร้อนย่อมเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อการปล่อยข่าวลือครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่ซ่งอวี้หน่วน คนที่อยู่ในความใส่ใจของกู้หวยอัน
ฉู่จื่อโจวที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ถึงกับอยากจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตาให้ไหล เขารู้สึกเหมือนตัวเองติดกับดักเข้าเสียแล้ว จะหนีไปไหนก็ไม่ได้ ต้องปักหลักอยู่ที่นี่ต่อไปอีกนานแค่ไหนก็ไม่อาจรู้
แต่ในความโชคร้ายก็ยังพอมีเรื่องดีอยู่บ้าง ธุรกิจหมวกสานของหมู่บ้านยังเดินหน้าต่อไปได้ และเมื่อครู่ปู่ของเขาก็เพิ่งโทรศัพท์มาแจ้งข่าวดีว่าเรื่องการขนส่ง ได้จัดการให้เรียบร้อยแล้ว โดยไม่ต้องลำบากจัดส่งเอง เพราะจะมีรถไฟขบวนพิเศษวิ่งผ่านและจะแบ่งพื้นที่ครึ่งตู้ไว้สำหรับขนหมวกสานโดยเฉพาะ ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มากโข
การสนับสนุนอย่างเต็มที่จากปู่ทำให้ฉู่จื่อโจวรู้สึกตื้นตันใจ เขาจึงตัดสินใจที่จะสู้ต่อ และจะพยายามพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอให้ดีขึ้นให้ได้ ถึงแม้จะมีคนนิสัยไม่ดีอยู่บ้าง แต่เขาก็เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ยังคงเป็นคนดีและซื่อสัตย์
สายตาของฉู่จื่อโจวเหลือบไปเห็นเด็กสาวสามคนที่กำลังยืนเถียงกันอยู่กลางลานบ้าน โดยเฉพาะซ่งอวี้หน่วนที่กำลังต้อนฉู่เจียวเจียวจนร้องไห้ด้วยท่าทีของผู้ชนะ ทำให้เขารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีจนเปลือกตากระตุก
หลังจากนั้นไม่นาน สองสาวพี่น้องตระกูลฉู่ก็ถูกพาตัวไปยังที่ทำการคอมมูน ซึ่งหัวหน้าคอมมูนหวงได้รับแจ้งเรื่องราวล่วงหน้าและเตรียมการทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว เขายังได้เรียกตัวผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านลิ่วเซี่ยถุนให้มาพบด้วย
หัวหน้าคอมมูนหวงเป็นคนฉลาดและมีไหวพริบ เขาสัมผัสได้ว่าซ่งอวี้หน่วนไม่ใช่คนธรรมดา จึงตัดสินใจจัดการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด โดยสั่งให้มีการวิพากษ์วิจารณ์และอบรมสั่งสอนหลิวต้านิวกับฉู่โหย่วฟู่ พร้อมทั้งให้เขียนหนังสือทัณฑ์บนรับรองว่าจะไม่ก่อเรื่องอีก
หัวหน้าหวงยึดคติที่ว่า ทำให้ดีที่สุดก่อน ส่วนอีกฝ่ายจะพอใจหรือไม่ค่อยว่ากันทีหลัง เขาจึงสั่งลงโทษให้ทั้งสองคนไปทำความสะอาดคอกหมู เพื่อเป็นการสั่งสอนและตักเตือนไปในคราวเดียวกัน และดูเหมือนการตัดสินใจของเขาจะถูกต้อง เพราะในช่วงบ่ายวันเดียวกันนั้นเอง รองหัวหน้าอำเภอจ้าวก็ได้โทรศัพท์มาชื่นชมการทำงานของเขา
ทางด้านผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านลิ่วเซี่ยถุนก็จัดการดุด่าหลิวต้านิวที่ไม่ยอมรับผิดอย่างเผ็ดร้อน
“แกนี่มันเก่งจริงๆ นะ ถึงขนาดบุกไปอาละวาดที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอเลยรึไง! คำพูดคำจามันพูดกันพล่อยๆ ได้ที่ไหน แกไปเห็นกับตาหรือจับได้คาหนังคาเขาหรือไง ถึงได้ไปใส่ร้ายป้ายสีเด็กผู้หญิงเขาแบบนั้น! แล้วเรื่องดูตัวอีก ติงเหล่าต้าน่ะอายุมากกว่าพวกแกสองคนรวมกันเสียอีก จะดูก็ดูไปสิ จะเที่ยวไปป่าวประกาศให้ชาวบ้านเขารู้ทำไม มันเป็นเรื่องน่าภูมิใจนักรึไง! พวกไร้ยางอาย! ฉันเป็นผู้ใหญ่บ้านมาตั้งหลายปี เพิ่งจะเคยถูกเรียกไปตำหนิที่คอมมูนก็เพราะเรื่องบ้าๆ ของพวกแกนี่แหละ บอกไว้เลยนะ พวกแกสองผัวเมีย ให้หุบปากเงียบๆ แล้วอยู่อย่างสงบเสงี่ยมซะ ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจ!”
ผู้ใหญ่บ้านแห่งหมู่บ้านลิ่วเซี่ยถุนขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาด ปากจัด มือไว เท้าไว เมื่อเขาเดินจากไปแล้ว สองสามีภรรยาจึงได้แต่ถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วยอมไปทำงานแต่โดยดี
ฉู่โหย่วฟู่ได้แต่บ่นภรรยาว่าเป็นคนพูดจาไม่คิด แต่จู่ๆ หลิวต้านิวกลับนึกถึงคำพูดบางอย่างของเซี่ยกุ้ยหลานขึ้นมาได้ เธอหันขวับไปมองหน้าสามีแล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย “จริงสิ คุณเคยบอกฉันไหมว่าไปรับเจียวเจียวมาจากไหนกันแน่”
คำถามนั้นทำให้หัวใจของฉู่โหย่วฟู่หล่นวูบ เขาพยายามสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับความตื่นตระหนก ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงห้วนๆ ว่า “จะถามทำไมอีก ก็เคยบอกไปแล้วไงว่าเป็นลูกของสาวคนหนึ่งในหมู่บ้านโฮ่ววา ป่านนี้ผู้หญิงคนนั้นแต่งงานใหม่มีลูกไปอีก 2 คนแล้ว อย่าได้คิดไปสืบสาวราวเรื่องให้มันวุ่นวายเชียวนะ ถ้าเกิดเรื่องบานปลายจนมีคนตายขึ้นมา โทษที่ได้รับมันจะหนักกว่าการล้างคอกหมูแน่”
แม้หลิวต้านิวจะสงบปากสงบคำลงได้ในที่สุด แต่ภายในใจของเธอกลับมีเมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัยได้หยั่งรากลึกลงไปแล้ว
ในขณะเดียวกัน ฉู่เจียวเจียวก็ได้เดินทางกลับเข้าอำเภอด้วยสภาพร้องไห้ฟูมฟาย พรุ่งนี้เป็นวันจันทร์ เธอต้องไปโรงเรียน ความหวังที่จะได้เงินก้อนโตมาซื้อเสื้อผ้าสวยๆ และรองเท้าหนังคู่ใหม่สลายไปในพริบตา
เธอต้องกลับไปมือเปล่า แถมยังถูกซ่งอวี้หน่วนข่มขู่ทิ้งท้ายอีกต่างหาก
เธออยากจะลองไปถามจี้ฮ่าวให้รู้แน่ชัดว่าสิ่งที่ซ่งอวี้หน่วนพูดเป็นความจริงหรือไม่ แต่ลึกๆ ในใจ เธอกลับเชื่อไปแล้วเกินครึ่ง
ซ่งอวี้หน่วนแตกต่างจากเด็กสาวทุกคนที่เธอเคยรู้จัก ท่าทางและบุคลิกของซ่งอวี้หน่วนนั้นดูดีมีระดับยิ่งกว่าเด็กสาวคนไหนๆ ในอำเภอเสียอีก
ทางด้านฉู่เสี่ยวเฉ่าถูกส่งตัวไปอยู่ที่บ้านของยายแท้ๆ ของเธอ ซึ่งเป็นมารดาของหลิวต้านิว อาจเป็นเพราะที่ผ่านมาไม่เคยได้เลี้ยงดูอุ้มชู ยายหลิวจึงไม่ได้รู้สึกผูกพันกับหลานสาวคนนี้นัก
อันที่จริงเธอก็รู้สึกเฉยเมยกับหลานทั้งสองคน แต่หากต้องเลือก เธอย่อมรู้สึกใกล้ชิดกับคนที่มีสายเลือดเดียวกันมากกว่าอยู่แล้ว
ยายหลิวคิดไม่ออกเลยว่าลูกสาวของตัวเองคิดอะไรอยู่ ถึงได้ทำเรื่องโง่เง่าราวกับถูกฟ้าผ่ากลางสมองเช่นนี้ ชาวบ้านหลายคนต่างก็นินทากันลับหลังว่า แท้จริงแล้วฉู่เจียวเจียวอาจเป็นลูกที่เกิดจากฉู่โหย่วฟู่กับแม่ม่ายเฉียน เพราะทั้งสองคนมีหน้าตาที่คล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาด
แต่เนื่องจากไม่มีหลักฐานแน่ชัด เรื่องนี้จึงเป็นเพียงแค่ข่าวลือที่พูดกันปากต่อปาก ยิ่งไปกว่านั้น บรรดาลูกสะใภ้ของเธอก็ไม่เห็นด้วยที่จะให้แม่สามีเข้าไปยุ่งเรื่องของคนอื่น
ทว่าวันนี้กลับไม่เหมือนทุกวัน เมื่อหัวหน้าคอมมูนหวงขับรถจี๊ปมาส่งฉู่เสี่ยวเฉ่าถึงหน้าบ้านด้วยตัวเอง ได้สร้างความแตกตื่นให้กับชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน
หมู่บ้านของพวกเขาเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ ที่ยากจน นานๆ ครั้งถึงจะมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงมาเยือนสักที และโดยปกติแล้วก็จะไปแค่ที่ทำการกองพลน้อย ไม่เคยมีใครมาถึงบ้านของสมาชิกคอมมูนเช่นนี้มาก่อน
หัวหน้าคอมมูนหวงได้ชี้แจงว่าหลิวต้านิวกระทำผิดกฎหมาย ทั้งในข้อหาใส่ร้ายป้ายสีและจัดแจงการแต่งงานที่ผิดกฎหมาย ด้วยการบังคับให้เด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะแต่งงานกับชายแก่คราวพ่อ
ยายหลิวจึงรีบรับปากอย่างตื่นเต้นว่าจะดูแลหลานสาวคนนี้เป็นอย่างดี
ขณะเดียวกัน ทางครอบครัวซ่งก็ได้เดินทางกลับมาจากที่ทำการกองพลน้อยแล้ว มื้อกลางวันวันนี้เป็นอาหารง่ายๆ แต่อบอวลไปด้วยความสุข มีทั้งข้าวสองสี และมันฝรั่งตุ๋นเนื้อใส่ถั่วฝักยาวแห้ง
แม้หน้าตาจะไม่น่าทานนัก แต่รสชาติกลับหอมอร่อยถูกปากทุกคน หลังจากทานอาหารเสร็จ ซ่งเหนียนและครอบครัวก็ขอตัวกลับเข้าอำเภอไป
ซ่งอวี้หน่วนตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ขอส่วนแบ่งจากเงินกองกลางของครอบครัวในตอนนี้ แต่หากที่บ้านต้องการเงินลงทุนเมื่อไหร่ เธอก็พร้อมที่จะช่วยเหลือเสมอ
ย่าซ่งดึงตัวหลานสาวเข้ามาคุยกันเงียบๆ "เสี่ยวหน่วน ไม่ต้องห่วงนะ ย่าลงบัญชีไว้หมดแล้ว ทั้งตอนนี้และในอนาคต ถ้าวันไหนย่าแก่จนจำอะไรไม่ไหว ก็จะให้พ่อแม่ของหนูเป็นคนจดต่อ หนูคือคนสำคัญที่สุดของบ้านเรา ของที่หนูจะได้รับย่อมต้องมากกว่าใครเพื่อน"
การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในครอบครัวใหญ่ สิ่งสำคัญคือต้องรู้จักเก็บความลับ เรื่องเงินทองเป็นเรื่องภายในครอบครัว ไม่ควรให้คนนอกล่วงรู้
ซ่งอวี้หน่วนเองก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้มากนัก แต่เธอก็รับเงิน 10 หยวนที่ย่ามอบให้ไว้เป็นค่าขนม ซึ่งถือเป็นจำนวนเงินที่มหาศาล เพราะปกติแล้วย่าซ่งจะให้ค่าขนมหลานๆ เพียงคนละ 1-2 เฟินเท่านั้น
แน่นอนว่าย่าได้กำชับเหลียนเซียงสะใภ้สามและเซี่ยกุ้ยหลานสะใภ้ใหญ่เป็นพิเศษว่าห้ามนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับซ่งอวี้หน่วนเด็ดขาด และหลานคนอื่นๆ ก็จะได้รับค่าขนมไม่เกินคนละ 1 เหมา
แม้เหลียนเซียงจะยังคงสับสนอยู่บ้าง แต่ก่อนกลับ ซุนจินหรง พี่สะใภ้รองของเธอก็ได้เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้เธอฟังมากมาย แม้จะยังไม่เข้าใจทั้งหมด แต่เธอก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ว่า
เสี่ยวหน่วนสามารถทำนายอนาคตได้
ความคิดนั้นทำให้เธอรู้สึกชาวาบไปทั้งตัว เป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบายได้ ไหนจะเรื่องของติงเหล่าต้าที่ยังคงเป็นหนามยอกอก แค่นึกถึงหน้าชายคนนั้น เธอก็รู้สึกขยะแขยงและหวาดกลัวจนจับใจ
แต่เมื่อแม่สามีพูดให้กำลังใจและในมือมีเงินก้อนโต ความรู้สึกหนักอึ้งก็คลายลง กลายเป็นความยินดีเข้ามาแทนที่
ไม่น่าเชื่อว่าครอบครัวของเธอจะมีนางฟ้าตัวน้อยอยู่ด้วย ช่างเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นจริงๆ คงเป็นเพราะพระโพธิสัตว์คุ้มครองแน่ๆ
เหลียนเซียงพนมมือท่วมหัวแล้วสวดภาวนาในใจ ก่อนจะรีบตอบรับคำของแม่สามีอย่างว่าง่าย
หลังจากนั้น ย่าซ่งและลูกสะใภ้ทั้งสองก็เริ่มลงมือนับเงินก้อนใหญ่ ซ่งอวี้หน่วนได้แต่กำชับให้ทุกคนล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาดหลังจากนับเงินเสร็จ ส่วนตัวเธอเองก็ขอตัวกลับไปยังที่ทำการกองพลน้อยอีกครั้ง
[จบบท]