บทที่ 115: เขาจะไปฟ้อง!
พวกเขาเดินทางมาถึงลานกว้างของที่ทำการกองพลน้อยอย่างราบรื่น ต้องขอบคุณทีมสร้างถนนของอำเภอที่เพิ่งมาซ่อมถนนดินลูกรังเส้นนี้เมื่อไม่กี่วันก่อน ไม่เช่นนั้นต่อให้ฝีมือการขับรถจะดีเลิศแค่ไหน ก็คงไม่พ้นถูกแรงกระแทกจนตัวลอย
ซ่งอวี้หน่วนดับเครื่องยนต์ เปิดประตูลงจากรถ ตามด้วยซ่งหมิงเซิ่งที่กระโดดลงมาด้วยความดีใจ
ฉู่จื่อโจวก้าวลงจากรถเป็นคนสุดท้าย พอเห็นว่าซ่งอวี้หน่วนกำลังจะเดินจากไป เขาก็รีบเข้าไปขวางไว้
"เดี๋ยวก่อนสิ" เขาเอ่ยถามด้วยความสงสัย "ปืนฉีดน้ำของเธอไปซื้อมาจากไหน ทำไมมันดูเหมือนของจริงขนาดนี้ ฉันไม่เคยเห็นมาก่อนเลยนะ"
ไม่เพียงแค่นั้น เขายังอยากรู้ด้วยว่าเธอรู้เรื่องปืนลูกซองในท้ายรถของเขาได้อย่างไร
"ก็ซื้อตอนไปเที่ยวเหอเฉิงไงคะ" ซ่งอวี้หน่วนตอบอย่างใจเย็น "ฉันซื้อให้น้องชายกับอิ๋งอิ๋งคนละอัน แล้วก็ซื้อให้คุณปู่จี้ไว้อันหนึ่งด้วย จริงๆ มีของกู้หวยอันอีกอัน แต่เขาดันกลับไปก่อน ฉันเลยไม่ทันได้ให้"
แววตาของฉู่จื่อโจวเป็นประกายขึ้นมาทันที "แล้วอันนั้นไปไหนแล้วล่ะ"
"ให้พี่ชายฉันไปแล้วค่ะ"
"อ้าว…แล้วเธอไม่ได้ซื้อให้พี่ชายเธอเหรอ"
"พี่ชายฉันเป็นนักเรียนแล้วนะคะ จะเอาของเล่นไปทำไมกัน"
"แล้วทำไมสุดท้ายถึงให้เขาไปได้ล่ะ"
ซ่งอวี้หน่วนมองหน้าเขาด้วยความแปลกใจ "ก็พี่ชายฉันมาเห็นเข้าพอดีนี่คะ จะให้ทำยังไงได้"
ฉู่จื่อโจวรู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที การพูดคุยกับซ่งอวี้หน่วนในตอนนี้ทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังคุยกับเด็ก ทั้งที่ความจริงแล้วมันไม่ใช่เลย เขาตัดสินใจโยนปัญหานี้ไปให้กู้หวยอันจัดการทีหลัง ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องไปสู่ประเด็นที่ค้างคาใจมากกว่า
"แล้วเธอรู้ได้ยังไงว่าท้ายรถฉันมีปืนลูกซอง"
ณ เวลานี้ กฎหมายยังไม่ได้ห้ามการล่าสัตว์อย่างเด็ดขาด การมีปืนลูกซองไว้ในครอบครองจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่ถึงอย่างนั้นก็ควรเก็บไว้เป็นความลับจะดีกว่า
เขาได้ปืนกระบอกนี้มาจากคอกม้า มันเป็นของหายากที่เขาหวงแหนมาก ถึงขนาดเคยแอบพกเข้าไปล่าสัตว์ในป่า แต่เพราะไปคนเดียวและไม่ชำนาญเส้นทาง จึงไม่กล้าเดินลึกเข้าไป บวกกับฝีมือยิงปืนที่ไม่ได้เรื่อง ขนาดนกกระจอกสักตัวยังยิงไม่โดน สู้เด็กในหมู่บ้านที่ใช้หนังสติ๊กยังไม่ได้ เขาจึงไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง
"ฉันก็แค่เดินผ่านที่ทำการกองพลน้อย 2-3 ครั้งแล้วเหลือบไปเห็นพอดีน่ะค่ะ" ซ่งอวี้หน่วนตอบแบบไม่ใส่ใจ
"อีกอย่าง ต่อให้ไม่มีปืนนั่น ฉันก็ยังมีปืนฉีดน้ำของฉันอยู่นะคะ"
ฉู่จื่อโจวถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ เขามองหญิงสาวที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจตรงหน้าแล้วเอ่ยปากกำชับ "เรื่องนี้เธออย่าไปบอกใครนะ"
"วางใจได้ค่ะ" ซ่งอวี้หน่วนรับประกัน "ขนาดพ่อกับแม่ฉันยังไม่คิดจะบอกเลย"
จากนั้น ฉู่จื่อโจวก็หันไปมองซ่งหมิงเซิ่งด้วยสายตาที่ซับซ้อน คำพูดของเหยาไห่แวบเข้ามาในหัว ถ้าสิ่งที่ชายคนนั้นพูดเป็นความจริง มันก็เป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเกินไปแล้ว แต่ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับสุดชีวิต
เด็กน้อยซ่งหมิงเซิ่งรีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง ส่วนมืออีกข้างก็โบกปฏิเสธไปมาเป็นพัลวัน
ทว่าจู่ๆ ซ่งอวี้หน่วนก็หันกลับมาจ้องหน้าฉู่จื่อโจวเขม็งแล้วถามขึ้นช้าๆ "เรื่องที่เหยาไห่พูด คุณเชื่อหรือเปล่าคะ"
ฉู่จื่อโจวไม่ใช่คนโง่ เขาตอบอย่างระมัดระวัง "ไม่ต้องห่วงน่า ฉันรู้ว่าควรทำตัวยังไง"
"ถ้างั้นฉันไปก่อนนะคะ" ซ่งอวี้หน่วนยิ้มร่าเริง
ฉู่จื่อโจวรีบพยักหน้าให้เธอไป เขารู้สึกคันไม้คันมืออยากจะโทรศัพท์ไปฟ้องกู้หวยอันใจจะขาด
ซ่งอวี้หน่วนจูงมือน้องชายเดินกลับบ้านไปตามทางอย่างไม่รีบร้อน พลางเอ่ยถามขึ้นว่า "หมิงเซิ่ง นี่เราไปขายฝันให้ใครไว้บ้างเนี่ย หืม"
ซ่งหมิงเซิ่งเริ่มนับนิ้วไล่ไปทีละคนจนตาลาย สุดท้ายจึงหยุดเดินแล้วกะพริบตาปริบๆ "พี่ครับ มันเยอะมากเลย"
"แล้วถ้าโตขึ้นมาไม่มีงานทำจะทำยังไงล่ะเรา"
เด็กชายทำหน้าครุ่นคิด แต่ก็ยังตอบกลับมาอย่างมั่นใจ "ไม่หรอกครับ พอผมเข้าโรงเรียนก็จะตั้งใจเรียนให้เก่งๆ จะได้สอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ พอเรียนจบก็ได้งานทำ พอมีเงินเดือน ผมจะซื้อของให้พี่เป็นคนแรกเลย แล้วค่อยซื้อให้คนอื่น"
เขาลอบสังเกตสีหน้าของพี่สาว พยายามทำความเข้าใจว่าทำไมจู่ๆ ถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมา แล้วก็พลันเข้าใจในทันที "พี่ครับ ผมจำไว้แล้ว ต่อไปผมจะพยายามขายฝันให้น้อยลง"
ซ่งอวี้หน่วนหัวเราะออกมาเบาๆ ขณะยกมือขึ้นลูบศีรษะเล็กๆ ของน้องชาย "แหม รู้ตัวด้วยเหรอว่ากำลังขายฝันอยู่น่ะ"
"คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของผู้ชายคือการรักษาสัญญา พูดอะไรไว้ก็ต้องทำให้ได้ ห้ามเป็นคนกลับกลอกเด็ดขาด!"
ซ่งหมิงเซิ่งพยักหน้ารับอย่างตั้งใจ พลันนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ขึ้นมาได้ จึงหันไปถามพี่สาวเพื่อให้แน่ใจว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะถูกเก็บเป็นความลับระหว่างพวกเขาสองคน
แน่นอนว่าเรื่องแบบนั้นเล่าให้ใครฟังไม่ได้เด็ดขาด
หลังจากซ่งอวี้หน่วนช่วยปู่ซ่งเตรียมรถม้าเสร็จเรียบร้อย เธอก็พาน้องชายมุ่งหน้าไปยังบ้านพักรับรองในอำเภอเพื่อนำผักป่าไปส่ง
ขณะเดียวกัน สมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวซ่งก็ไม่ได้ว่างเว้นจากงานเลยสักนิด หลังจากซ่งเหลียงจัดการงานในนาเสร็จ เขาก็เริ่มลงมือสานหมวกฟางต่อทันที ส่วนย่าซ่งและลูกสะใภ้ทั้งสองก็กำลังง่วนอยู่กับการตัดเย็บกางเกง ซึ่งตอนนี้ได้เพิ่มเสื้อผ้าสำหรับเด็กเข้ามาด้วย
เมื่อฤดูร้อนใกล้เข้ามา ซ่งอวี้หน่วนได้ไปหาซื้อยางยืดมาเป็นจำนวนมาก เธอลงมือวาดแบบกระโปรงลายสก๊อตน่ารักๆ ด้วยตัวเอง โดยใช้ผ้ายืดลายสก๊อตหลากหลายสีสัน และด้วยการออกแบบให้เป็นเอวยางยืด ทำให้ไม่ต้องเสียเวลามานั่งแยกขนาด การตัดเย็บเป็นล็อตใหญ่จึงทำได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ปู่ซ่งยังไปติดต่อเจรจาขอซื้อจักรเย็บผ้ามือสองจากเพื่อนบ้านอีก 2 หลัง เรียกได้ว่าทุกคนในบ้านต่างก็มีงานล้นมือกันถ้วนหน้า
ผักจี้ไช่ที่นำมาส่งในวันนี้ยังคงความสดใหม่และดูชุ่มฉ่ำน่ากิน ทำให้หัวหน้าหนิวพอใจเป็นอย่างมาก เขาเอ่ยถามด้วยความยินดีว่าจะสามารถนำมาส่งได้อีกนานเท่าไร
ปู่ซ่งอธิบายว่าที่ดินของครอบครัวเขาครึ่งหนึ่งเป็นพื้นที่ลุ่ม คุณภาพดินไม่ดีพอที่จะปรับปรุงเป็นนาข้าวได้ เขาจึงไม่อยากเสี่ยงปลูกพืชชนิดอื่นให้สิ้นเปลืองเมล็ดพันธุ์ ตอนนี้ได้ทดลองนำต้นอ่อนของผักจี้ไช่มาปลูกไว้เป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะได้ผลดีหรือไม่ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ทดลองปลูก
"ถ้ามีเขื่อนกั้นน้ำนะ" หัวหน้าหนิวเสนอแนะ "คุณลุงจะขุดบ่อเลี้ยงปลา หรือจะลองปลูกผักอ้อดูก็ได้"
ปู่ซ่งฟังแล้วถึงกับตาโต "ลุงจำได้ว่าผักอ้อปลูกได้แค่ทางตอนใต้ของมณฑลเราไม่ใช่เหรอ"
"ผมก็ได้ยินมาจากเจ้าหน้าที่ของสถาบันวิจัยการเกษตรอีกทีเหมือนกัน รายละเอียดลึกๆ ก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ แต่ยังไงตอนนี้คุณลุงก็ทดลองปลูกผักจี้ไช่อยู่แล้ว ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะถึงจะเป็นหน้าร้อน ก็ยังมีคนนิยมกินผักชนิดนี้กันอยู่"
หัวหน้าหนิวยังเอ่ยชมไม่หยุดปากว่าผักจี้ไช่ของปู่ซ่งนั้นทั้งสดและสะอาด ไม่เหมือนกับผักที่เขารับมาจากเจ้าอื่นเมื่อไม่กี่วันก่อน ซึ่งเขาจำใจต้องรับไว้เพราะความเกรงใจ
ผักเจ้านั้นทั้งสกปรกและมีวัชพืชปะปนมาเต็มไปหมด ทำเอาพนักงานของเขาต้องเสียเวลาจัดการกันเกือบทั้งบ่าย
ปู่ซ่งได้ฟังคำชมก็ยิ้มแก้มปริ ขับรถม้าออกจากบ้านพักรับรองไปอย่างมีความสุข ครั้งนี้เขาได้เงินมาอีก 30 กว่าหยวน และยังมีตะกร้าใส่ดอกแดนดิไลออนที่สดใหม่เขียวชอุ่ม ไม่มีใบเน่าเสียแม้แต่ใบเดียว ซึ่งหัวหน้าหนิวให้ราคาถึง 3 หยวน
หลังจากนั้น ปู่ซ่งก็ขับรถม้าไปส่งซ่งอวี้หน่วนที่ซอยบ้านของจ้าวลี่ เธอหยิบหมวกฟางติดมือไปด้วย 2 ใบ ใบหนึ่งเป็นหมวกสำหรับผู้หญิงที่ตกแต่งอย่างสวยงามด้วยโบว์ผ้าไหม
ผ้าไหมที่ใช้ตกแต่งนี้เป็นของที่ฉู่จื่อโจวหามาให้ ซึ่งทางครอบครัวก็นำมาขายต่อให้ชาวบ้านในราคาต้นทุน พร้อมกำชับให้ทุกคนใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะเนื้อผ้ามีความบอบบางและอาจเสียหายได้ง่าย
หมวกฟางในมือของซ่งอวี้หน่วนใบนี้ทั้งทันสมัยและประณีตงดงามมาก
เธอถือหมวกเดินลัดเลาะไปตามซอยจนถึงบ้านตระกูลจ้าว สามีของจ้าวลี่ออกไปทำงานแล้ว แต่วันนี้เป็นวันหยุดของเธอพอดี ช่างเป็นจังหวะที่เหมาะเจาะจริงๆ
ยังไม่ทันที่ซ่งอวี้หน่วนจะได้เอ่ยปากเรื่องหมวก จ้าวลี่ก็ชี้ไปยังกระสอบแป้ง 3 ใบที่วางอยู่มุมห้อง "นี่เป็นแป้งสาลีที่ฝ่ายจัดซื้อเพิ่งไปหามาได้ เป็นแป้งนอกโควตาที่ต้องจ่ายแพงหน่อย พี่เอามา 5 กระสอบ แบ่งให้เธอ 3 กระสอบนะ ถึงจะไม่ใช่แป้งคุณภาพสูง แต่หอมอร่อยมาก"
พูดจบเธอก็เพิ่งสังเกตเห็นหมวกฟางในมือของซ่งอวี้หน่วน ดวงตาของเธอเปล่งประกายขึ้นมาทันที
"คุณปู่ของฉันสานเองค่ะ" ซ่งอวี้หน่วนยื่นหมวกให้ "ตอนนี้ที่หมู่บ้านกำลังเร่งผลิตเพื่อส่งไปขายที่ปักกิ่ง ได้ยินว่ายอดสั่งทำเกือบ 10,000 ใบเลยนะคะ"
จ้าวลี่รับหมวกมาสวมบนศีรษะทันที ก่อนจะหมุนตัวไปส่องกระจก "สวยจังเลย ดูเด็กขึ้นตั้งหลายปีแน่ะ"
[จบบท]