บทที่ 141: ใครส่งสาส์นรักมา
ช่วงนี้หลินเสวี่ยจูเงียบหายไปมาก สาเหตุหลักก็เพราะรองหัวหน้าคณะและเจี่ยเสวี่ยจู๋ ซึ่งเป็นเพื่อนของเธอถูกจับได้ว่าเป็นพวกต่อต้านรัฐบาล ทั้งสองคนถูกจับได้คาหนังคาเขาขณะพยายามก่อเรื่องไม่ดี ตอนที่ไปแสดงเพื่อปลอบขวัญที่ฐานทัพเมื่อวันแรงงานที่ผ่านมา และตอนนี้ก็ถูกควบคุมตัวไปเรียบร้อยแล้ว
ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมาย หลิ่วหยวนจึงไม่สะดวกจะพูดคุยเรื่องอื่น เขาทำได้เพียงเอ่ยถามซ่งถิงขึ้นมาว่า “เพลงใหม่เป็นไงบ้าง พอมีไอเดียอะไรไหม”
ซ่งถิงเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะตอบหลังจากเงียบไปอึดใจหนึ่ง “ก็...ดีนะคะ”
หลิ่วหยวนจ้องมองหญิงสาวพร้อมกับถอนหายใจออกมาเบาๆ “ซ่งถิง ผมรู้ว่าคุณกำลังคิดอะไรอยู่ แต่เพลงใหม่นี้เราร่วมมือกับกรมวัฒนธรรม และคุณก็เป็นหนึ่งในนักแสดงหลัก เราเลี่ยงที่จะพบเจอกันไม่ได้หรอกนะ คุณจะทำเหมือนผมเป็นตัวเชื้อโรคที่ต้องรีบหนีแบบนี้ไม่ได้ มันไม่ยุติธรรมกับผมเลย”
ซ่งถิงเงยหน้าขึ้นมองเขาทันที เมื่อสบเข้ากับสายตาที่แฝงความนัยลึกซึ้งของเขา ความร้อนก็ผ่าวขึ้นมาบนใบหน้าอย่างห้ามไม่อยู่
เพราะยังเป็นแค่เด็กสาวที่อ่อนต่อโลก ยิ่งมาเจอกับหลิ่วหยวนที่เป็นหนุ่มรูปงามอันดับต้นๆ ของอำเภอจ้องมองด้วยสายตาจริงจังเช่นนี้ ซ่งถิงก็เกิดอาการประหม่าจนต้องก้มหน้าหลบสายตา แล้วพูดเสียงอู้อี้ว่า “คุณคิดมากไปแล้ว ฉันไม่ได้หลบคุณสักหน่อย ฉันต้องกลับแล้ว”
แต่หลิ่วหยวนกลับรีบพูดต่อ “ผมยอมรับว่าเคยตามจีบหลินเสวี่ยจูจริง แต่เธอทำตัวเหินห่าง เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ผมไม่ชอบความรู้สึกแบบนั้นเลยตัดสินใจถอยออกมาเอง ที่ผมเลิกยุ่งกับเธอ ไม่ใช่เพราะคุณ แต่เป็นเพราะผมตัดสินใจแบบนั้นมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว เรื่องนี้หัวหน้าคณะกู่เป็นพยานให้ผมได้ ผมเคยเล่าให้เขาฟัง”
หัวใจของซ่งถิงเต้นระรัวจนแทบจะหลุดออกมาจากอก เธอไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไรดี จึงได้แต่ตัดบทไปว่า “คุณอย่ามาพูดเรื่องนี้กับฉันเลย มันไม่เกี่ยวกับฉันสักหน่อย ฉันต้องกลับบ้านแล้ว”
พูดจบ เธอก็เดินเลี่ยงอีกฝ่ายแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว
ท่ามกลางผู้คนมากมาย หลิ่วหยวนไม่อาจวิ่งตามเธอออกไปได้ ทำได้เพียงมองแผ่นหลังของเธอจนลับสายตาไป
ทั้งสองคนไม่ทันได้สังเกตเลยว่า ในมุมมืดมีร่างของหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ นั่นก็คือหลินเสวี่ยจูที่ซูบผอมลงไปจากเมื่อก่อนมาก รอยยิ้มสดใสหายไปจากใบหน้า เหลือเพียงความเงียบขรึมเย็นชา
ภาพการพูดคุยสนทนาเมื่อครู่ตกอยู่ในสายตาของหลินเสวี่ยจูทั้งหมด เธอจ้องมองตามแผ่นหลังของซ่งถิงไปด้วยสายตาเคียดแค้นชิงชัง พลางกัดฟันกรอดด้วยความโกรธ
‘อีสารเลวไร้ยางอาย!’
ขณะเดียวกัน ซ่งถิงที่เพิ่งได้รับเงินเดือนมาหมาดๆ ก็พบว่าแม้จะรวมกับเงินช่วยเหลือแล้ว ก็ยังไม่พอที่จะซื้อนาฬิกาข้อมือให้เสี่ยวหน่วนอยู่ดี
แล้วจะซื้ออะไรให้เสี่ยวหน่วนดีล่ะ
ถ้าเป็นเสื้อผ้าใหม่ ที่บ้านก็ตัดเย็บเองได้ แถมยังสวยกว่าที่วางขายในห้างสรรพสินค้าเสียอีก ส่วนกิ๊บติดผมยิ่งไม่ต้องพูดถึง ของที่คนที่บ้านทำนั้นทั้งสวย ทันสมัย และมีรูปแบบใหม่ล่าสุดอยู่เสมอ ถ้าเป็นของกิน ตอนนี้ที่บ้านก็ดูเหมือนจะไม่ได้ขาดแคลนอะไรแล้ว…
ซ่งถิงนิ่งไปอย่างตกใจ เดี๋ยวนะ...บ้านของเราฐานะดีขึ้นขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจซื้อปากกาหมึกซึมให้เสี่ยวหน่วนหนึ่งด้าม ส่วนคนอื่นๆ ในบ้านก็มีของขวัญติดไม้ติดมือให้เล็กๆ น้อยๆ พอใช้เงินเดือนที่อุตส่าห์เก็บสะสมมาจนเกือบหมด เธอก็หิ้วกระเป๋าเดินไปยังสถานีรถโดยสารเพื่อรอรถกลับบ้าน
ยังมีรถเที่ยวสุดท้ายเหลืออยู่ แต่เวลาก็กระชั้นชิดเข้ามาทุกที ถ้าเธอรีบเดินอีกหน่อยก็น่าจะยังทัน
แต่แล้วจู่ๆ รถจี๊ปคันหนึ่งก็ค่อยๆ แล่นมาจอดเทียบข้างๆ เธอ
ฉู่จื่อโจวมองซ่งถิงที่ยืนอยู่ตรงนั้น เพราะความประหม่าที่เกิดขึ้นกะทันหัน เขาจึงต้องเก๊กหน้าขรึมไว้ ไม่รู้ทำไม ท่ามกลางฝูงชนที่จอแจ เขากลับมองเห็นซ่งถิงได้ในทันที
ราวกับว่าเธอกำลังเปล่งประกาย
ใช่แล้ว ในสายตาของฉู่จื่อโจว ซ่งถิงกำลังเปล่งประกายเจิดจ้า แม้ว่าในมือซ้ายของซ่งถิงที่เปล่งประกายนั้นจะหิ้วหมูสามชั้นชิ้นใหญ่อยู่ก็ตาม!
หัวใจของฉู่จื่อโจวเต้นรัว ไม่รู้ว่าควรจะทำตัวอย่างไรดี ท่าทีของเขาจึงดูเคร่งขรึมเป็นพิเศษ
แต่ที่น่าแปลกคือซ่งถิงกลับไม่รู้สึกประหม่าเมื่ออยู่ต่อหน้าเขาเลย เธอยิ้มทักทายอย่างเป็นธรรมชาติ “อ้าว ผู้ใหญ่บ้านฉู่นี่เอง สวัสดีค่ะ”
ฉู่จื่อโจวถาม “จะไปไหนเหรอครับ”
“ฉันจะกลับบ้านค่ะ”
เขายังคงตีหน้าขรึมต่อไป “ผมก็จะกลับหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอเหมือนกัน ถ้าไม่รังเกียจก็ขึ้นรถมาสิ”
ซ่งถิงมองเขาอย่างแปลกใจ จะมีอะไรน่ารังเกียจกัน แค่กลัวว่าจะไปสร้างความลำบากให้เขามากกว่า
เธอจึงถามออกไปอย่างเกรงใจ
ฉู่จื่อโจวลงจากรถแล้วเดินมาเปิดประตูให้เธอ “ขึ้นรถเถอะ ไม่ลำบากหรอก”
ซ่งถิงจึงก้าวขึ้นรถไปในที่สุด
ความรู้สึกของการได้กลับบ้านนั้นช่างแตกต่างจากวันอื่นๆ โดยเฉพาะเมื่อเธอไม่ได้กลับมาเสียนาน
จริงๆ แล้วเธออยากจะเชิญอาจารย์ของเธอมาที่บ้านด้วยซ้ำ แต่ก็กลัวว่าจะไปสร้างภาระให้ครอบครัว จึงล้มเลิกความคิดนั้นไป ซึ่งเมื่อเช้านี้เธอก็เพิ่งแวะไปเยี่ยมท่านที่บ้านพักรับรองมาแล้ว
ส่วนอาจารย์จูม่านที่เธอตั้งใจจะไปหานั้นกลับไม่อยู่เสียแล้ว ท่านไปเยี่ยมเพื่อนและทิ้งโน้ตไว้ให้ บอกว่าไม่ต้องนำอาหารมาให้ และไม่ต้องมาส่งที่สถานี เพราะสำหรับนักร้องแล้ว ลำคอคือสิ่งสำคัญที่สุด จึงมีข้อห้ามด้านอาหารมากมาย ซึ่งเธอเองก็ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเช่นกัน
ถึงอย่างนั้น ซ่งถิงก็ยังอยากจะเตรียมอาหารเล็กๆ น้อยๆ ไว้ให้อาจารย์สำหรับทานระหว่างทาง เธอมีตั๋วปันส่วนเนื้ออยู่พอดีและเพิ่งซื้อเนื้อมา 5 จิน จึงตั้งใจว่าจะทำเกี๊ยวไส้ผักจี้ไช่รสชาติอ่อนๆ ที่อาจารย์น่าจะชอบ
ที่นี่มีธรรมเนียมที่ว่า ‘เกี๊ยวก่อนเดินทาง บะหมี่เมื่อกลับถึง’ ซึ่งเป็นการอวยพรให้ผู้ที่กำลังจะจากไปเดินทางโดยสวัสดิภาพ และต้อนรับผู้ที่กลับมาด้วยความอบอุ่น
***
ในขณะเดียวกันนั้น ซ่งอวี้หน่วนกับน้องชายก็เพิ่งเดินออกมาจากสหกรณ์การค้าและการตลาด ซ่งหมิงเซิ่งถึงจะเป็นเด็กที่ใช้เงินเก่ง แต่ก็รู้จักคิดคำนวณ เขาใช้เงิน 2 หยวนที่ได้มาจนเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่เฟินเดียว และตอนนี้ก็กำลังเดินตัวปลิวออกมา
สายตาของซ่งหมิงเซิ่งจับจ้องไปยังข้าวของพะรุงพะรังในมือพี่สาวอย่างละห้อย เขาซื้อของให้ทุกคนในบ้าน ทั้งครีมสระผม หวีไม้ และผ้าเช็ดหน้าสำหรับพี่สาว, บุหรี่ยี่ห้อต้าเซิงฉ่านหนึ่งกล่องให้คุณปู่, ลูกอมข้าวฟ่างให้คุณแม่, ใบมีดโกนหนวดให้คุณพ่อ, ส่วนของคุณย่าก็ได้ครีมทามือ กับขนมไข่อีก 2 ชิ้น
แต่เขากลับลืมซื้อของให้ตัวเองซะได้ พอนึกขึ้นได้ตอนออกมาข้างนอกแล้วก็อยากจะร้องไห้แต่ก็ไม่กล้า
ซ่งอวี้หน่วนเห็นแล้วก็อดขำในใจไม่ได้ แต่ก็แสร้งเอ่ยชมเสียงดังฟังชัดว่าหมิงเซิ่งเป็นเด็กดีจริงๆ ที่นึกถึงคนอื่นก่อนเสมอ แถมยังรู้ว่าพี่สาวดีที่สุด เลยซื้อของให้พี่สาวเยอะกว่าใครเพื่อน
คำชมนั้นทำให้เจ้าตัวเล็กที่กำลังเศร้าซึมกลับมายืดอกภูมิใจได้ในทันที เขาพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ ก่อนจะเดินนำหน้าพี่สาวไปด้วยท่าทางกระโดดโลดเต้นอย่างมีความสุข ซึ่งเป็นท่าเดินยอดฮิตของเด็กๆ ที่ผู้ใหญ่หลายคนก็อยากจะทำตามแต่ไม่กล้า
พอขึ้นมานั่งซ้อนท้ายจักรยาน ซ่งอวี้หน่วนก็ยัดลูกอมข้าวฟ่างก้อนหนึ่งเข้าปากน้องชาย เป็นลูกอมทำมือที่ไม่มีสารปรุงแต่งใดๆ รสชาติหวานนุ่มไม่ติดฟัน แถมยังอร่อยจนกินได้ทั้งลูกแม้กระทั่งกระดาษห่อชั้นในสุด
หมิงเซิ่งรีบกล่าวขอบคุณพี่สาว “ขอบคุณครับพี่สาว พี่สาวใจดีที่สุดเลย”
ซ่งอวี้หน่วนยิ้มอย่างพึงพอใจ เจ้าเด็กตะกละคนนี้หาได้ยากนักที่เวลาซื้อของแล้วจะไม่นึกถึงของโปรดของตัวเองก่อน แต่กลับเลือกที่จะซื้อของให้คนในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนึกถึงเธอเป็นคนแรก
นับเป็นนิสัยที่ดีที่ต้องส่งเสริมต่อ!
ทว่าเมื่อพวกเขาปั่นจักรยานมาถึงสี่แยก ก็มีรถจี๊ปคันหนึ่งแล่นมาจากทางทิศเหนือพอดี
หมิงเซิ่งหันไปมองเพียงแวบเดียวก็จำได้และตะโกนลั่น “รถคุณอาฉู่! คุณอาฉู่กลับมาแล้ว!”
ซ่งอวี้หน่วนถึงกับพูดไม่ออก เธอเรียกเขาว่า ‘พี่ฉู่’ แต่น้องชายตัวดีกลับเรียกเขาว่า ‘คุณอาฉู่’
ฉู่จื่อโจวจึงต้องจำใจหยุดรถ เขามองซ่งอวี้หน่วนอย่างผิดหวัง
เจ้าเด็กพวกนี้ช่างไม่มีหัวคิดเอาซะเลย! มาขัดจังหวะอะไรตอนนี้!
เขาตัดสินใจในใจทันทีว่าเงินรางวัล 200 หยวนที่ตั้งใจจะให้ จะต้องถูกหักออก 10 หยวนโทษฐานที่มาขัดจังหวะ
แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่เขากับซ่งถิงก็พูดคุยกันอย่างถูกคอ จนทำให้เขารู้ว่าอาจารย์จูม่านได้รับเธอเป็นลูกศิษย์แล้ว ซึ่งเรื่องนี้เขาเป็นคนเปิดประเด็นขึ้นมาก่อนเอง และก็ไม่คาดคิดเลยว่าคุณป้าจูม่านที่เขารู้จักจะได้พบกับซ่งถิงที่กำลังร้องเพลงอยู่กลางไร่นา ช่างเป็นเรื่องของพรหมลิขิตจริงๆ
ฉู่จื่อโจวหันไปพูดกับซ่งอวี้หน่วน “เอางี้ เอารถจักรยานของเธอไปเก็บไว้ท้ายรถแล้วมาด้วยกันเลย พอดีฉันมีของขวัญวันเด็กที่คนบางคนฝากมาให้เธอด้วย”
ดวงตาของซ่งอวี้หน่วนเป็นประกายวาววับ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นใครไปไม่ได้นอกจากกู้หวยอัน
ไม่เลวจริงๆ รู้ด้วยว่าควรจะฉลองเทศกาลอะไรให้เธอ วันเด็กนี่แหละที่เธอชอบที่สุด!
ตลอดเส้นทางกลับบ้านไม่มีใครเอ่ยอะไรอีก ไม่นานรถก็มาจอดอยู่ที่หน้าทำการกองพลน้อย
หลังจากลงจากรถ ซ่งถิงก็กล่าวขอบคุณฉู่จื่อโจวด้วยรอยยิ้ม ชายหนุ่มก้มหน้าพึมพำตอบรับในลำคอแล้วแกล้งไออกมาหลายครั้งเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย
ซ่งอวี้หน่วนเหลือบมองท่าทีนั้นด้วยรอยยิ้มรู้ทัน
ฉู่จื่อโจวจึงรีบยื่นกระเป๋าที่กู้หวยอันเตรียมไว้ให้เธออย่างเก้ๆ กังๆ แต่ก็จงใจไม่บอกว่าปกของใบประกาศนียบัตรที่อยู่ข้างในนั้นทำจากผ้าไหมเมฆาอันล้ำค่า
ในเมื่อกู้หวยอันไม่ได้บอก เขาก็ไม่จำเป็นต้องพูด แบบนี้จะมาโทษเขาไม่ได้ ใช่ไหมล่ะ
แต่เขาก็บอกเธอว่าในกระเป๋ามีใบประกาศนียบัตรรางวัลฉบับพิเศษที่กู้หวยอันตั้งใจขอมาเพื่อเธอโดยเฉพาะอยู่ด้วย
ซ่งอวี้หน่วนจึงเปิดกระเป๋าออก ค่อยๆ คลี่ผ้าฝ้ายที่ห่อหุ้มบางอย่างไว้ออก เมื่อสิ่งที่อยู่ข้างในปรากฏแก่สายตา เธอก็อุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ “หืม”
‘สีสันดุจผ้าไหมเมฆาบนสรวงสวรรค์ อาภรณ์แห่งจักรพรรดิบนโลกมนุษย์!’
ซ่งอวี้หน่วนยิ้มกว้างจนดวงตาโค้งเป็นเสี้ยวพระจันทร์
‘พี่ชายคะ... นี่พี่กำลังจะบอกว่านี่คือ ‘สาส์นรักผ่านม่านเมฆา’ ใช่ไหมคะเนี่ย’
[จบบท]