บทที่ 151: เดินทางไปซื้อของที่เทศมณฑล
ซ่งเหนียนถึงกับหน้าซีดเผือด “เสี่ยวหน่วน พอแล้วจริงๆ นะ”
เขาอยากจะรีบคว้าแขนหลานสาวแล้วเดินหนีไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด ถ้าไปเรียนพิเศษแล้วไม่จ่ายค่าเล่าเรียนขึ้นมาจริงๆ วันไหนเรื่องนี้ถูกซักไซ้ไล่เลียงแล้วตอบไม่ได้ จะเอาหน้าไปพบอาจารย์ใหญ่ชุยได้อย่างไร
ระหว่างทางกลับบ้าน ซ่งอวี้หน่วนก็หยุดเดินแล้วหันมาพูดกับอาของเธอ “อาจะร้อนตัวไปทำไมคะ อาก็ไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย ส่วนหนูเองก็ไม่ได้พูดจาโอ้อวดอะไรเลยนะ”
“หนูรู้จักกับคุณปู่หูที่เกษียณจากมหาวิทยาลัยอุตสาหกรรมจริงๆ เมื่อสองวันก่อนก็เพิ่งจะโทรศัพท์คุยกัน แถมพี่ตงก็เคยพูดเรื่องการจัดอบรมกับหนูมาก่อนแล้วด้วย
อำเภอหนานซานของเราก็ไม่ใช่เล็กๆ การคมนาคมก็สะดวกสบาย ทำไมจะสร้างโรงเรียนอาชีวศึกษาขึ้นมาสักแห่งไม่ได้ล่ะคะ” ซ่งอวี้หน่วนอธิบายต่อ
“อาเล็กคะ อีกไม่กี่วันหนูจะพาพ่อไปซื้อของที่เทศมณฑลพอดี แล้วก็ได้นัดกับคุณปู่หูไว้เรียบร้อยแล้วด้วย เรื่องนี้ก็เลยคิดว่าจะถือโอกาสถามท่านดู ถ้ามันเป็นไปได้ อาเล็กก็จะได้เป็นนักศึกษารุ่นแรกที่จบการศึกษาจากที่นี่
พอกลายเป็นคนมีวุฒิการศึกษา อาถึงจะมีความก้าวหน้าในโรงงานไม้ได้ แต่ถ้ามันทำไม่ได้ มันก็ต้องมีเหตุผลของมัน ถึงตอนนั้นหนูค่อยไปบอกอาจารย์ใหญ่ชุยอีกทีก็ได้
อาเล็กคะ ที่หนูทำทั้งหมดนี่ก็เพื่ออาหรอกนะ ไม่อย่างนั้นหนูไม่ยอมเสียเวลามาคิดเรื่องนี้ให้ปวดหัวหรอก” ซ่งเหนียนได้ฟังแล้วก็แทบจะร้องไห้ออกมาด้วยความตื้นตันใจอย่างท่วมท้น
หลานสาวของเขาถึงกับจะสร้างโรงเรียนสำหรับพนักงานและเจ้าหน้าที่เพื่อให้เขาได้เป็นใหญ่เป็นโตในหน้าที่การงานเชียวหรือนี่ เขาอยากจะร้องไห้จริงๆ
“เสี่ยวหน่วน ตอนนี้อาก็พอใจกับชีวิตที่เป็นอยู่มากแล้วนะ เราต้องค่อยเป็นค่อยไปเหมือนกินข้าวทีละคำ เดินทีละก้าวสิ ถ้าพ่อกับแม่ของหลานรู้เรื่องนี้เข้า พวกเขาต้องด่าอาตายแน่ๆ”
ซ่งอวี้หน่วนกลับยิ้มร่า “หนูอุตส่าห์ทุ่มเทเพื่ออาขนาดนี้แล้ว โดนด่าแค่ไม่กี่คำก็ทนๆ ฟังไปเถอะค่ะ”
ซ่งอวี้หน่วนและซ่งเหลียงกำลังนั่งอยู่บนรถไฟที่มุ่งหน้าไปยังเทศมณฑล ก่อนที่พวกเขาจะขึ้นรถ อาจารย์ใหญ่ชุยยังได้นำซองเอกสารสีน้ำตาลใบใหญ่มาส่งให้ถึงที่
ซึ่งข้างในบรรจุเอกสารเกี่ยวกับโรงเรียนภาคค่ำหนานซานเอาไว้ อันที่จริงอาจารย์ใหญ่ชุยก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก แต่ถ้าหากสามารถยืมชื่อของคุณปู่หูมาช่วยเสริมบารมีให้กับโรงเรียนภาคค่ำได้ ก็ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่แล้ว
อย่างน้อยที่สุด ตอนทำรายงานสรุปผลงานปลายปีก็ยังมีเรื่องให้เขียนถึงบ้าง
การเดินทางในครั้งนี้ซ่งอวี้หน่วนตั้งใจพาพ่อมาเลือกซื้อของเข้าร้าน แน่นอนว่าต้องไม่ลืมพ่วงเจ้าหางเครื่องตัวน้อยอย่างหมิงเซิ่งมาด้วย
ก่อนหน้านี้ ซ่งเหลียงและฉู่จื่อโจวได้รับความช่วยเหลือจากผู้เฒ่าจี้ พวกเขาวิ่งเต้นกันอยู่หลายวันจนในที่สุดก็สามารถจัดตั้ง ‘สถานีบริการเคลื่อนที่ของสหกรณ์การค้าและการตลาดหนานซาน’ ขึ้นมาได้สำเร็จ
ซึ่งแน่นอนว่าทั้งหมดนี้เป็นความคิดของซ่งอวี้หน่วน ในยุคนี้ยังไม่ค่อยมีคนออกมาตั้งแผงลอยกันมากนัก ทำให้พวกเขาดูเป็นตัวประหลาดในสายตาคนอื่น ไม่อย่างนั้นคราวก่อนคงไม่มีคนมาไล่จับพวกเขาหรอก
ด้วยเหตุนี้ซ่งอวี้หน่วนจึงคิดชื่อกิจการนี้ขึ้นมา โดยทำในรูปแบบของการรับเหมาส่วนบุคคลและมีหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอคอยให้การสนับสนุน ที่สำคัญเนื่องจากเป็นผู้ประกอบการรายแรก จึงได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมเป็นเวลา 3 ปีเต็ม
เดิมทีซ่งเหลียงก็มีใบอนุญาตประกอบการอยู่แล้ว ตอนนี้ยังได้มีหน้าร้านเป็นหลักเป็นแหล่ง ต่อไปไม่ว่าพวกเขาจะนำสถานีบริการเคลื่อนที่ไปจอดขายของที่ไหน ก็ถือว่าถูกกฎหมายและถูกระเบียบทุกอย่าง
ทั้งยังมีการพิมพ์จดหมายแนะนำตัว แกะสลักตราประทับประจำร้าน และเปิดบัญชีธนาคารเป็นของตัวเองอีกด้วย ในที่สุดความรู้สึกที่เคยเคว้งคว้างก็กลับมามั่นคงอีกครั้ง
เมื่อใกล้ถึงฤดูร้อน พวกเขาจึงวางแผนที่จะไปรับรองเท้าแตะรัดส้นและรองเท้าบูทกันฝนมาขาย อันที่จริงรองเท้าแตะรัดส้นในยุคสมัยนี้ทั้งไม่ทนทาน ไม่ระบายอากาศ แถมยังกัดเท้าอีกต่างหาก สู้ใส่รองเท้าผ้าที่เย็บเองยังจะดีเสียกว่า
แต่เพราะมันคือแฟชั่นที่ทุกคนพากันพูดว่า ‘ของมันต้องมี’ ใครมีไว้ในครอบครองสักคู่ก็สามารถเอาไปเดินอวดใครต่อใครได้แล้ว ไม่เว้นแม้แต่ผู้ใหญ่หรือเด็ก
***
ทันทีที่เดินทางถึงเทศมณฑลและก้าวลงจากรถไฟ ก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังชูป้ายและกวาดสายตามองไปรอบๆ บนป้ายนั้นมีตัวอักษรเขียนว่า ‘ซ่งเหลียง อำเภอหนานซาน’
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตของซ่งเหลียงที่ได้นั่งรถไฟจริงๆ เพราะในฐานะผู้ใหญ่บ้าน อย่างมากที่สุดเขาก็เคยไปแค่ที่คอมมูนเพื่อเข้าร่วมประชุมเท่านั้น ส่วนหมิงเซิ่งที่เคยเห็นโลกกว้างมาก่อนก็เริ่มอวดความรู้ของตัวเองไม่หยุด
“พ่อครับ สถานีรถไฟมีทางออกของมันนะ เดินมั่วซั่วไม่ได้ โอ๊ย พ่อเดินผิดทางแล้ว พ่อต้องตามผมกับพี่สาวมาสิครับ เดี๋ยวก็หลงทางหรอก”
ซ่งเหลียงได้แต่หัวเราะแล้วเอื้อมมือไปตบหัวลูกชายเบาๆ ขณะที่หมิงเซิ่งกำลังจะอ้าปากบอกว่าอย่าตบหัวเดี๋ยวจะโง่เอาได้ สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นคนถือป้ายเข้าพอดี จึงตะโกนเรียกเสียงดังลั่น “พ่อครับ นั่นชื่อพ่อ! ชื่อของพ่ออยู่ตรงนั้น”
ซ่งเหลียงเองก็คาดไม่ถึงว่าจะมีคนมารอรับพวกเขาที่สถานีด้วย
การเดินทางครั้งนี้ พวกเขายังได้นั่งรถเก๋งเป็นครั้งแรกในชีวิต เพื่อเดินทางไปยังบ้านพักรับรองสำหรับบุคคลภายใน ซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่สวยงามและเงียบสงบ โดยทั้งหมดนี้ได้รับการจัดการอย่างดีจากผู้เฒ่าหลินและผู้เฒ่าหู
ซ่งอวี้หน่วนหันไปบอกกับพ่อของเธอ “พ่อคะ ต่อไปเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นบ่อยๆ พ่อต้องทำตัวให้ชินนะคะ อีกอย่าง คุณปู่รองก็รู้จักกับพวกท่านทุกคนอยู่แล้วค่ะ”
ปู่รองงั้นหรือ นั่นก็หมายถึงอารองของเขาไม่ใช่หรือไร ซ่งเหลียงคิดในใจ
เขาเห็นลูกสาวเรียกคำว่า ‘ปู่รอง’ ได้อย่างสนิทสนมและคล่องปาก แต่ตัวเขาเองกลับรู้สึกไม่กล้าพอ มันเหมือนกับว่ากำลังฉวยโอกาสจากความสัมพันธ์นี้อยู่
เขาต้องรีบปรับทัศนคติของตัวเองใหม่ ไม่อย่างนั้นคงได้ทำให้ลูกสาวต้องอับอายขายหน้าเป็นแน่ โชคดีที่ครั้งนี้พวกเขาได้เตรียมจดหมายแนะนำตัวมาด้วย
เมื่อถึงที่พัก หมิงเซิ่งก็รบเร้าจะขอนอนห้องเดียวกับพี่สาวให้ได้
“หมิงเซิ่ง ลูกลองดูสิ มีเด็กที่ไหนจะได้นั่งรถไฟ นั่งรถเก๋ง แล้วยังได้มาพักในบ้านพักรับรองดีๆ แบบนี้เหมือนลูกบ้าง อย่าเอาแต่ใจสิ” ซ่งเหลียงเอ่ย
“แต่ผมเป็นคนตักน้ำมาให้พี่สาวล้างเท้า นวดไหล่ให้ แถมยังร้องเพลงเต้นรำให้พี่สาวมีความสุขด้วยนะครับ” หมิงเซิ่งเถียงกลับ
ซ่งเหลียง “...” ในใจพลันรู้สึกอิจฉาลูกชายขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก จึงได้แต่ไล่ให้ลูกชายรีบออกไปจากห้อง
เรื่องธุรกิจดำเนินไปอย่างราบรื่น ผู้เฒ่าหูมีลูกศิษย์คนหนึ่งซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นผู้จัดการโรงงานรองเท้าในเทศมณฑลแห่งนี้ เพียงแค่โทรศัพท์ไปสายเดียว อีกฝ่ายก็รับปากให้ความช่วยเหลือในทันที
ทั้งสามคนพ่อลูกจึงมุ่งหน้าไปยังโรงงานรองเท้าเป็นอันดับแรก ซึ่งผู้จัดการโรงงานก็ออกมาต้อนรับพวกเขาด้วยตัวเอง เพราะนี่คือเรื่องที่อาจารย์ผู้มีพระคุณของเขาได้กำชับมาเป็นพิเศษ
อีกทั้งท่านก็เพิ่งจะเกษียณไปหมาดๆ หากเขาบกพร่องในการต้อนรับแม้แต่น้อย ก็คงจะเลวร้ายเกินกว่าจะเป็นคนแล้ว
ภายในโรงงาน รองเท้าแตะรัดส้นหลากหลายสีสันถูกจัดวางเรียงรายอยู่เต็มไปหมด ซึ่งล้วนแต่มีดีไซน์ที่สะท้อนกลิ่นอายของยุคสมัยอย่างชัดเจน ซ่งอวี้หน่วนสังเกตเห็นว่าส้นรองเท้าส่วนใหญ่มักจะกลวงและมีโครงสร้างเป็นลายตารางสี่ช่อง ซึ่งหากเผลอไปเหยียบก้อนหินที่มีขนาดพอเหมาะเข้า ก็จะทำให้ก้อนหินเข้าไปติดคาอยู่ข้างใน ต้องมาเสียเวลานั่งแคะออกอย่างยากลำบาก
แถมพื้นรองเท้าโดยทั่วไปก็ยังบางมากอีกด้วย แต่เธอก็ไม่ได้เอ่ยถามถึงเหตุผลของดีไซน์เหล่านั้นออกไป หลังจากสอบถามเงื่อนไขการสั่งซื้อเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็ตัดสินใจสั่งรองเท้ายางจำนวน 1,000 คู่ รองเท้าแตะรัดส้นคละแบบคละขนาดอีก 5,000 คู่ และรองเท้าบูทกันฝนอีก 600 คู่
ในยุคนี้สินค้าประเภทเสื้อผ้าและรองเท้าไม่ต้องกลัวว่าจะขายไม่ออก แน่นอนว่าพวกเขาได้ราคาขายส่ง แถมผู้จัดการเหมยยังใจดีลดให้เป็นราคาพิเศษสำหรับลูกค้าภายใน พร้อมทั้งให้คำมั่นสัญญาว่าหากมาสั่งซื้อในครั้งต่อไปก็จะคิดให้ในราคานี้เช่นกัน
ซ่งเหลียงจึงกล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ว่านี่จะเป็นการช่วยเหลือผ่านเส้นสายของอาจารย์ผู้มีพระคุณ แต่อีกฝ่ายก็ยังเป็นหน่วยงานจัดจำหน่ายของรัฐอยู่ดี
เมื่อได้สินค้าครบแล้ว การขนส่งทางรถไฟถือเป็นวิธีที่ประหยัดที่สุด พอไปถึงสถานีเพื่อทำเรื่องจัดส่ง ซ่งเหลียงก็เพิ่งจะตระหนักได้ว่าหากไม่มีคนรู้จักคอยช่วยเหลือ การจะทำอะไรสักอย่างให้ลุล่วงนั้นช่างยากเย็นแสนเข็ญ
แต่โชคดีที่เรื่องทั้งหมดนี้มีผู้เฒ่าหลินคอยอำนวยความสะดวกให้ ทุกอย่างจึงผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่น
ยังไม่ทันที่ซ่งอวี้หน่วนจะได้หาโอกาสไปเยี่ยมคารวะผู้เฒ่าหูและผู้เฒ่าหลิน ทั้งสองท่านก็เดินทางมาหาพวกเขาถึงที่พักเสียก่อน พร้อมทั้งยังชวนไปรับประทานอาหารเย็นด้วยกันอีกด้วย
คราวนี้ซ่งเหลียงดูเป็นธรรมชาติและผ่อนคลายมากขึ้น เขารู้จักที่จะพกบุหรี่ไว้ในกระเป๋าเอกสาร และสามารถชวนคุยได้อย่างคล่องแคล่ว ราวกับได้ปลดล็อกความสามารถพิเศษที่ซ่อนเร้นอยู่ก็ไม่ปาน
ระหว่างมื้ออาหาร ชายชราทั้งสองต่างมองไปยังหมิงเซิ่งด้วยความเอ็นดู เด็กคนนี้ไม่ว่าจะกินอะไรก็ดูเจริญอาหารไปเสียหมด แถมยังมีหน้าตาน่ารักน่าชัง แก้มยุ้ยๆ นั้นแทบจะจมลงไปในชามข้าวอยู่แล้ว
ภาพที่เห็นทำให้ผู้อาวุโสทั้งสองพลอยเจริญอาหารและกินข้าวได้เพิ่มขึ้นอีกคนละชามอย่างที่ไม่เคยเป็นบ่อยนัก บรรยากาศจึงเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะผู้เฒ่าหลินและผู้เฒ่าหูต่างก็ปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนเป็นลูกหลานในครอบครัวของตัวเอง
ในโอกาสนี้ ซ่งอวี้หน่วนจึงได้นำซองเอกสารที่อาจารย์ใหญ่ชุยมอบให้ ส่งให้กับผู้เฒ่าหูพร้อมกับกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ตอนนี้บรรยากาศการเรียนรู้ของผู้คนในอำเภอหนานซานกำลังคึกคักมากเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นคนว่างงาน คนที่เพิ่งย้ายกลับมาจากต่างเมือง หรือแม้แต่คนงานในโรงงานต่างๆ ทุกคนต่างก็โหยหาความรู้กันมาก เหมือนกับต้นกล้าที่แห้งแล้งกำลังรอคอยหยาดฝนเลยค่ะ”
เธอเล่าต่อ “ตอนแรกหนูก็ตั้งใจจะไปสมัครเรียนพิเศษกับเขาบ้าง แต่ปรากฏว่าชั้นเรียนเต็มหมดแล้ว คิวยาวเหยียดไปจนถึงปีมะรืนเลยค่ะ แล้วบังเอิญผู้จัดการเจิ้งตงก็ได้พูดขึ้นมาว่า พนักงานบางตำแหน่งต้องเดินทางไปฝึกอบรมไกลถึงต่างถิ่น
ท่านเลยบ่นว่าถ้าที่นี่มีโรงเรียนสำหรับพนักงานและเจ้าหน้าที่เป็นของตัวเองก็คงจะดี ส่วนพวกเกษตรกรที่อยากจะเรียนรู้นั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยค่ะ พวกเขาแทบจะไม่กล้าฝันถึงเรื่องนี้ด้วยซ้ำ”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ซ่งอวี้หน่วนก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ “ถึงหนูจะเพิ่งกลับมาอยู่ที่หมู่บ้านได้แค่สองเดือนกว่าๆ แต่ก็สัมผัสได้เลยค่ะว่าพอเข้าสู่ยุค 80 ความกระหายในความรู้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในหมู่คนเมืองอีกต่อไปแล้ว แต่ยังรวมถึงพี่น้องเกษตรกรด้วยค่ะ”
ซ่งเหลียงได้แต่กะพริบตาปริบๆ เขารู้ว่าลูกสาวของเขาไม่ได้แค่พูดเล่นๆ แต่เธอกำลังจะลงมือทำมันจริงๆ ดูจากสีหน้าที่จริงจังของผู้เฒ่าหูและผู้เฒ่าหลินที่กำลังตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อก็รู้แล้ว
[จบบท]