บทที่ 13: พี่ชายหมอดู
ในขณะเดียวกัน ย่าซ่งก็ได้พาประธานจงและภรรยาของสมุห์บัญชีหลี่ออกจากบ้านไปแล้ว เป้าหมายของพวกเธอคือการไปตามหาหญิงชราทั้ง 6 คน รวมถึงคนอื่นๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นด้วย
เสมียนเสี่ยวเหมยกระทืบเท้าด้วยความขุ่นเคือง เพราะเมื่อสักครู่นี้เธอกำลังจดบันทึกคำให้การอยู่ แต่กลับต้องหยุดกลางคัน
เธออดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำอยู่ด้านหลัง “ทำไมผู้ใหญ่บ้านซ่งถึงไม่จัดการอะไรเลยนะ”
ครั้งนี้ย่าซ่งไม่ได้แก้ตัวแทนลูกชายของตัวเอง แม้ในใจจะคิดว่า ถ้าหลินเจียไม่ร้องขอความช่วยเหลือ แล้วใครจะไปรู้เรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังได้ อีกอย่างมันก็เป็นเรื่องของคนสองคน แต่จะให้พูดแบบนั้นออกไปก็คงไม่ถูกนัก
เธอจึงได้แต่ผสมโรงด่าลูกชายตัวเองไปด้วย “ไอ้ลูกชายคนโตของฉันมันไม่ได้เรื่องนะสิ ถ้าฉันเป็นผู้ใหญ่บ้านนะ จะจับคนบ้านหวังมาขังให้หมด แล้วเอาแส้มาเฆี่ยนมันให้ตาย ถ้าเฆี่ยนครั้งเดียวยังไม่สำนึก ก็เฆี่ยนมันสองครั้ง ถ้าสองครั้งยังไม่พอ ก็จัดไปสามครั้ง ถ้ายังไม่พออีกก็เฆี่ยนจนกว่ามันจะยอมนั่นแหละ”
ดวงตาของเสมียนสาวเป็นประกายขึ้นมาทันที “ใช่ค่ะ ต้องเฆี่ยนมันให้ตาย”
ประธานจงถลึงตาใส่เสมียนสาว ก่อนจะรีบหันไปพูดกับย่าซ่ง “คุณป้า อย่าคิดแบบนั้นเลยนะคะ เราไม่มีสิทธิ์ทำแบบนั้น มันผิดกฎหมายค่ะ เสี่ยวเหมยเพิ่งมาทำงานได้ไม่นาน เลยยังไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ของผู้หญิงในชนบทอย่างเราๆ พูดน่ะมันง่าย แต่ทำจริงๆ มันยากนะคะ”
ย่าซ่งเองก็ถอนหายใจออกมา “เฮ้อ ก็จริงนะ ผัวเมียที่ไหนเขาไม่ทะเลาะกันบ้างล่ะ อย่าหาว่าฉันขี้โม้เลยนะ ตอนสาวๆ ฉันก็สวยไม่เบาเหมือนกัน แต่พอแต่งเข้าบ้านซ่งได้ไม่ถึง 2 ปี ก็แก่ลงไปเป็น 10 ปีเลย แม่สามีของฉันน่ะร้ายกาจสุดๆ คอยจับผิดฉันทุกเรื่อง ส่วนตาเฒ่าบ้านฉันก็ดูเหมือนจะนิสัยอ่อนโยน แต่พอเราทะเลาะกันทีไร เขาก็ตบฉันเหมือนกัน จนกระทั่งฉันทนไม่ไหวคว้ามีดทำครัวขึ้นมานั่นแหละ ทุกคนถึงได้สงบลง การเป็นผู้หญิงนี่มันทั้งขมขื่น ทั้งเหนื่อย ทั้งน่าน้อยใจจริงๆ นะ”
เมื่อได้ฟังเรื่องราวของย่าซ่ง บรรยากาศก็เงียบลงทันที เพราะทุกคนต่างก็เป็นผู้หญิงเหมือนกัน จึงเข้าใจความรู้สึกนั้นดี และหลังจากนั้นก็ไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่องที่ซ่งเหลียงไม่ยอมจัดการเรื่องนี้อีกเลย
ทางฝั่งบ้านซ่ง หลังจากที่ซ่งอวี้หน่วนเขียนจดหมายชมเชยเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอก็นำมันใส่ลงในกระเป๋าสะพายข้าง จากนั้นก็ยื่นลูกอมรสส้มให้น้องชายหนึ่งเม็ด พร้อมกับกำชับให้เขาเป็นเด็กดีอยู่ที่บ้าน
เธอหันไปบอกเซี่ยกุ้ยหลานว่า “แม่คะ หนูต้องเข้าอำเภออีกรอบ จะเอาจดหมายฉบับนี้ไปส่งที่สถานีรถโดยสาร แล้วก็จะแวะไปหาพี่ชายด้วย แม่มีอะไรจะฝากไปให้พี่ชายไหมคะ”
เซี่ยกุ้ยหลานได้ฟังก็รู้สึกเป็นห่วง “รออีกสักสองสามวันค่อยไปไม่ได้เหรอ แล้วนี่ลูกจะไปยังไงล่ะ”
“หนูได้ยินย่าบอกว่ารถม้าของที่ทำการกองพลน้อยจะเข้าอำเภอไปรับปุ๋ยตอนบ่ายโมง หนูจะขอติดรถไปด้วย แล้วคืนนี้จะไปค้างบ้านอาเล็กสักคืน พรุ่งนี้ค่อยกลับค่ะ”
ปู่ซ่งซึ่งนั่งอยู่บนคังได้ยินบทสนทนาทั้งหมด ก็รีบลุกขึ้นมาสวมรองเท้าทันที “เดี๋ยวปู่ขับรถม้าไปส่งหลานเอง จะได้ไปทำธุระให้เรียบร้อย”
สุดท้ายคนขับรถม้าก็เปลี่ยนจากคนเดิมมาเป็นปู่ซ่งแทน หมิงเซิ่งกอดขาของซ่งอวี้หน่วนไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ดวงตาคลอไปด้วยน้ำตา ท่าทางดูน่าสงสารจับใจ จนซ่งอวี้หน่วนใจอ่อนยวบยอมพาน้องชายไปด้วยในที่สุด
เมื่อนึกถึงจ้าวลี่ขึ้นมาได้ ซ่งอวี้หน่วนจึงบอกให้เซี่ยกุ้ยหลานช่วยห่อผักแห้งให้เธอหน่อย พอได้ยินว่าเป็นของที่จะเอาไปฝากจ้าวลี่ที่คอยช่วยเหลือลูกสาว เซี่ยกุ้ยหลานก็กระตือรือร้นขึ้นมาทันที ไม่เพียงแต่ห่อถั่วฝักยาวแห้งให้เท่านั้น แต่ยังใส่เห็ดหอมแห้งกับเห็ดหูหนูลงไปด้วยจนเต็มถุงผ้า
ซ่งอวี้หน่วนเห็นดังนั้นจึงหยิบของออกส่วนหนึ่ง “ไม่ต้องให้เยอะขนาดนี้หรอกค่ะ แค่แสดงน้ำใจก็พอแล้ว” หากต้องไปมาหาสู่กันบ่อยๆ ก็ไม่จำเป็นต้องให้ของเยอะแยะมากมายตั้งแต่ครั้งแรก
ดังนั้นของฝากจึงถูกเปลี่ยนไปใส่ถุงผ้าใบเล็กแทน
เซี่ยกุ้ยหลานกอดลูกสาวด้วยความรักใคร่ คนในครอบครัวของพวกเขานั้นหน้าตาดีกันทั้งบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่สามีของเธอที่ตอนสาวๆ สวยมาก ขนาดตอนนี้คิ้วโก่งดั่งใบหลิวของท่านก็ยังคงงดงามราวกับภาพวาด เสี่ยวหน่วนนั้นได้หน้าตาที่สวยงามมาจากย่าของเธอ และดูเหมือนว่านิสัยการวางตัวของเธอก็จะคล้ายกันด้วย
ซ่งอวี้หน่วนไม่รู้เลยว่าหลังจากที่พวกเขาออกเดินทางไปแล้ว หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอจะเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ มีคนมาที่หมู่บ้านหลายกลุ่ม และแต่ละกลุ่มก็มีตำแหน่งใหญ่โตกว่ากันทั้งนั้น
ในขณะนี้ซ่งอวี้หน่วนกำลังยืนอยู่ที่หน้าประตูโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งอำเภอหนานซาน เธอบอกกับยามว่านำซาลาเปาไส้ผักจี้ไช่มาส่งให้พี่ชาย ไม่นานนัก เด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งหน้าตาหล่อเหลาก็วิ่งออกมาจากโรงเรียน
หมิงเซิ่งตะโกนเรียกพี่ชายเสียงดัง “พี่ชาย พี่สาวมาหาแน่ะ”
ซ่งหมิงโปอุ้มน้องชายขึ้นมาแล้วโยนเบาๆ ก่อนจะแอบลอบสังเกตน้องสาวที่ถูกสลับตัวมาคนนี้อย่างเงียบๆ เด็กคนนี้หยิ่งยโสมาก และมักจะดูถูกทุกคนในบ้านซ่งอยู่เสมอ
แต่จะว่าไปแล้ว พวกเขาก็เป็นพี่น้องแท้ๆ กันจริงๆ
วันนั้นเขาบังเอิญอยู่ที่บ้านพอดี ตอนกลางดึกจู่ๆ ก็รู้สึกหายใจไม่ออก พอตื่นขึ้นมาถึงได้รู้ว่าน้องสาวคนนี้กำลังผูกคอตาย
เฮ้อ
ซ่งหมิงโปถอนหายใจออกมาอย่างเงียบๆ
แต่แล้วในขณะนั้นเอง เสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัยก็ดังขึ้นในหัวของเขา
【โอ้ ในที่สุดก็ได้เจอพี่ชายอีกครั้ง อืม หน้าตาหล่อเหลาไม่เบาเลย ได้ยินมาว่าเรียนเก่งด้วย แต่ไม่มีใครรู้หรอกว่าพี่ชายของฉันน่ะเป็นหมอดูเทวดาน้อยคนหนึ่ง เขาสามารถทำนายอนาคตได้โดยไม่มีใครสอน แม้กระทั่งข้อสอบเขาก็ยังคำนวณออกมาได้】
หมิงเซิ่งเม้มปากกลั้นหัวเราะ ซบหน้าลงบนไหล่ของพี่ชาย คิกคิก รู้แล้วน่า
ซ่งหมิงโปตกใจจนตัวแข็งทื่อ หัวใจของเขาราวกับจะหยุดเต้นไปชั่วขณะ นี่มันเสียงของเด็กผู้หญิงชัดๆ แต่น้องสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขากลับไม่ได้อ้าปากพูดเลยสักนิด แล้วเรื่องที่เขาสามารถคำนวณข้อสอบได้ มีเพียงหมิงเซิ่งเท่านั้นที่รู้ หรือว่าจะเป็นน้องชายที่ปากโป้ง แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็จ้องเสี่ยวหน่วนไม่วางตา และแน่ใจว่าเธอไม่ได้ขยับปากพูดเลยจริงๆ
“เสี่ยวหน่วน เธอคือ ปิ๊บ” คำพูดที่เหลือของเขาถูกกลืนหายไปในลำคอ
แต่เสียงของน้องสาวยังคงดังขึ้นในหัวของเขาอย่างต่อเนื่อง
【หลังจากที่บ้านซ่งเกิดเรื่อง พี่ชายก็ต้องลาออกจากโรงเรียน ตอนนั้นบ้านของเราวุ่นวายมาก ทั้งที่เขายังเป็นแค่เด็กหนุ่ม แต่กลับต้องกลายเป็นเสาหลักของครอบครัว ต่อมาฉันถูกพวกลักเด็กทำให้สลบแล้วขายไปบนภูเขา พี่ชายใช้เวลาครึ่งเดือนตามหาฉันจนเจอด้วยศาสตร์การทำนายของเขา แต่คนในหมู่บ้านเล็กๆ นั่นกลับทุบตีเขาจนเกือบตายแล้วเอาไปโยนทิ้งในป่า สุดท้ายก็ถูกฝูงหมาป่าฉีกเป็นชิ้นๆ คืนเดียวกันนั้น พวกมันก็ลากฉันที่ถูกขังไว้ในห้องใต้ดินออกมาทุบตีจนตายเหมือนกัน ฮือๆ ที่จริงแล้วพี่ชายรู้อยู่แล้วว่าการมาครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยฉันไม่ได้ แต่ตัวเองก็ต้องตายด้วย แต่เขาก็ยังมา เฮ้อ ฉันต้องระวังตัวให้ดี อย่าให้โดนพวกลักเด็กจับตัวไปได้เด็ดขาด】
เจ้าอ้วนน้อยหมิงเซิ่งถูกพี่ชายกอดรัดแน่นจนแทบจะตาเหลือก แต่เขาก็ไม่กล้าขยับ ฮือๆ บ้านซ่งน่าสงสารขนาดนี้เลยเหรอ แล้วแบบนี้เขาจะโตไม่ทันได้แต่งงานน่ะสิ
ซ่งอวี้หน่วนยิ้มจนตาหยี ก่อนจะเอ่ยขึ้น “พี่ชาย ลาหยุดได้ไหมคะ”
คำพูดของเธอทำลายความเงียบงันลงในที่สุด
ซ่งหมิงโปได้สติกลับคืนมา นี่เขาได้ยินเสียงในใจของน้องสาวอย่างนั้นเหรอ แล้วเสียงในใจนี้ยังสามารถทำนายอนาคตได้อีกด้วย เก่งกว่าเขาตั้งเยอะ
น้องสาวของเขาสุดยอดไปเลย
ซ่งหมิงโปยิ้มกว้างจนตาหยี “นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่เธอเรียกฉันว่าพี่ชาย เรียกอีกทีสิ”
“พี่ชาย” ซ่งอวี้หน่วนเรียกอย่างสดใส
“ดีมาก รออยู่ตรงนี้นะ เดี๋ยวพี่ไปลาหยุดก่อน”
พูดจบเขาก็หันหลังทำท่าจะวิ่งไป แต่ก็ถูกซ่งอวี้หน่วนเรียกไว้เสียก่อน “พี่ชาย นี่คือซาลาเปาไส้ผักที่แม่นึ่งเมื่อตอนเที่ยง อร่อยมากเลยนะ”
ซ่งหมิงโปรับถุงผ้าแล้วเดินเข้าไปในโรงเรียน ไม่นานนักเขาก็สะพายกระเป๋าออกมา พร้อมกับรับถุงผ้าใส่ผักแห้งจากมือของซ่งอวี้หน่วนไปถือไว้ ก่อนจะเอ่ยถาม “นี่จะเอาไปให้อาเล็กเหรอ”
“ไม่ใช่ค่ะ จะเอาไปให้พี่จ้าว พี่จ้าวลี่ที่ร้านเกี๊ยวนึ่งน่ะค่ะ” ซ่งอวี้หน่วนตอบพร้อมรอยยิ้ม
ซ่งหมิงโปนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง พี่จ้าว พนักงานเสิร์ฟหญิงที่ร้านเกี๊ยวนึ่งคนนั้นน่ะเหรอ ผู้หญิงที่หยิ่งยโสคนนั้นน่ะนะ ได้ยินมาว่าเธอเป็นญาติกับรองหัวหน้าอำเภอจ้าวด้วย น้องสาวของเขาไปรู้จักกับเธอได้อย่างไรกัน
เมื่อไปถึงร้านเกี๊ยวนึ่งก็เป็นเวลาเลิกงานแล้ว ซ่งอวี้หน่วนจึงตรงไปที่บ้านของจ้าวลี่ เธอไม่ได้เข้าไปในบ้าน เพียงแค่ยื่นถุงผ้าให้แล้วพูดด้วยรอยยิ้มหวาน “พี่จ้าวคะ พอดีฉันมาทำธุระในอำเภอกับคุณปู่ แล้วก็ต้องมาส่งจดหมายด้วย พอดีนึกขึ้นได้ว่าบ้านพี่อยู่ไม่ไกลจากที่ทำการไปรษณีย์ ก็เลยเอาถั่วฝักยาวแห้ง เห็ดหูหนู แล้วก็เห็ดหอมมาฝากค่ะ”
จ้าวลี่ไม่คิดว่าจะได้เจอเด็กสาวคนนี้อีกเร็วขนาดนี้ แถมยังได้เจอกับพี่ชายและน้องชายของเธออีกด้วย แต่ละคนหน้าตาดีกันทั้งนั้นเลย
[จบบท]