บทที่ 14: ยังอยากกลับไปโดนตำหนิ
ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้รอให้จ้าวลี่ต้องเอ่ยปากเกรงใจ เธอจัดการเทผักแห้งทั้งหมดจากถุงผ้าลงบนเขียงไม้ที่ตั้งอยู่นอกประตูบ้านของพี่จ้าวลี่ทันที
จ้าวลี่มองกองถั่วฝักยาวแห้งสีเขียวสดน่ากิน พร้อมกับเห็ดหอมแห้งที่ส่งกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ ของพวกนี้ในยุคสมัยนี้ใช่ว่าจะหาซื้อกันได้ง่าย ๆ นอกจากจะต้องเข้าป่าไปเก็บเอง หรือไม่ก็ต้องเสี่ยงเดินทางเข้าชนบทเพื่อไปซื้อหามา แต่ถ้าโชคร้ายถูกจับได้ก็มีหวังโดนปรับจนกระเป๋าฉีก ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีใครกล้าเสี่ยง
“เสี่ยวหน่วน เธอนี่เกรงใจเกินไปแล้วนะ ทำแบบนี้พี่ก็ไม่รู้จะพูดยังไงเลย ขอบใจมากจริง ๆ”
ซ่งอวี้หน่วนแสร้งทำเสียงดุ “พี่คะ ถ้าพี่ยังเกรงใจกันแบบนี้ คราวหน้าฉันไม่กล้าไปกินเกี๊ยวนึ่งที่ร้านแล้วนะคะ”
จ้าวลี่เป็นคนตรงไปตรงมา เมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงไม่ได้ปฏิเสธอะไรอีก
เธอชวนสามพี่น้องเข้าไปนั่งพักในบ้าน เตรียมจะชงนมมอลต์สกัดร้อน ๆ ให้ดื่ม แต่ซ่งอวี้หน่วนปฏิเสธไปก่อน เพราะพวกเธอยังมีธุระต้องไปโรงงานปุ๋ยเพื่อเยี่ยมอาเล็ก จึงไม่มีเวลามากนัก ไว้คราวหน้ามีโอกาสค่อยแวะมาใหม่
เมื่อเดินออกมาจากบ้านของจ้าวลี่ ซ่งหมิงโปก็เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย “เสี่ยวหน่วน นี่เธอเพิ่งรู้จักกับเขาแค่วันนี้จริง ๆ เหรอ”
ยังไม่ทันที่ซ่งอวี้หน่วนจะได้ตอบ หมิงเซิ่งก็รีบชิงยกมือขึ้นตอบแทน “พี่สาวเพิ่งเคยเข้าเมืองเป็นครั้งแรก เรื่องนี้ผมรับประกันได้เลยครับ”
พูดจบ เขาก็พลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้
เด็กชายเบะปากร้องไห้โฮเสียงดังลั่น “พี่ครับ พี่เป็นพี่แท้ ๆ ของผมจริง ๆ หรือเปล่า ทำไมกินเกี๊ยวนึ่งแล้วไม่เหลือไว้ให้ผมสักชิ้นเลย ฮือ ๆ”
ซ่งอวี้หน่วนหันไปถลึงตาใส่ “แล้วเธอไม่ได้กินลูกอมรสส้มหรือไง เกี๊ยวนึ่งน่ะแม่เราก็ทำเป็น แต่แม่เราทำลูกอมรสส้มเป็นหรือเปล่าล่ะ”
เจ้าอ้วนกลมรีบปาดน้ำตาทิ้ง ก่อนจะตอบเสียงสะอื้น “ไม่เป็นครับ”
“ลูกอมรสส้มที่ได้มา ฉันยังไม่กล้ากินสักเม็ดเลยนะ” ซ่งอวี้หน่วนแสร้งบ่นพึมพำด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
ซ่งหมิงเซิ่งได้ฟังดังนั้นก็รีบเข้าไปปลอบพี่สาวทันที “พี่สาวใจดีที่สุดในโลกแล้ว หมิงเซิ่งรักพี่สาวที่สุดเลยครับ”
ซ่งหมิงโปเห็นภาพนั้นก็ได้แต่ส่ายหัวยิ้ม ๆ เขาเดินไปช่วยน้องสาวส่งจดหมายที่ตั้งใจนำมาส่ง จากนั้นทั้งสามพี่น้องก็พากันไปนั่งยอง ๆ รับแดดอุ่น ๆ ที่มุมหนึ่งของที่ทำการไปรษณีย์ แล้วเริ่มกระซิบกระซาบวางแผนกัน
“พี่ใหญ่ พี่ก็รู้สถานการณ์ของบ้านเราดีอยู่แล้ว ตอนนี้มีหมอเทวดาคนหนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านพักแถบชานเมืองทางเหนือ เราจะไปขอความช่วยเหลือจากเขา โดยให้พี่แกล้งทำตัวเป็นหมอดู ทำนายว่าลูกสาวของเขาอยู่ที่ไหน แต่ช้าก่อนนะ อย่าเพิ่งบอกความจริงทั้งหมด รอให้เขาไปตรวจดูอาการของปัญญาชนหลินให้เรียบร้อยก่อน แล้วเราค่อยบอกความจริง”
ซ่งหมิงโปถึงกับนิ่งอึ้งไปหลายวินาทีก่อนจะกะพริบตาปริบ ๆ แล้วถามกลับ “แล้วลูกสาวของเขาอยู่ที่ไหนล่ะ”
“คอมมูนเฟิ่นโต้ว กองพลน้อยหลีซู่!”
ซ่งหมิงโป: “…”
แม้ในใจจะไม่อยากเชื่อ แต่เมื่อเห็นแววตาที่มุ่งมั่นและน้ำเสียงที่หนักแน่นของน้องสาวแล้ว เขาก็ไม่อาจปฏิเสธได้
หรือว่านี่จะเป็นโชคดีที่สวรรค์ประทานมาให้ตระกูลซ่ง ไม่สิ ไม่ใช่โชคดีธรรมดา แต่เป็นนางฟ้าตัวน้อยที่สวรรค์ส่งมาโปรดต่างหาก
หมอเทวดาผู้นั้นแซ่จี้ ผู้คนในละแวกนี้ต่างเรียกขานเขาว่าผู้เฒ่าจี้
ชายชราผมขาวโพลน สวมใส่เสื้อผ้าเก่าซอมซ่อ แต่กลับมีบุคลิกและท่วงท่าที่สง่างามอย่างน่าประหลาด
ปัจจุบันเขาทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวที่สถานีรับซื้อของเก่า คอยเดินตระเวนไปตามตรอกซอกซอยเพื่อรวบรวมของเก่า บางครั้งบางคราวก็หายหน้าไปเป็นเดือน ๆ
โชคดีที่วันนี้เขาอยู่บ้านพอดี
ลานบ้านที่เขาเช่าไว้นั้นมีขนาดไม่ใหญ่นัก ด้านในเต็มไปด้วยของเก่ามากมายที่ถูกจัดเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
เมื่อเห็นเด็กแปลกหน้าสามคนเดินเข้ามาในเขตบ้าน ผู้เฒ่าจี้ก็เอ่ยขึ้นโดยไม่ได้แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง “ของเก่าที่นี่ไม่ได้มีไว้ขาย”
ซ่งอวี้หน่วนรีบส่งสายตาเป็นสัญญาณให้พี่ชายเริ่มแผน แต่ซ่งหมิงโปกลับมีท่าทีประหม่าจนพูดไม่ออก
สุดท้ายซ่งอวี้หน่วนจึงต้องเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาเอง เธอกดเสียงให้ต่ำลงแล้วพูดว่า “คุณปู่คะ พี่ชายของหนูเป็นหมอดู เขาสามารถทำนายได้ว่าตอนนี้ลูกสาวของคุณปู่อยู่ที่ไหนค่ะ”
มือที่กำลังคัดแยกเศษกระดาษของผู้เฒ่าจี้พลันชะงักงัน
เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองเด็กทั้งสาม ก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมา “ทำนายได้ว่าอยู่ที่ไหนอย่างนั้นรึ ถ้าเป็นความจริง ข้าจะรักษาสัญญาอย่างแน่นอน”
ซ่งอวี้หน่วนขมวดคิ้วด้วยความสงสัย รักษาสัญญา สัญญาอะไรกัน
“เงินรางวัลห้าพันหยวนข้าเตรียมไว้พร้อมแล้ว หากสิ่งที่พวกเจ้าพูดเป็นความจริง ข้ารับรองว่าจะจ่ายให้ครบทุกเฟิน”
ซ่งอวี้หน่วนถึงบางอ้อ ที่แท้คุณปู่ก็ตั้งรางวัลนำจับไว้ด้วยนี่เอง เรื่องนี้เธอไม่รู้มาก่อนเลย
เธอรีบกระทุ้งศอกใส่พี่ชาย “พี่ก็รีบ ๆ ทำนายสิ”
ซ่งหมิงโปจ้องมองใบหน้าของผู้เฒ่าจี้เขม็ง ก่อนจะอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ
ดวงชะตาของชายชราผู้นี้บ่งบอกถึงวาสนาอันสูงส่งและมั่งคั่ง แต่เหตุใดชีวิตของเขาจึงตกอับได้ถึงเพียงนี้
แต่สิ่งที่เขาต้องพูดในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องดวงชะตา
ซ่งหมิงโปเริ่มกล่าวตามแผนที่วางกันไว้ “คุณปู่ครับ ลูกสาวของคุณปู่ความจำเสื่อม และตอนนี้เธออาศัยอยู่ที่คอมมูนแห่งหนึ่งในกองพลน้อยแห่งหนึ่ง ขอเพียงคุณปู่ยอมช่วยผมไปรักษาขาให้คนไข้คนหนึ่งที่โรงพยาบาลอำเภอ ไม่ว่าผลการรักษาจะออกมาดีหรือร้าย เราก็จะบอกที่อยู่ของลูกสาวคุณปู่ให้ครับ”
คอมมูนแห่งหนึ่ง กองพลน้อยแห่งหนึ่งงั้นรึ
ผู้เฒ่าจี้มองเด็กหนุ่มทั้งสองด้วยความไม่พอใจ
วันๆ ไม่ตั้งใจเรียนหนังสือ กลับพาน้องชายตัวเล็ก ๆ ออกมาต้มตุ๋นหลอกลวงผู้คน
เขาสะกดกลั้นความโกรธเอาไว้ ลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า “ได้ พวกเจ้ารออยู่ที่นี่ก่อน ข้าขอออกไปทำธุระสักครู่เดี๋ยวกลับมา”
ซ่งอวี้หน่วนและซ่งหมิงโปต่างพากันยิ้มดีใจ คุณปู่ช่างใจดีจริง ๆ ตอบตกลงง่ายดายขนาดนี้
แต่ใครจะคาดคิดว่าเพียงไม่กี่นาทีต่อมา ประตูรั้วก็ถูกผลักเปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของคุณป้าจากคณะกรรมการชุมชนสองคน
“พวกเธอเป็นลูกเต้าเหล่าใครกัน ต้องให้ผู้ปกครองมาพบนะ อายุก็ยังน้อยริอาจมาเชื่อเรื่องงมงายแบบนี้ มันใช้ไม่ได้”
ซ่งอวี้หน่วนเหลือบมองผู้เฒ่าจี้ที่ยืนหน้าตาบูดบึ้งอยู่ด้านหลัง ก็เข้าใจสถานการณ์ได้ในทันที
“ไป ไปที่ทำการคณะกรรมการชุมชนกับพวกฉัน เดี๋ยวฉันจะอบรมพวกเธอให้หลาบจำ”
เมื่อจนด้วยหลักฐาน สามพี่น้องจึงได้แต่ก้มหน้าเดินออกจากบ้านของผู้เฒ่าจี้ไปอย่างห่อเหี่ยว
ที่ทำการคณะกรรมการชุมชนอยู่ไม่ไกลจากที่นี่นัก ระหว่างทางซ่งอวี้หน่วนพยายามสอดส่ายสายตามองหาลู่ทางหลบหนี แต่แล้วในวินาทีต่อมา เธอก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
อะไรจะบังเอิญขนาดนี้!
【รถของพี่ชายคนนั้นนี่!】
กู้หวยอันที่นั่งอยู่ในรถถึงกับชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะหันไปมองตามเสียงในใจนั้น แล้วก็เห็นคุณป้าจากคณะกรรมการชุมชนสองคนกำลังคุมตัวซ่งอวี้หน่วน เด็กหนุ่ม และเด็กชายอีกคนหนึ่งยืนหลบอยู่ข้างกำแพงทางขวา เพื่อหลีกทางให้รถของเขาผ่านไป
【พี่ชายสุดหล่อ กล้าลงจากรถให้ฉันเห็นหน้าหน่อยไหมคะ】
สีหน้าของกู้หวยอันเคร่งขรึมลงเล็กน้อย
เขามองตรงไปข้างหน้า ทำทีเป็นไม่ได้ยินเสียงเรียกนั้น
เด็กสาวสมองกลวง! —— สิบนาทีต่อมา สามพี่น้องที่กำลังนั่งฟังคำอบรมสั่งสอนอยู่ที่ทำการคณะกรรมการชุมชน ก็ถูกผู้เฒ่าจี้มารับตัวกลับไป โดยไร้วี่แววของกู้หวยอันและรถของเขา
ผู้เฒ่าจี้นึกถึงคำพูดของหวยอันก่อนหน้านี้
“ผมเคยเจอเด็กสาวคนนั้นมาก่อนครับ”
“เธอน่าจะต้องการให้คุณลุงช่วยรักษาขาให้ปัญญาชนจากปักกิ่งคนหนึ่งที่ถูกสามีทุบตีจนขาหัก”
“โลกใบนี้กว้างใหญ่ไพศาล เรื่องแปลกประหลาดมีอยู่มากมาย บางทีพวกเขาอาจจะรู้ที่อยู่ของลูกสาวคุณลุงจริง ๆ ก็ได้นะครับ!”
ผู้เฒ่าจี้จัดการล็อกประตูบ้านอย่างแน่นหนา
เขาไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ เพียงแต่หยิบกระเป๋าสะพายข้างที่ทำจากผ้าใบมาคล้องบ่า
ซ่งอวี้หน่วนเห็นดังนั้นจึงรีบกล่าวขอบคุณ
หมิงเซิ่งเลียริมฝีปาก ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา “พี่ชายพี่สาวครับ ผมอยากกลับไปรับการอบรมสั่งสอนที่คณะกรรมการชุมชนอีกได้ไหมครับ”
ทุกคน: “…”
เจ้าเด็กน้อยมีหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู เมื่อครู่นี้ที่ทำการคณะกรรมการชุมชน บรรดาคุณป้าต่างก็พากันสงสารและเอ็นดูเขา คอยแต่จะตำหนิพี่ชายพี่สาวของเขาว่าทำตัวเหลวไหลไร้สาระ
พอเห็นท่าทางกระสับกระส่ายของเด็กน้อย คุณป้าคนหนึ่งจึงอดรนทนไม่ไหว ชงนมมอลต์สกัดอุ่น ๆ มาให้ดื่มหนึ่งแก้ว
ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมตอนจากมาเขาถึงได้มีท่าทีอาลัยอาวรณ์เช่นนั้น
สีหน้าบึ้งตึงของผู้เฒ่าจี้คลายลงอย่างเห็นได้ชัด
เขายื่นมือไปลูบหัวของหมิงเซิ่งเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “อย่าเอาอย่างพี่ชายพี่สาวของเธอล่ะ”
โรงพยาบาลประชาชนอันดับหนึ่งหนานซานอยู่ไม่ไกลจากทางตอนเหนือของเมืองมากนัก ใช้เวลาเดินเท้าประมาณยี่สิบนาทีก็น่าจะถึง
ระหว่างทาง ซ่งหมิงโปเหลือบมองผู้เฒ่าจี้อยู่หลายครั้งด้วยท่าทีอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ
“มีอะไรก็พูดออกมาสิ อ้ำอึ้งอยู่ได้!” ผู้เฒ่าจี้ตวาดเสียงดัง
ซ่งหมิงโปเกาหัวแก้เก้อแล้วหัวเราะแหะ ๆ “ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมแค่สงสัยว่าลูกศิษย์หญิงที่คุณปู่รับไว้เมื่อตอนหนุ่มๆ น่าจะเคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับคุณปู่ แต่กลับต้องมีเหตุให้พลัดพรากจากกันไป ช่างน่าแปลกจริง ๆ”
สิ้นเสียงของพี่ชาย ซ่งอวี้หน่วนก็รีบยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกใจ เมื่อเห็นพี่ชายของเธอถูกผู้เฒ่าจี้ที่ยังคงแข็งแรงเตะเข้าเต็มๆ จนล้มคะมำ
ตกลงแล้ว นี่เป็นเรื่องจริงหรือเรื่องโกหกกันแน่
ผู้เฒ่าจี้เดินตรงไปข้างหน้าราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทว่าในใจกลับปั่นป่วนราวกับคลื่นลมในทะเล
ความทรงจำในอดีตถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน
เรื่องนี้ไม่มีใครในอำเภอหนานซานรู้ แม้แต่เพื่อนสนิทที่สุดของเขาก็ยังไม่เคยระแคะระคาย
ไอ้เด็กเหลือขอนี่ มีดีอยู่เหมือนกัน!
[จบบท]