บทที่ 112: คำอธิบายของผู้ใหญ่บ้าน
ภายในที่ทำการกองพลน้อยพลันตกอยู่ในความเงียบงัน ทุกสายตาจับจ้องไปยังฉู่จื่อโจวเป็นจุดเดียว
ซ่งอวี้หน่วนเปิดฉากขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ผู้ใหญ่บ้านฉู่ ดูเหมือนคุณจะรู้จักคนคนนี้นะคะ ช่วยอธิบายหน่อยสิว่าเรื่องทั้งหมดนี้มันคืออะไร”
ฉู่จื่อโจวเบิกตากว้างอย่างงุนงง ทำไมกลายเป็นเขาที่ต้องอธิบาย
“ผมจะอธิบายอะไร”
“ก็อธิบายมาสิคะ ว่าทำไมพวกเขาถึงบุกไปคุกเข่าที่หน้าบ้านฉันตั้งแต่เช้าตรู่ แล้วสภาพปากแตกเลือดอาบ แถมฟันยังหักอีกนี่มันหมายความว่ายังไง ใครเป็นคนทำ อย่าบอกนะคะว่าจะโยนความผิดให้ครอบครัวฉัน แต่ถึงจะคิดแบบนั้นจริงๆ พวกเราก็ไม่กลัวหรอก อย่างมากก็แค่แจ้งความให้ตำรวจมาจัดการ แล้วไปสู้คดีกันในศาล”
ย่าซ่งเสริมขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง “จื่อโจว... ย่าซ่งคนนี้ไม่เคยทำอะไรให้เธอขุ่นเคืองใจใช่ไหม”
ซ่งเหลียงเห็นได้ชัดว่าฉู่จื่อโจวกำลังถูกเข้าใจผิด เขาจึงตั้งใจจะเอ่ยปากช่วยอธิบาย แต่ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยปาก ปู่ซ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ใช้แขนกระทุ้งสีข้างเขาเบาๆ เป็นเชิงห้าม ซ่งเหลียงจึงจำต้องสงบปากสงบคำลง
ลูกชายคนนี้ช่างไม่รู้อะไรเอาเสียเลย ไม่เห็นหรือไงว่าชายที่ชื่อไห่เย่อะไรนั่นแสดงความยำเกรงต่อฉู่จื่อโจวมากแค่ไหน
ฉู่จื่อโจวรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธ “เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้วครับ มาๆ คุณป้าซ่ง ใจเย็นๆ ก่อนนะครับ พี่ซ่ง ช่วยเล่าให้ผมฟังหน่อยได้ไหมครับว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
ม๋าจื่อซึ่งไม่เคยรู้จักฉู่จื่อโจวมาก่อนถึงกับตาค้าง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นไห่เย่แสดงท่าทีนอบน้อมต่อใครขนาดนี้
หัวใจของม๋าจื่อหล่นวูบ เขานึกถึงคำขู่ของย่าซ่งเมื่อครู่ที่จะยกโขยงไปโวยวายที่หน้าบ้านของเขาขึ้นมาทันที
ไม่ได้การ! เรื่องนี้ปล่อยให้เกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด เขาไม่ใช่คนที่โผล่มาจากกระบอกไม้ไผ่นะ เขามีทั้งพ่อแม่ มีภรรยาและลูกอีก 3 คน โดยเฉพาะลูกชายคนโตที่กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และมีผลการเรียนดีเยี่ยมจนสามารถสอบเข้าโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งได้อย่างแน่นอน
ถ้าหญิงชราพวกนี้บุกไปร้องห่มร้องไห้ที่หน้าบ้านเขาจริงๆ อนาคตของลูกชายเขาได้จบสิ้นกันพอดี
ม๋าจื่อลืมความเจ็บปวดที่หัวเข่าและฟันที่เพิ่งหลุดลงท้องไปจนหมดสิ้น เขารีบพูดขึ้นทำลายความเงียบ “ผู้ใหญ่บ้านครับ! เข้าใจผิด! พวกเราเข้าใจผิดไปเองครับ!”
จากนั้นก็หันไปขอโทษย่าซ่งอย่างร้อนรน “พวกเราไม่มีเจตนาไม่ดีเลยจริงๆ ครับ เป็นเรื่องเข้าใจผิดล้วนๆ คุณป้าลองคิดดูสิครับ ศักดิ์ศรีของลูกผู้ชายมีค่าดั่งทองคำ อยู่ดีๆ พวกเราจะไปคุกเข่าหน้าบ้านคุณป้าทำไมกัน ที่พวกเราคุกเข่าก็เพราะว่า... เพราะว่า... ขี่จักรยานมาจนขาหมดแรง ยืนไม่อยู่ก็เลยล้มลงไปน่ะครับ”
คำแก้ตัวของเขาฟังดูติดๆ ขัดๆ เพราะฟันหน้าที่หายไป แต่ทุกคนก็พอจะจับใจความได้
เหยาไห่มองรอยยิ้มแต่แววตากลับเย็นเยียบของฉู่จื่อโจวแล้วรู้สึกชาวาบไปทั้งตัว ในหัวของเขาอื้ออึงไปหมด ทำไมลูกชายของตระกูลฉู่ถึงได้มาเป็นผู้ใหญ่บ้านอยู่ที่นี่ได้
‘ราษฎรไม่สู้ขุนนาง’ ถ้ารู้แต่แรกว่านี่คือถิ่นของตระกูลฉู่ ต่อให้มีเรื่องสำคัญแค่ไหนเขาก็ไม่กล้ามาก่อเรื่องเด็ดขาด อย่างน้อยที่สุดก็ควรจะเตรียมของขวัญมาเยี่ยมคารวะก่อน เพราะการได้รู้จักกับคนของตระกูลฉู่ถือเป็นเกียรติอย่างสูงสำหรับเขา
ด้วยความหวาดหวั่น เหยาไห่จึงรีบกล่าวเสริมคำพูดของม๋าจื่อ “ใช่ครับๆ เป็นเรื่องเข้าใจผิด จริงๆ แล้วผมมีธุระนิดหน่อยเกี่ยวกับเตากำยานใบนั้น ผมรู้สึกว่าให้เงินน้อยเกินไป เลยตั้งใจจะนำเงินมามอบให้เพิ่ม แต่ไม่แน่ใจว่าควรจะให้เท่าไหร่ดี”
เรื่องนี้เขาไม่กล้าพูดความจริงเด็ดขาด หากคุณชายฉู่ล่วงรู้ความจริงเข้า เขาต้องเดือดร้อนแน่
ปู่ซ่งเบิกตาจ้องเขม็ง “ไม่ต้อง! แค่ที่ได้มาฉันก็ได้กำไรตั้ง 17 หยวนแล้ว เรื่องนี้ให้มันจบๆ ไป อย่าได้เอาครอบครัวของฉันไปเป็นข้ออ้างอีก ฉันทนไม่ไหวหรอกนะ ถ้าวันดีคืนดีพวกนายเปลี่ยนใจกลับมาทวงเงินคืนอีก กระดูกเก่าๆ ของฉันคงทนรับเรื่องแบบนี้ไม่ไหว”
ฉู่จื่อโจวหันไปมองครอบครัวซ่งเพื่อรอการตัดสินใจ
“ตราบใดที่พวกเขาไม่มาเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลจากครอบครัวฉัน ที่เหลือก็แล้วแต่ผู้ใหญ่บ้านจะจัดการเลยจ้ะ” ย่าซ่งกล่าว
เมื่อฉู่จื่อโจวหันไปถามความเห็นอีกครั้ง เหยาไห่ก็ตอบรับอย่างว่าง่ายจนน่าประหลาดใจ เขารู้ดีว่าต่อให้มีความแค้นกับตระกูลซ่งลึกซึ้งเพียงใด แต่ตราบใดที่ฉู่จื่อโจวยังอยู่ที่นี่ เขาก็ไม่กล้าแม้แต่จะคิดทำอะไรตุกติก
ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้มันมีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ก้อนหินปริศนานั่นถูกขว้างมาด้วยพละกำลังมหาศาลจนสามารถทำให้ฟันของเขาแตกละเอียดและทำให้เขาต้องทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้นได้ จากประสบการณ์ของเขา คนที่มีฝีมือระดับนี้ในปัจจุบันมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
แต่คนที่เขานึกถึงก็ไม่ได้อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอแห่งนี้เลย
เรื่องในวันนี้มันประหลาดเกินไปแล้ว
หลังจากเหตุการณ์ชุลมุนผ่านพ้นไป เหยาไห่ก็ได้แต่ก้มหน้าก้มตาขอโทษขอโพยปู่ซ่งไม่หยุดปาก มือของเขายังคงกุมปากตัวเองไว้แน่นเพื่อไม่ให้ลมลอดผ่านซี่ฟันที่โบ๋ไป สุดท้าย ปู่ซ่งก็โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะพาครอบครัวของตนเดินจากไป
ซ่งอวี้หน่วนซึ่งเดินรั้งท้าย ขยับเข้าไปกระซิบกับย่าซ่ง “ย่าคะ เดี๋ยวให้ปู่ค่อยเอาผักป่าไปส่งก็ได้นะคะ พอดีหนูจะเอาหมวกฟาง 2 ใบไปให้พี่จ้าวด้วย”
ตอนนี้งานสานหมวกฟางใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว อีกไม่กี่วันฉู่จื่อโจวก็คงจะสะสางบัญชีและเตรียมขนส่งสินค้าล็อตใหญ่นี้
ย่าซ่งพยักหน้าเห็นด้วย แต่แล้วซ่งอวี้หน่วนกลับพูดต่อ “กลับบ้านไปกันก่อนเลยค่ะ หนูมีเรื่องต้องคุยกับผู้ใหญ่บ้านฉู่ แล้วก็ต้องโทรศัพท์หาปู่จี้ด้วย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ย่าซ่งก็ไม่ได้เอะใจอะไร เพราะรู้ดีว่าคงไม่มีอันตรายใดๆ เกิดขึ้น เห็นๆ กันอยู่ว่าชายจากปักกิ่งคนนั้นหวาดกลัวฉู่จื่อโจวจะตายไป ขณะที่ฉู่จื่อโจวเองก็ยังมีความเกรงใจกู้หวยอันอยู่หลายส่วน หากคิดตามตรรกะนี้แล้ว ก็หมายความว่าเหยาไห่ย่อมต้องกลัวกู้หวยอันมากกว่าเป็นเท่าตัว
ย่าซ่งถอนหายใจพลางส่ายหน้าอย่างนึกเสียดาย หากเสี่ยวหน่วนเป็นลูกสาวของตระกูลฉินจริงๆ ก็คงจะดี อย่างน้อยก็คงพอจะมีความหวังกับกู้หวยอันอยู่บ้าง เธอแค่อยากให้หลานสาวได้แต่งงานกับคนดีๆ มีครอบครัวที่อบอุ่นคอยปกป้องดูแล แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ความหวังทั้งหมดได้พังทลายลงแล้ว
ซ่งอวี้หน่วนไม่รู้เลยว่าในใจของย่ากำลังคิดอะไรอยู่ เธอหันไปเห็นหมิงเซิ่งผู้เป็นน้องชายทำท่าจะตามไปด้วยให้ได้ หลังจากครุ่นคิดเล็กน้อยจึงพยักหน้ายอมให้เขาอยู่ด้วยกัน ก่อนจะจูงมือน้องชายไปยืนรออยู่ตรงลานหน้าอาคารที่ทำการกองพลน้อย
เมื่อเห็นว่าครอบครัวซ่งเดินจากไปจนลับตาแล้ว ฉู่จื่อโจวก็แสยะยิ้มเย็นชา “เหยาไห่ บอกมาตามตรงว่าคุณมาที่นี่ทำไม”
เขาไม่เชื่อเด็ดขาดว่าเรื่องทั้งหมดเป็นแค่ความเข้าใจผิด การบุกไปถึงบ้านตระกูลซ่งแต่เช้าตรู่ย่อมต้องมีเป้าหมาย และต้องไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แน่
เหยาไห่รีบยกมือขึ้นปฏิเสธเป็นพัลวัน “ผมสาบานเลยว่าไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรจริงๆ แค่อยากจะมาหาลู่ทางทำมาหากินเท่านั้น ผมจะบอกคุณทุกอย่างแบบไม่มีปิดบังเลยครับ”
จากนั้น เขาก็เล่าถึงจุดประสงค์และข้อสันนิษฐานทั้งหมดให้ฉู่จื่อโจวฟังจนหมดเปลือก แต่สุดท้ายก็ถูกฉู่จื่อโจวดุด่าว่ากล่าวไปหนึ่งชุดใหญ่ ซึ่งในตอนนี้เขาไม่กล้ามีความคิดอื่นใดอีก ได้แต่พยักหน้ายอมรับแต่โดยดี
ม๋าจื่อที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับพูดไม่ออก อำนาจนี่มันช่างเป็นของดีจริงๆ
ซ่งอวี้หน่วนยังไม่ได้กลับ เธอยืนแอบอยู่ตรงมุมกำแพง มองดูชาย 2 คนในสภาพมอมแมมเดินกุมปาก โค้งตัวขากะเผลกออกจากที่ทำการกองพลน้อยไป
เธอเห็นทั้งคู่เดินไปเอาจักรยาน และเห็นพวกเขาโค้งคำนับขอโทษปู่และย่าของเธอไม่หยุดหย่อน เมื่อเห็นภาพนั้น ซ่งอวี้หน่วนก็ยกมุมปากขึ้นอย่างพอใจ
หลังจากที่ชาย 2 คนขี่จักรยานโซซัดโซเซจากไปแล้ว ฉู่จื่อโจวที่ยืนอยู่หน้าประตูก็มองมาที่เธออย่างปวดหัว “ทำไมเธอยังไม่กลับบ้านไปอ่านหนังสืออีก”
ซ่งอวี้หน่วนมองหน้าเขาตรงๆ แล้วพูดอย่างจริงจังว่า “คุณอาฉู่คะ ฉันขอยืมรถจี๊ปหน่อยได้ไหมคะ”
คำพูดของเธอทำให้ฉู่จื่อโจวถึงกับสะดุ้งจนเกือบล้ม เขารีบมองซ้ายมองขวา ก่อนจะกระซิบเสียงต่ำ “ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ต้องนับญาติกันขนาดนั้น เรียกว่าพี่ฉู่ หรือพี่รองก็ได้ แต่อย่าเรียกอาเลย”
ซ่งอวี้หน่วนจึงเปลี่ยนคำเรียกทันที “พี่ฉู่ ให้ฉันยืมรถจี๊ปของพี่หน่อยค่ะ”
ฉู่จื่อโจวมองเธออย่างระแวง “เธอจะเอาไปทำอะไร”
“หนูจะไปทำธุระแป๊บเดียว เดี๋ยวก็กลับมาแล้วค่ะ”
“แล้ว…เธอขับรถเป็นด้วยเหรอ”
ซ่งอวี้หน่วนทำท่าครุ่นคิด “ขอกุญแจรถพี่มาดูหน่อยสิคะ รถจี๊ปแบบนี้หนูไม่แน่ใจว่าจะขับเป็นไหม ถ้าขับไม่เป็นก็ไม่ยืมแล้วค่ะ”
ฉู่จื่อโจวไม่ได้คาดคิดเลยว่า ทันทีที่เขาส่งกุญแจให้ ซ่งอวี้หน่วนก็เดินตรงไปยังโรงจอดรถ เปิดประตูรถจี๊ปด้วยท่าทางที่คล่องแคล่ว ขณะที่หมิงเซิ่งซึ่งยืนรออยู่ก็กระโดดโลดเต้นอย่างตื่นเต้น
ซ่งอวี้หน่วนเปิดประตูให้น้องชายปีนขึ้นรถซึ่งเขาทำได้อย่างรวดเร็วราวกับลิงไม่มีผิด จากนั้นเธอก็ปิดประตู สตาร์ตเครื่องยนต์ ทุกท่วงท่าลื่นไหลไร้ที่ติ เธอถอยรถและเลี้ยวโค้งได้อย่างชำนาญการ กว่าฉู่จื่อโจวจะตั้งสติได้แล้ววิ่งตามออกไปท้ายรถก็มีแต่ฝุ่นตลบอบอวล ทิ้งให้เขายืนอ้าปากค้าง มองตามภาพนั้นไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย
ซ่งอวี้หน่วนเนี่ยนะ ขับรถเป็นด้วย
[จบบท]