บทที่ 154: เซี่ยซานหวาเปิดปากสารภาพ
ผู้เฒ่าหลินพลันตื่นจากภวังค์แห่งความฝัน แต่แล้วความวิตกกังวลก็ถาโถมเข้ามาแทนที่ เขากลัวเหลือเกินว่าภาพที่เห็นตรงหน้าจะเป็นเพียงหลุมขนาดใหญ่ที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำฝนเหมือนในความฝัน
ตลอดเส้นทาง เขารู้สึกกระสับกระส่ายอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็พยายามเก็บงำอาการเอาไว้ไม่ให้ใครเห็น โชคดีที่ระยะทางไม่ไกลนัก พวกเขาจึงเดินทางมาถึงในเวลาอันรวดเร็ว
ปฏิบัติการในครั้งนี้ถูกเก็บเป็นความลับสุดยอด แต่ผู้เฒ่าหลินก็ได้รายงานต่อกรมโบราณวัตถุแล้ว จึงมีรถยนต์อีกสองคันขับตามหลังมาด้วย
ทันทีที่ได้เห็นต้นหวยขนาดใหญ่ต้นเดียวกับในความฝัน ผู้เฒ่าหลินก็ถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาอย่างสุดจะกลั้น แม้โดยปกติแล้วเขาจะเป็นผู้ที่ไม่เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ในวินาทีนี้ เขากลับเชื่ออย่างสุดหัวใจว่าทุกอย่างล้วนเป็นลิขิตจากสวรรค์
ความฝันในคืนนั้นไม่ใช่แค่จินตนาการที่เกิดจากความคิดฟุ้งซ่าน แต่มันอาจเป็นลางบอกเหตุถึงอนาคตที่จะเกิดขึ้นจริงๆ ความเจ็บปวดและเสียใจอย่างสุดซึ้งในความฝัน จะไม่มีวันเกิดขึ้นในความเป็นจริงอีกต่อไป
“คุณปู่หลิน ดูตรงนั้นสิคะ หนูรู้สึกว่าน่าจะใช่ที่นั่น” ซ่งอวี้หน่วนชี้ไปยังต้นหวยที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลๆ
ผู้เฒ่าหลินพยักหน้ารับ ซ่งอวี้หน่วนจึงหันไปบอกให้น้องชายเล่นรออยู่ข้างๆ รถเก๋ง อันที่จริง การพาเด็กซนๆ อย่างเขามาด้วยอาจจะไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก แต่ถ้าไม่พามาด้วย มีหวังได้ร้องไห้บ้านแตกแน่ๆ เธอหันไปมองซ่งหมิงเซิ่งอีกครั้ง เด็กน้อยก็ยิ้มแฉ่งพลางโบกไม้โบกมือให้เธอ
คณะเดินทางมาถึงใต้ต้นหวยขนาดใหญ่ในที่สุด เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเริ่มนำเครื่องมือเฉพาะทางออกมาทำการตรวจสอบ ไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่ทันทีที่จ้วงพลั่วลงไป ก็เกิดเสียงดังแคร๊งสะท้อนขึ้นมา ทุกคนต่างรีบกรูเข้ามามุงดูด้วยความตื่นเต้น ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเจอเข้าแล้ว
แน่นอนว่าในสถานการณ์เช่นนี้จะขุดค้นกันตามอำเภอใจไม่ได้อีกต่อไป นี่คืองานของผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ พื้นที่โดยรอบจึงถูกปิดล้อมและควบคุมอย่างเข้มงวดทันที
ผู้เฒ่าหลินตัดสินใจไม่กลับไปไหน เขาตั้งใจจะปักหลักเฝ้าอยู่ที่นี่ แต่ซ่งอวี้หน่วนและครอบครัวต้องเตรียมตัวเดินทางกลับแล้ว
“ใบประกาศนียบัตรของเสี่ยวหน่วนทำเสร็จแล้ว อยู่ในกระเป๋าเอกสารของฉันในรถนั่นแหละ” ผู้เฒ่าหลินบอกกับผู้เฒ่าหู ก่อนจะเดินทางมา เขาไม่ได้คาดหวังว่าจะเจออะไรที่นี่เลยแม้แต่น้อย
ที่หน้าบ้านพักรับรอง ผู้เฒ่าหูได้บอกกับซ่งอวี้หน่วนว่าภารกิจครั้งนี้จะมีเงินรางวัลมอบให้ด้วย และคาดว่าเขาคงจะต้องเดินทางไปยังอำเภอหนานซานในเร็วๆ นี้ และจะถือโอกาสนำเงินไปมอบให้เธอด้วยตัวเอง
“คุณปู่หู หนูอยากจะโทรศัพท์หาอาจารย์ใหญ่ชุยหน่อยค่ะ” ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยขอ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ปัญหา หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ผู้เฒ่าหูก็กำชับกำชาซ่งเหลียงอีกสองสามประโยค ก่อนจะรีบร้อนจากไป
ภายในรถยนต์ที่กำลังเคลื่อนตัวออกไป ผู้เฒ่าหูมีสีหน้าเปี่ยมสุข ดวงตาทั้งสองข้างทอประกายเจิดจ้า มือไม้ก็ตบลงบนต้นขาของตัวเองไม่หยุด เขาอยากจะร้องเพลงฉลองชัยชนะให้ก้อง แต่ก็ต้องรีบหุบปากลงทันที
บางครั้งบางคราวก็ต้องรู้จักกาลเทศะ แม้ความเชื่องมงายจะเป็นสิ่งที่ไม่ควรยึดถือ แต่ก่อนที่ทุกอย่างจะลุล่วงไปด้วยดี ก็ไม่ควรโอ้อวดหรือทำตัวโดดเด่นจนเกินไป
***
ในขณะเดียวกัน ที่ห้องหนังสือของบ้านตระกูลเซี่ย เซี่ยโป๋เหวินกำลังจ้องมองเซี่ยซานหวาที่คุกเข่าอยู่บนพื้นด้วยใบหน้าเคร่งขรึมเย็นชา
วันนี้เป็นวันที่เขาเข้ารับตำแหน่งประธานกรรมการคนใหม่ ที่ทำงานเพิ่งจัดงานเลี้ยงฉลองให้เขาอย่างยิ่งใหญ่ เมื่อมองย้อนกลับไปในเส้นทางชีวิตที่ผ่านมา เขาก็รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง การทำในสิ่งที่ถูกต้อง ในยุคสมัยที่ถูกต้อง คือคติประจำใจของเขา
และตอนนี้ นโยบายการปฏิรูปและเปิดประเทศกำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ เขาตั้งใจว่าจะกระโจนสู่แวดวงธุรกิจ เพื่อเป็นผู้บุกเบิกคลื่นลูกแรก และด้วยความสามารถของเขา เขามั่นใจว่าจะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน
โดยปกติแล้วเขาเป็นคนที่ไม่ชอบทำตัวโดดเด่นและค่อนข้างเก็บตัว ตอนที่อยู่ในรถ เขายังอุตส่าห์เอ่ยปากทักทายคนขับรถด้วยความเป็นห่วงเป็นใย แถมยังบอกอีกว่าจะดึงตัวไปทำงานด้วยกัน
คนขับรถถึงกับดีใจจนน้ำตาแทบไหล หลังจากพูดคุยกันเล็กน้อย เขาก็เดินทางกลับมายังบ้านพัก ซึ่งเขาจะอาศัยอยู่ที่นี่อีกเพียงไม่นาน ก่อนจะย้ายไปยังบ้านพักหลังใหม่ที่ใหญ่โตกว่าเดิม
ที่นี่ไม่ใช่เรือนสี่ประสานทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เป็นเพียงบ้านทรงดินสองชั้นที่สร้างขึ้นในยุคหลัง (แน่นอนว่าเขาก็มีเรือนสี่ประสานเป็นของตัวเองเช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้ไปอยู่เท่านั้น)
บ้านหลังใหม่ของเขาเป็นบ้านสไตล์ตะวันตกสามชั้นที่ตกแต่งภายในอย่างหรูหรา พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยและสะดวกสบายอย่างถึงที่สุด
แน่นอนว่าเขาไม่ได้ใส่ใจเรื่องความสะดวกสบายเหล่านี้มากนัก เพราะหน้าที่การงานย่อมต้องมาก่อนเสมอ ใครบ้างเล่าจะไม่ปรารถนาในความสำเร็จและชื่อเสียง เขาก็เช่นกัน
บ้านทั้งหลังเงียบสงัด แต่เมื่อก้าวเข้าไปในห้องนั่งเล่น เขาก็พบกับซ่างกวนอวิ๋นฉีและน้องชายของเขา เซี่ยซานหวา ซึ่งทั้งสองต่างก็มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
ในมือของเซี่ยซานหวาประคองกล่องไม้ใบหนึ่งเอาไว้ ก่อนจะเปิดมันออกต่อหน้าพี่ชายของเขา คนอย่างเซี่ยโป๋เหวินน้อยครั้งนักที่จะแสดงอาการตกใจจนเสียกิริยา แต่ในวินาทีนั้น เขากลับควบคุมตัวเองไม่อยู่ เขาจึงรีบพาทั้งสองคนเข้าไปในห้องหนังสือเพื่อคุยกันเป็นการส่วนตัว
อันที่จริง ตลอดการเดินทางบนรถไฟ เซี่ยซานหวาครุ่นคิดอย่างหนักว่าจะยังไม่มอบกล่องไม้ใบนี้ให้พี่ชายรองในทันที เขากลัวว่าพี่ชายรองจะทุบตีเขาจนตายคาที่ แต่ครั้นพอนำกล่องกลับมาเก็บไว้ที่บ้าน แม้จะไม่กล้าเปิดดู แต่เขาก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีหวงเสี่ยวชุ่ยคอยก่อกวนให้รำคาญใจไม่หยุดหย่อน หลังจากทนทุกข์ทรมานอยู่สามวันเต็ม เขาก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงตัดสินใจเดินทางมายังบ้านของพี่รอง
ซ่างกวนอวิ๋นฉียังไม่รู้เรื่องการกลับมาของเขา จนกระทั่งเมื่อได้เห็นสิ่งที่อยู่ในกล่องไม้ เธอก็ระเบิดอารมณ์ออกมาทันที ด่าทอว่าเขาเป็นตัวไร้ประโยชน์สิ้นดี เรื่องแค่นี้ก็จัดการให้เรียบร้อยไม่ได้ พลางไล่ให้เขารีบไสหัวออกไปให้พ้นๆ
คำด่าทอนั้นกลับจุดไฟโทสะให้เซี่ยซานหวา เขาจึงสวนกลับไปว่าจะรอให้พี่รองกลับมาเป็นผู้ตัดสินใจ ในเมื่อพี่ใหญ่จากไปแล้ว พี่รองก็มีฐานะเป็นดั่งลูกชายคนโตของบ้าน ส่วนเขาซึ่งเป็นน้องคนสุดท้องย่อมไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจใดๆ ทั้งสิ้น
จากนั้นเขาก็หันไปต่อว่าซ่างกวนอวิ๋นฉีอย่างหัวเสีย “ถ้าไม่ใช่เพราะพี่มาพูดเรื่องของสืบทอดตระกูล ผมจะถ่อไปถึงอำเภอหนานซานทำไม แล้วจะเอากล่องไม้นี่กลับมาเพื่ออะไรอีก อีกอย่าง นั่นก็พ่อแม่สามีของพี่เหมือนกันนะ!” ตอนที่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ เธอไม่เคยคิดจะปรนนิบัติรับใช้แม้แต่วันเดียว ต่อไปนี้ก็ควรจะเป็นหน้าที่ของเธอที่ต้องรับผิดชอบดูแล
ดังนั้น เมื่อเข้ามาในห้องหนังสือ ไม่รอให้ซ่างกวนอวิ๋นฉีได้เอ่ยปาก เซี่ยซานหวาก็โพล่งเรื่องราวทั้งหมดออกมาตั้งแต่ต้นจนจบอย่างไม่คิดชีวิต เขารู้ดีว่าพี่สะใภ้ของตนมีทั้งโควตาเข้ามหาวิทยาลัยและมีพี่รองคอยหนุนหลัง
แต่ถ้าพี่รองเกิดโมโหขึ้นมาจริงๆ ก็ไม่มีใครหน้าไหนจะต้านทานได้ เขาไม่ใช่คนโง่ อายุอานามก็ 50 กว่าแล้ว ย่อมมองออกว่าพี่สะใภ้คนนี้พึ่งพาไม่ได้ ท้ายที่สุดแล้วคนที่เขาต้องพึ่งพิงก็คือพี่รองของตัวเอง
อีกทั้งยายแก่จูเฟิ่งนั่นก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ไม่เหลือเค้าความอ่อนโยนในอดีตอีกต่อไป กลับมองเขาราวกับเป็นศัตรูคู่อาฆาต ด้วยเหตุนี้ เขาจึงตัดสินใจสารภาพความจริงทั้งหมด
กล่องไม้ถูกวางลงบนโต๊ะหนังสือ เซี่ยโป๋เหวินรู้สึกเพียงว่าเส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ อย่างรุนแรง ในชีวิตของเขาน้อยครั้งนักที่จะต้องเผชิญกับปัญหาที่จัดการได้ยากเย็นเช่นนี้
สมัยนี้ไม่เหมือนกับช่วงหลายปีก่อน ที่จะแอบเผาทิ้งหรือโยนทิ้งไปโดยไม่สนใจไยดีก็ได้ แต่ตอนนี้มันกลับมาวางเด่นอยู่บนโต๊ะหนังสือของเขา ทำเอาเขาอยากจะทุบตีน้องชายให้ตายคาที่เสียให้รู้แล้วรู้รอด
เซี่ยซานหวาขมวดคิ้วพลางลูบหัวเข่าของตัวเองเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นยืนแล้วพูดเสียงอ่อย “ผมไม่ใช่เด็กแล้วนะ ขาของผมมันคุกเข่านานๆ ไม่ไหว”
เซี่ยโป๋เหวินเหลือบมองภรรยาที่นั่งหน้าบึ้งตึงอยู่ข้างๆ แล้วเอ่ยถามขึ้น “คุณไปได้ยินมาจากไหนว่าจูเฟิ่งเอาของสืบทอดตระกูลเซี่ยไป”
“เซี่ยโป๋เหวิน คุณกำลังสอบสวนฉันอยู่เหรอ” ซ่างกวนอวิ๋นฉีตวาดกลับอย่างไม่พอใจ
ชายหนุ่มนวดขมับเบาๆ ก่อนจะถามต่อ “จูเฟิ่งขอให้คุณช่วยจัดหางานในอำเภอหนานซานให้หลานสาวของเธอ คุณจัดการให้เรียบร้อยแล้วหรือยัง”
ซ่างกวนอวิ๋นฉีไม่อยากตอบคำถามของสามี ตอนแรกคิดจะลุกหนีไปให้พ้นๆ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่หมู่บ้านหลิ่วซู่กันแน่ เพราะเซี่ยซานหวาเอาแต่ปิดปากเงียบ แถมยังทำหน้าเหมือนเห็นผีมาอีก เธอจึงทำได้เพียงนั่งลงบนเก้าอี้ตามเดิม แล้วหัวเราะเยาะออกมา
“จัดให้เหรอ ทำไมฉันต้องฟังคำสั่งของเธอด้วย หลานสาวคนนั้นของเธอทั้งเรียนไม่ดี สอบจบมัธยมต้นยังไม่ผ่านเลยด้วยซ้ำ ต้องให้คนที่บ้านวิ่งเต้นใช้เงินยัดเข้าไปถึงจะเรียนจบมาได้ ตัวไร้ประโยชน์แบบนั้นจะให้ไปทำงานที่สถานีค้าธัญพืชให้ขายขี้หน้าตระกูลเซี่ยของคุณรึไง”
เซี่ยโป๋เหวินขมวดคิ้วมุ่น “แสดงว่าคุณไม่ได้จัดให้?”
“นิสัยหล่อนก็ไม่ดีอีกต่างหาก” ซ่างกวนอวิ๋นฉีพูดเยาะเย้ยต่อ
“ตอนนั้นถูกสลับตัวไป พอตระกูลฉินเจอตัวจริงแล้วส่งกลับบ้านนอก ก็เอาแต่คิดจะผูกคอตายบ้าง กระโดดน้ำตายบ้าง ความประพฤติก็ย่ำแย่ ได้ยินว่าเพื่อจะขายผักแค่ไม่กี่กำก็ไปพัวพันกับตาแก่ที่ไหนก็ไม่รู้ คุณลองคิดดูสิว่าถ้าใช้ชื่อตระกูลเซี่ยไปฝากฝังให้เข้าทำงานที่สถานีค้าธัญพืช สุดท้ายแล้วคนที่เสียหน้าไม่ใช่คุณเซี่ยโป๋เหวินหรอกเหรอ”
เซี่ยซานหวาพลันเงยหน้าขึ้นมองพี่สะใภ้ของตน ในหัวพลันนึกถึงเด็กสาวรุ่นหลานคนนั้นที่เตะเขาหนึ่งที พร้อมกับสายตาอันเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ เพียงเท่านั้น เขาก็รู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
[จบบท]