บทที่ 128: ตลาดที่อุปสงค์สูงกว่าอุปทานหอมหวานจริงๆ!
ซ่งอวี้หน่วนเสนอความคิดเห็นกับผู้อำนวยการต้วนว่า “ถ้าจะผลิตในปริมาณมาก เราจำเป็นต้องร่วมมือกับโรงงานเครื่องจักรเพื่อผลิตบานพับชนิดพิเศษขึ้นมาค่ะ” เธอเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ
“ถ้าท่านรีบ ฉันกับอาเล็กสามารถช่วยกันออกแบบล่วงเวลาได้นะคะ”
ผู้อำนวยการต้วนกระพริบตาปริบๆ เป็นอันเข้าใจในทันที เขาจึงบอกกับซ่งอวี้หน่วนว่าจะเรียกตัวซ่งเหนียนมาช่วยโดยเร็วที่สุด และเมื่อการออกแบบสำเร็จลุล่วงและได้รับการอนุมัติเมื่อไหร่ เขาจะมอบเงินรางวัลพิเศษให้เธอเป็นสินน้ำใจ
ซ่งอวี้หน่วนยิ้มกว้างจนดวงตาโค้งเป็นเสี้ยวพระจันทร์ ดีใจจริงๆ ที่จะได้เงินรางวัลอีกแล้ว ใครจะไปคาดคิดว่าเหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นจะไม่เพียงแต่ไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของพวกเขา แต่กลับทำให้รุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปอีก
มื้อกลางวันของพวกเขาคือ เซาปิ่ง (ขนมเปี๊ยะเผา) ซึ่งเป็นของขึ้นชื่อของอำเภอหนานซานที่จะโด่งดังมากในอนาคต ตัวขนมทำจากแป้งผสมน้ำมันและเกลือซ้อนกันเป็นชั้นๆ ทั้งกรอบ หอม และนุ่มลิ้น เป็นของโปรดของซ่งอวี้หน่วนเลยทีเดียว
ช่วงเที่ยงวันนั้นเอง ซุนจินหรง อาสะใภ้เล็กของเธอก็แวะมาหา พร้อมกับปิ่นโตที่บรรจุเกี๊ยวมาจนเต็มและไข่ต้มอีกหนึ่งกล่อง หู่จื่อลูกชายของเธอก็ตามมาด้วย ซ่งอวี้หน่วนจึงจูงมือเขาและน้องชายของเธอไปซื้อไอศกรีมแท่งใหญ่กินกันอย่างเอร็ดอร่อย
อันที่จริงแล้วซุนจินหรงยังคงรู้สึกอิจฉาในธุรกิจของพวกเขาอยู่ลึกๆ แต่ในเมื่อตอนนี้เธอได้บรรจุเป็นคนงานประจำแล้ว จึงตระหนักดีว่าคนเราไม่สามารถคว้าของดีสองอย่างมาไว้ในมือพร้อมกันได้ เธอจึงอยู่ช่วยงานพวกเขาต่ออีกพักใหญ่
ก่อนกลับ ย่าซ่งแอบยื่นเงินให้เธอ 30 หยวน ส่วนซ่งอวี้หน่วนก็ให้คำแนะนำดีๆ กับเธอ
“อาสะใภ้เล็กคะ ที่อำเภอเรามีโรงเรียนภาคค่ำไม่ใช่เหรอ ได้ยินว่ามีตั้ง 4 ห้องเรียนแน่ะ พวกอาไปสมัครเรียนสิคะ เราต้องเป็นคนงานที่มีความรู้นะคะ เผื่ออนาคตมีโอกาสดีๆ เข้ามา เขาจะได้เลือกอาก่อนใคร”
ดวงตาของซุนจินหรงลุกวาวขึ้นมาทันที แต่แล้วก็หม่นแสงลงอย่างรวดเร็ว “โรงเรียนภาคค่ำไม่ใช่ว่าใครจะสมัครก็ได้นะ ต้องให้หน่วยงานต้นสังกัดส่งไปเรียน โรงงานไม้ของเราส่งไปแล้ว 2 คน ได้ยินมาว่าโควตาของเทอมหน้าก็เต็มหมดแล้ว”
ซ่งอวี้หน่วนคาดไม่ถึงว่าจะมีผู้คนกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้มากขนาดนี้ ช่างเป็นยุคสมัยที่ผู้คนมีความคิดก้าวหน้าจริงๆ
“เรื่องโรงเรียนภาคค่ำเดี๋ยวฉันจะลองหาทางดูให้อีกที แต่อาสะใภ้เล็กเองก็ต้องหมั่นอ่านหนังสือนะคะ หนังสือที่ฉันเอาไปให้ต้องพยายามท่องจำให้ได้ทั้งหมดเลยนะ เผื่อวันดีคืนดีโรงเรียนภาคค่ำจัดสอบคัดเลือกขึ้นมา อาจะได้ลองไปสอบกับเขาดู”
ซุนจินหรงถึงกับตาโตด้วยความตกใจ “หนังสือเล่มหนาขนาดนั้นจะให้ฉันท่องจำจนขึ้นใจเนี่ยนะ นี่คิดจะฆ่ากันหรือไง”
“อาต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้หู่จื่อดูสิคะ ไม่เคยได้ยินเหรอคะว่าที่ปักกิ่งเคยมีแม่ลูกสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้พร้อมกันด้วยนะ”
พอเห็นสายตาเป็นประกายที่ลูกชายมองมา ซุนจินหรงก็ไม่กล้าพูดจาตัดกำลังใจออกมา แต่การต้องมานั่งท่องจำหนังสือ สู้ให้เธอไปทำงานใช้แรงงานเสียยังจะดีกว่า เพราะสำหรับเธอแล้ว การเรียนมันเหนื่อยยิ่งกว่าการทำงานหนักเป็นไหนๆ
ทางด้านย่าซ่งเริ่มลงมือเก็บข้าวของ ไม่ได้พูดเกินจริงเลยแม้แต่น้อย นอกจากส่วนที่เก็บไว้ใช้เองแล้ว สินค้าที่เหลือทั้งหมดถูกขายออกไปจนเกลี้ยง
ซุนจินหรงจึงพาลูกชายกลับบ้านไป ในขณะที่ซ่งเหนียนเดินทางกลับไปยังหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอพร้อมกับรถม้าของครอบครัว
ตลอดเส้นทาง เขายังคงขบคิดถึงเฟอร์นิเจอร์พับได้เหล่านี้ไม่หยุด หากมันเป็นขนาดปกติจริง เวลานำขึ้นมาบนรถม้าก็คงจะกินพื้นที่จนไม่เหลือที่ให้คนนั่งแล้ว แต่ตอนนี้พวกมันกลับถูกวางซ้อนกันโดยไม่เปลืองที่เลยแม้แต่น้อย เขาพลันนึกต่อไปว่าถ้าหากนำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้กับโต๊ะอาหาร ทุกบ้านก็คงจะมีโต๊ะดีๆ ใช้กัน เพราะยุคนี้บ้านของแต่ละครอบครัวก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก
ยิ่งคิดซ่งเหนียนก็ยิ่งเห็นความเป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะสี่เหลี่ยมพับได้หรือโต๊ะกลมพับได้ เขาตัดสินใจแล้วว่าจะต้องลองทำมันขึ้นมา!
วันนี้ถือเป็นการกลับมาอย่างผู้ชนะโดยแท้จริง ย่าซ่งไม่ได้แขวนถุงเงินไว้กับตัวเหมือนเคย แต่เลือกที่จะเก็บมันไว้ในหีบอย่างปลอดภัย แค่วันเดียวก็ทำรายได้ไปหลายพันหยวน นี่มันจะน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้วหรือเปล่า ย่าซ่งนึกถึงเรื่องนี้ทีไรก็อดตัวสั่นไม่ได้
เมื่อรถม้าเดินทางมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน ซ่งอวี้หน่วนก็เหลือบมองนาฬิกา ตอนนี้เป็นเวลาบ่าย 3 โมงกว่าแล้ว ตลาดที่ความต้องการมีมากกว่าสินค้านี่มันช่างหอมหวานจริงๆ!
แต่ยังไม่ทันที่รถม้าจะแล่นเข้าสู่ตัวหมู่บ้าน พวกเขาก็สังเกตเห็นชายวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังเดินพลางปาดน้ำตาออกมาจากหมู่บ้าน เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นก็สบตากับกลุ่มคนที่อยู่บนรถม้าพอดี
ซ่งอวี้หน่วนเหลือบมองแล้วก็ต้องประหลาดใจ เอ๊ะ นั่นมันน้าชายของเธอ เซี่ยซินซานไม่ใช่เหรอ เธอเคยเห็นเขาเพียงครั้งเดียว แต่นั่นเป็นความทรงจำที่ตกทอดมาจากเจ้าของร่างเดิม
ในความทรงจำของซ่งอวี้หน่วน เธอเคยเห็นเขามาพร้อมกับยายของเธอครั้งหนึ่ง ยายเป็นหญิงชราที่รูปร่างเล็กและผอมบาง ทั้งสองคนมาเยี่ยมเธอตอนที่ถูกส่งตัวกลับมาที่บ้านตระกูลซ่ง ตอนนั้นฐานะทางบ้านของยายไม่ค่อยดีนัก จึงทำได้เพียงนำถั่วเหลืองใส่ถุงผ้าเล็กๆ มาฝาก
ความทรงจำยังบอกอีกว่าย่าซ่งไม่ค่อยชอบยายของเธอเท่าไหร่นัก ย่ามักจะพูดว่ายายเอาแต่ขมวดคิ้วทำหน้าอมทุกข์อยู่ตลอดเวลา ดูแล้วช่างน่าอึดอัดใจ เหมือนมีคนติดหนี้สินล้นพ้นตัว
ย่ายังบอกอีกว่าโชคดีเหลือเกินที่เซี่ยกุ้ยหลาน ลูกสะใภ้ของเธอไม่ได้มีนิสัยเหมือนแม่ของตัวเองแม้แต่น้อย มิเช่นนั้นย่าคงได้อกแตกตายวันละหลายๆ หนเป็นแน่
ทว่าหมิงเซิ่งกลับเล่าว่าน้าชายดีกับเขามาก มีของกินอร่อยๆ อะไรก็ไม่เคยลืมที่จะแบ่งปันให้เขาเสมอ แถมยังบอกอีกว่าตอนเด็กๆ น้าชายรักพี่ชายคนโตของพวกเขามากที่สุด มักจะให้ขี่หลังพาไปเที่ยวเล่นอยู่บ่อยครั้ง แต่พอเขาแต่งงานมีครอบครัวไป ก็ค่อยๆ ห่างเหินกันไป
เมื่อไม่กี่วันก่อน แม่ของเธอเพิ่งจะหาเวลาไปเยี่ยมยายมา ดูเหมือนจะนำข้าวของไปให้มากมายและยังให้เงินติดตัวไว้อีกด้วย
เซี่ยซินซานวิ่งเข้ามาประชิดรถม้าแล้วพูดด้วยน้ำเสียงร้อนรน “พี่ครับ แม่…แม่เหมือนจะไม่ไหวแล้ว”
คำพูดของเขาทำให้ทุกคนบนรถม้าแข็งค้างไปในทันที
สีหน้าของเซี่ยกุ้ยหลานพลันซีดเผือด “จะเป็นไปได้ยังไง” เธอแย้งขึ้น “ไม่กี่วันก่อนตอนฉันไปเยี่ยม แม่ยังแข็งแรงดีอยู่เลย ยังลงไปทำงานในนาได้อยู่แท้ๆ”
ตอนนั้นเธอเอาธัญพืชและเงินสด 50 หยวนไปให้ พร้อมกับกำชับนักหนาว่าอย่าให้ วังเสี่ยวหม่าน ภรรยาของน้องชายหลอกเอาไปได้ ผู้หญิงคนนั้นทั้งดื้อรั้นและไร้เหตุผล แถมยังร้ายกาจสุดๆ เป็นพวกที่พอไม่ได้ดั่งใจก็ขู่จะกินยาพิษผูกคอตายอยู่เรื่อย
หรือว่าจะเป็นฝีมือของเธอที่ทำให้แม่โกรธจนล้มป่วย เซี่ยกุ้ยหลานคิดพลางกระโดดลงจากรถม้าแล้วตรงเข้าไปดึงแขนของน้องชายเพื่อซักถามความจริง
ย่าซ่งที่ตั้งสติได้ก่อนจึงรีบพูดขึ้น “เดี๋ยวก่อน พวกเราจะรีบกลับไปเอาหีบลงจากรถก่อน ไม่อย่างนั้นรถม้าจะวิ่งได้ไม่เร็วนัก รอแป๊บเดียวนะซินซาน แม่ของเธอไม่เป็นอะไรหรอก”
ซ่งอวี้หน่วนเองก็กระโดดลงจากรถเช่นกัน เรื่องนี้เธอต้องไปด้วยให้ได้
เซี่ยซินซานกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “พี่ครับ แม่บอกให้พี่เขย เสี่ยวหน่วน แล้วก็หมิงเซิ่งไปด้วยกันให้หมด แม่บอกว่ามีเรื่องสำคัญจะบอกพวกเรา”
แววตาของย่าซ่งไหววูบอยู่ในความมืด ยัยแก่ผอมแห้งคนนั้นนิสัยอ่อนปวกเปียกเหมือนดินโคลน มีอะไรในมือก็เก็บไว้ไม่อยู่ ส่วนเซี่ยซินซานก็นิสัยถอดแบบมาจากแม่ของเขาไม่มีผิดเพี้ยน จะไปมีเรื่องสำคัญอะไรได้ อย่าบอกนะว่าจะซ่อนสมบัติล้ำค่าอะไรเอาไว้ ซ่อนกองอุจจาระไว้ยังจะดูเข้าท่ากว่า!
บ้านของยายเซี่ยตั้งอยู่ใน หมู่บ้านหลิ่วซู่หวาน (อ่าวต้นหลิว) ซึ่งสมตามชื่อ เพราะทั้งหมู่บ้านเต็มไปด้วยต้นหลิว ระยะทางไม่ไกลจากพวกเขามากนัก ใช้เวลาเดินทางเพียงครึ่งชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึง
บ้านของยายอยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน หลังจากตาเสียชีวิตไป ยายก็อาศัยอยู่กับครอบครัวของเซี่ยซินซาน ลูกชายของเธอ เซี่ยซินซานมีลูกสาวหนึ่งคนชื่อ สี่เชว่ (นกสาลิกา) ว่ากันว่าวันที่เธอเกิด มีฝูงนกสาลิกาบินมาเกาะอยู่เต็มกิ่งไม้
ปีนี้เธอเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 แล้ว นอกจากนี้ยายยังมีลูกชายคนสุดท้องอีกคนหนึ่งซึ่งหายตัวไปตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ได้ยินมาว่าเด็กคนนั้นฉลาดหลักแหลมมาก อายุเพียง 3 ขวบก็สามารถท่องจำบทกวีในสมัยราชวงศ์ถังได้อย่างแม่นยำ เป็นเด็กประเภทที่มองปราดเดียวก็จำได้ขึ้นใจ
ซ่งอวี้หน่วนอดคิดไม่ได้ว่าหมิงเซิ่งน้องชายของเธอคงจะได้รับยีนความฉลาดมาจากน้าชายเล็กที่หายสาบสูญไปคนนั้นเป็นแน่
เมื่อมาถึง ย่าซ่งเป็นคนแรกที่ก้าวเข้าไปในบ้าน สภาพภายในบ้านยิ่งดูโกลาหลวุ่นวาย บนคังมีร่างของหญิงชราผมขาวผู้ผ่ายผอมนอนแน่นิ่งอยู่ ส่วนที่มุมกำแพงมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังนั่งยองๆ ร้องไห้สะอึกสะอื้น เมื่อเห็นว่ามีคนเข้ามา เธอก็รีบลุกขึ้นยืนแล้วโผเข้าไปกอดเซี่ยซินซานทันที
ย่าซ่งถึงกับชะงัก รีบหันไปมองยายเซี่ยบนคังอย่างเป็นห่วง
ขณะที่ปู่ซ่งกวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วเอ่ยถามอย่างร้อนใจ “นี่มันเกิดอะไรขึ้น บ้านโดนใครพังหรือไง ไปมีเรื่องกับใครมา”
ข้าวของกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น ตู้ถูกเปิดอ้าซ่า เสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ ถูกโยนทิ้งลงบนพื้น บ้านของตระกูลเซี่ยก็เป็นบ้านมุงจาก 5 ห้องเช่นกัน แต่สภาพดูทรุดโทรมโยกเยกใกล้จะพังเต็มที
เซี่ยซินซานได้แต่อ้ำๆ อึ้งๆ ไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมา
ทว่าสี่เชว่กลับเป็นฝ่ายเปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงเจือสะอื้น “เมื่อกี้แม่พาน้าชายของหนูมาปล้นของที่บ้านอีกแล้วค่ะ พอหนูห้าม แม่ก็ตีหนู แถมยังด่าหนูว่าเป็นตัวผลาญเงิน เป็นตัวซวยอีก”
[จบบท]