บทที่ 129: ความลับ
ข้อมูลที่ได้รับฟังมันสับสนวุ่นวายจนซ่งอวี้หน่วนตามไม่ทัน แต่เซี่ยกุ้ยหลานไม่มีเวลามาซักไซ้ไล่เลียงว่าเกิดอะไรขึ้น เธอรีบรุดไปที่หัวคังทันที ที่นั่นแม่ของเธอนอนอยู่และพยายามฝืนหันหน้ามามอง
ซ่งอวี้หน่วนใจหายวาบเมื่อเห็นสภาพของคุณยาย ใบหน้าของท่านซีดเหลืองราวกับขี้ผึ้ง ดวงตาทั้งสองข้างขุ่นมัวเลื่อนลอย ดูท่าทางเหมือนคนใกล้จะหมดลมหายใจเต็มที
เมื่อเห็นว่าในห้องมีคนยืนอยู่มากมาย ยายก็กวาดสายตามองไปทีละคน ก่อนจะหยุดลงที่ซ่งอวี้หน่วนแล้วฝืนยิ้มออกมาอย่างอ่อนแรง
ย่าซ่งรีบนั่งลงข้างๆ พร้อมกับยื่นมือไปจับชีพจร เมื่อสัมผัสได้ว่ายังคงเต้นอยู่ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก อย่างน้อยก็ยังไม่ตาย แค่นี้ก็พอแล้ว เธอไม่อยากให้เรื่องบานปลายจนหลานสาวสุดที่รักต้องตกใจไปมากกว่านี้
อันที่จริงแล้วเธอไม่อยากให้เสี่ยวหน่วนมาที่นี่เลยด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่อาจแสดงท่าทีเช่นนั้นออกไปได้
ย่าซ่งจึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันคะ? ทะเลาะกับลูกสะใภ้เหรอ? เห็นแก่หน้าลูกชายกับหลานสาว ก็อย่าไปถือสาเธอเลยนะ วันเวลาต้องค่อยๆ ผ่านไป พออายุมากขึ้นเดี๋ยวก็ดีเอง”
แต่คุณยายเพียงโบกมืออย่างอ่อนแรงปฏิเสธ
เซี่ยกุ้ยหลานหันไปถามเซี่ยซินซาน พี่ชายของเธอด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว “พูดมานะ ว่ามันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น?”
ในที่สุดเซี่ยซินซานก็ยอมเปิดปากเล่าเรื่องราวทั้งหมด
เรื่องของเรื่องคือ เมื่อนานมาแล้ววังเสี่ยวหม่านเคยมีคนรัก แต่แม่ของเธอดันโลภสินสอดทองหมั้น เลยบังคับให้เธอมาแต่งงานกับเขา ส่วนคนรักเก่าของเธอก็ไปแต่งงานมีครอบครัวใหม่ แต่โชคชะตากลับเล่นตลก เมื่อปีที่แล้วภรรยาของเขาเสียชีวิตลง เขาจึงย้อนกลับมาหาวังเสี่ยวหม่านอีกครั้ง
เรื่องมันเพิ่งจะแดงขึ้นเมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง ทั้งคู่ทะเลาะกันเรื่องหย่าร้างมานานกว่า 2 เดือนแล้ว และครั้งนี้ดูเหมือนจะถึงจุดแตกหัก เมื่อวังเสี่ยวหม่านขู่ว่าถ้าไม่ยอมหย่าดีๆ เธอจะเอายาเบื่อหนูมาวางยาให้ตายกันทั้งบ้าน
พวกเขาเพิ่งจะไปหย่ากันเมื่อเช้านี้เอง แต่พอตกบ่าย วังเสี่ยวหม่านก็พาคนกลุ่มหนึ่งบุกมาที่บ้านแล้วขนข้าวของทุกอย่างที่พอจะเอาไปได้ออกไปจนเกลี้ยง
ซ่งอวี้หน่วนกวาดตามองไปรอบๆ บ้านที่ทรุดโทรมหลังนี้ อันที่จริงมันก็แทบไม่มีของมีค่าอะไรเลย เรียกได้ว่ายากจนข้นแค้นอย่างที่สุด แต่เงินเก็บที่คุณยายมีติดตัวคงถูกฉกฉวยไปจนหมด แถมดูเหมือนว่าข้าวสารอาหารแห้งก็ไม่เหลือเลย
ตอนที่วังเสี่ยวหม่านพาคนบุกเข้ามา เซี่ยซินซานกำลังทำงานอยู่ที่ทุ่งนา ในบ้านจึงมีเพียงคุณยายกับสี่เชว่ผู้เป็นหลานสาวเท่านั้น คุณยายพยายามขัดขวางไม่ให้ขนของออกไป จึงเกิดการโต้เถียงกันจนบานปลายไปถึงขั้นลงไม้ลงมือ มีหรือที่คนแก่จะสู้แรงของวังเสี่ยวหม่านได้ สุดท้ายท่านจึงถูกทำร้ายและโกรธจนหมดสติไป
พอได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด เซี่ยกุ้ยหลานก็โกรธจนหน้าเปลี่ยนสี “บ้านตระกูลวังมันรังแกกันเกินไปแล้วนะ! เงินที่ฉันให้แม่ไปก็โดนเอาไปด้วยใช่ไหม? ฉันจะไปบ้านพวกมันเดี๋ยวนี้ ไม่เชื่อหรอกว่าโลกนี้จะไม่มีที่ให้ร้องหาความเป็นธรรม! ต่อให้หย่ากันแล้วจะแบ่งสมบัติ ก็ต้องมาพูดคุยแบ่งกันต่อหน้าสิ นี่มันบุกเข้ามาปล้นกันชัดๆ!”
“ใจเย็นก่อนค่ะ พาคุณยายไปโรงพยาบาลก่อนดีกว่า” ซ่งอวี้หน่วนท้วงขึ้น เพราะรู้สึกว่าเรื่องนี้มันไม่ปกติ
ทว่าคุณยายกลับยิ้มอย่างขมขื่นพร้อมกับส่ายหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว “ยายไม่ไปหรอก ยายรู้สึกว่าตัวเองไม่ไหวแล้วจริงๆ ที่ยายทนฝืนหายใจอยู่ ก็แค่อยากจะบอกความลับอย่างหนึ่งกับพวกเธอ”
คำพูดนั้นทำให้ย่าซ่งเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
ส่วนซ่งอวี้หน่วนจ้องมองคุณยายเขม็ง
ไม่มี… ในเนื้อเรื่องไม่มีอะไรแบบนี้เลยนี่นา?
เซี่ยกุ้ยหลานที่กำลังพยุงแม่ของตนอยู่เอ่ยขึ้นอย่างไม่เข้าใจ “แม่คงจะโกรธจนเลอะเลือนไปแล้วมั้งคะ ยังจะมีความลับอะไรอีก บ้านเราจะมีความลับอะไรได้?”
แต่แล้วทุกคนก็ต้องประหลาดใจ เมื่อคุณยายหยิบรูปถ่ายขาวดำเก่าๆ พร้อมกับจดหมายหนึ่งฉบับออกมาจากอกเสื้อ
เซี่ยกุ้ยหลานรับมันมาถือไว้แล้วถึงกับนิ่งอึ้งไป เพราะนี่คือรูปถ่ายที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต
มันเป็นรูปถ่ายครอบครัว 5 คน
เด็กผู้หญิงอายุราว 3-4 ขวบคนนั้นต้องเป็นเธอแน่ๆ เธอกำลังยืนอยู่เคียงข้างเด็กผู้ชายอีกคนที่หน้าคู่สามีภรรยาคู่หนึ่ง ชายหนุ่มในรูปมีใบหน้าหล่อเหลาแต่แววตากลับดูเคร่งขรึม เขาเป็นคนแปลกหน้าที่เธอไม่เคยรู้จัก และที่แน่ๆ เขาไม่ใช่พ่อผู้ล่วงลับของเธออย่างแน่นอน
ส่วนผู้หญิงคนนั้น… แค่มองแวบเดียวเธอก็มั่นใจได้ทันทีว่าคือแม่ของเธอ
ในอ้อมแขนของหญิงสาวในรูป มีเด็กทารกเพศชายอายุประมาณ 1 ขวบถูกอุ้มอยู่ และเมื่อพิจารณาดูดีๆ ก็พบว่าเค้าโครงหน้าตาของเด็กคนนั้นคล้ายกับหมิงเซิ่ง น้องชายของเธอมาก
เซี่ยซินซานเองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน สมองของเขาอื้ออึงไปหมด ไม่สามารถประมวลผลเรื่องราวที่ได้ยินได้
อันที่จริงแล้ว นี่คือเรื่องราวของการหย่าร้างที่ไม่สมบูรณ์ เป็นโศกนาฏกรรมที่จบลงด้วยการถูกขับไล่ออกจากบ้าน
พ่อผู้ให้กำเนิดของเซี่ยกุ้ยหลานและเซี่ยซินซานไม่ใช่คุณตาที่พวกเขารู้จัก แต่เป็นชายอีกคนหนึ่งที่อยู่ห่างไกลถึงปักกิ่ง ทำงานในหน่วยงานด้านการเกษตร และมีชื่อว่า เซี่ยโป๋เหวิน
เรื่องราวชีวิตของคุณยายที่ชื่อจริงว่าจูเฟิ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 1920 ณ หมู่บ้านเล็กๆ ในเมืองหมิง เธอเกิดที่นั่น และเมื่ออายุได้ 16 ปี ก็ได้แต่งงานกับเซี่ยเอ้อร์หวา ชายหนุ่มจากหมู่บ้านเดียวกัน แต่ชีวิตคู่ของเธอก็เริ่มต้นได้เพียงเดือนเดียว สามีของเธอก็จากไปเข้าร่วมกับกองกำลังปฏิวัติและเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นเซี่ยโป๋เหวิน
2 ปีต่อมา เขากลับมาในฐานะผู้รับผิดชอบงานในท้องถิ่น และในช่วงเวลานั้นเองที่พวกเขามีลูกด้วยกันถึง 3 คน เป็นชาย 2 หญิง 1 โดยมีเซี่ยกุ้ยหลานเป็นลูกสาวคนโต เกิดในปี 1943 และเซี่ยซินตงเป็นลูกคนสุดท้อง เกิดในปี 1945 ชีวิตของพวกเขาก็เหมือนกับสามีภรรยาทั่วไป จูเฟิ่งแม้จะอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่เธอก็เป็นภรรยาที่แสนดีและอ่อนโยน
ทว่าในปี 1946 เซี่ยโป๋เหวินก็จากไปอีกครั้ง แต่การกลับมาคราวนี้ของเขาไม่เหมือนเดิม เขากลับมาพร้อมกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ทั้งสวยและสูงสง่า เขาบอกว่าเธอคือเพื่อนร่วมงาน พวกเขารักใคร่ชอบพอกันและมีอุดมการณ์ที่ตรงกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยมีร่วมกับจูเฟิ่ง เขาจึงต้องการที่จะหย่ากับเธอให้ได้
ในตอนนั้นจูเฟิ่งยังคงทำหน้าที่ลูกสะใภ้ที่ดี คอยปรนนิบัติพ่อแม่ของสามีและดูแลน้องชายของเขา ผลสรุปที่ออกมาจึงเป็นการ "หย่าแต่ไม่แยกบ้าน" ซึ่งเธอจำต้องยอมทนเพื่อเห็นแก่ลูกๆ ทั้งสาม
จูเฟิ่งดูแลพ่อแม่สามีเป็นอย่างดีจนกระทั่งท่านทั้งสองสิ้นลมหายใจ และยังเป็นผู้จัดงานศพให้สมเกียรติ จนชาวบ้านต่างพากันยกย่องในความดีของเธอ แต่แล้วโชคร้ายก็มาเยือน เมื่อเซี่ยซินตงลูกชายคนเล็กของเธอหายตัวไปในวัย 5 ขวบ เธอพยายามเขียนจดหมายไปขอความช่วยเหลือจากเซี่ยโป๋เหวิน แต่จดหมายทุกฉบับกลับเงียบหายราวกับโยนก้อนหินลงทะเล เธอออกตามหาลูกชายไปทั่วทุกหนทุกแห่งแต่ก็ไร้วี่แวว
เธอจึงซมซานกลับมาที่หมู่บ้าน แต่กลับพบว่าลูกสาวและลูกชายของเธอเกือบจะอดตาย และที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น เธอยังถูกครอบครัวของน้องชายสามีขับไล่ออกจากหมู่บ้านอย่างไร้เยื่อใย
หลังจากนั้นชีวิตของเธอก็มีแต่การร่อนเร่พเนจรไปพร้อมๆ กับการตามหาลูกชาย จนกระทั่งทางการเริ่มเข้มงวดเรื่องทะเบียนบ้าน ไม่อนุญาตให้ผู้คนย้ายถิ่นฐานตามอำเภอใจ โชคชะตาก็พัดพาเธอมายังหมู่บ้านหลิ่วซู่ในอำเภอหนานซาน
ด้วยความสิ้นไร้ไม้ตอก เธอจึงตัดสินใจแต่งงานใหม่กับเซี่ยจง ชายที่ไม่มีลูกติด แม้ว่าเขาจะเป็นคนอารมณ์ร้าย แต่ก็มีจิตใจดี ช่วงครึ่งหลังของชีวิตเธอก็เลยพอจะเรียกได้ว่าสงบสุข ถ้าไม่นับเรื่องความยากจน ซึ่งในยุคนั้นก็ลำบากกันถ้วนหน้าแทบทุกครัวเรือน
ย่าซ่งฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้วถึงกับอ้าปากค้าง โอ้แม่เจ้าโว้ย! ที่แท้ลูกสะใภ้คนโตของเธอก็เป็นถึงลูกหลานของเจ้าหน้าที่ระดับสูงหรอกหรือ? แต่ในใจกลับรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
ณ เวลานั้น ทั้งเซี่ยกุ้ยหลานและเซี่ยซินซานที่ยังคงสับสนมึนงง ได้แต่นั่งนิ่งอยู่ข้างกายแม่ของตน และจ้องมองท่านด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ริมฝีปากของเซี่ยกุ้ยหลานสั่นระริก “ถะ ถ้าอย่างนั้น… แม่คะ… ทำไม… ทำไมแม่ไม่เคยบอกพวกเราเลย… เรื่องนี้… มันเป็นเรื่องจริงเหรอคะ?”
แล้วทำไมเธอถึงไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อยนิด? พอลองนึกย้อนไปถึงอายุของตัวเองตอนนั้น เธอก็ไม่ใช่คนความจำดีอะไร เด็ก 3 ขวบจะไปจำอะไรได้ พ่อแท้ๆ ของเธอคงจะกลับมาจัดการเรื่องหย่าแล้วก็จากไปทันที โดยที่ไม่ได้แม้แต่จะมองหน้าลูกๆ ด้วยซ้ำ
ย่าซ่งไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่ในใจกลับเดือดดาลจนอยากจะขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
เมื่อความทรงจำในอดีตหวนกลับมา ความเกลียดชังที่สุมอยู่ในอกก็ปลุกให้คุณยายดูมีเรี่ยวแรงขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
“แม่ไม่มีเหตุผลที่จะต้องโกหกพวกลูกหรอก ตอนที่หย่ากัน ผู้หญิงคนนั้นบังคับให้แม่สาบานว่าห้ามเอ่ยถึงเซี่ยโป๋เหวินให้ลูกๆ ฟังอีกต่อไป ให้คิดซะว่าพ่อแท้ๆ ของพวกลูกตายไปแล้ว ไม่อย่างนั้น…”
น้ำตาของคุณยายไหลพราก “ผู้หญิงคนนั้นเอามีดจ่อคอแม่… ลูกคิดว่าแม่กล้าขัดขืนไหมล่ะ?”
“เธอมีชาติตระกูลดี มีความสามารถ แถมยังมีเซี่ยเอ้อร์หวาพ่อของพวกลูกคอยหนุนหลัง แม่ทำได้แค่เพียงสาบานว่าจะปิดปากเงียบไปตลอดกาล”
ซ่งอวี้หน่วนที่จ้องมองคุณยายอยู่เงียบๆ ค่อยๆ เบนสายตาไปทางอื่นอย่างแนบเนียน ในที่สุดเรื่องราวต่างๆ ที่เธอเคยสงสัยก็ถูกปะติดปะต่อจนเป็นภาพที่สมบูรณ์
บรรยากาศภายในห้องพลันเงียบสงัดลงทันที
ย่าซ่งที่เงียบอยู่นานอดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป “เธอก็สาบานไปแล้วไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมตอนนี้ถึงเพิ่งมาพูดล่ะ?”
หรือว่าคิดจะลากทุกคนให้มารับความเสี่ยงไปด้วยกัน? หรืออยากให้ลูกๆ กลับไปนับญาติสกุลเดิมกันแน่? โอ๊ย ตายจริง! มันต้องไม่ใช่แบบนั้นใช่ไหม?
[จบบท]