บทที่ 161: สาวน้อยผู้มีความคิดเพ้อฝัน
หลังจากสมาชิกคอมมูนรับส่วนแบ่งของตัวเองกันไปจนหมดแล้ว ซ่งอวี้หน่วนก็จูงมือเสี่ยวฮวาที่กำลังเหนียมอายเดินกลับมาขอรับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติม
ผลก็คือ ที่ทำการกองพลน้อยมอบเงินพิเศษให้สาวน้อยทั้งสองคนละ 1 หยวนเป็นรางวัล
เสี่ยวฮวาดีใจสุดๆ แค่ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ เธอทำเงินได้ตั้ง 3 หยวน แถมยังมีเนื้อหมูอีกครึ่งจินติดไม้ติดมือกลับบ้าน แม่ของเธอบอกว่าคืนนี้จะทำเกี๊ยวให้กินกันด้วย
ฉู่จื่อโจวไล่สายตาดูสมุดบัญชีของกองพลน้อยแล้วก็อดที่จะยอมรับไม่ได้ว่า ความรู้สึกที่ได้เห็นตัวเลขในบัญชีเพิ่มขึ้นนี่มันดีต่อใจจริงๆ
ถึงแม้ว่าการทำไร่ไถนาและเลี้ยงหมูจะเป็นโครงการที่ให้ผลตอบแทนในระยะยาว แต่ในตอนนี้ สิ่งที่ชาวบ้านต้องการจริงๆ คือเงินด่วนเพื่อมาแก้ปัญหาปากท้องเฉพาะหน้า
เขากำลังจะเอ่ยปากถามซ่งอวี้หน่วนว่ามีไอเดียใหม่ๆ อะไรอีกไหม แต่เจ้าตัวก็จูงมือโจวเสี่ยวฮวาวิ่งฉิวหายไปไกลลิบเสียแล้ว
***
ตู้เจิ้นไห่ถูกจับขังเดี่ยวจริงๆ
ถึงแม้เหล่าหลิวจะเดินทางมาถึงที่ แต่คำตัดสินเดิมก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
เหล่าหลิวรู้สึกหนักใจไม่น้อยที่จะต้องไปรายงานเรื่องนี้ให้ซ่างกวนอวิ๋นฉีฟัง แต่บุญคุณที่เขาติดค้างอยู่คือของตาเฒ่าเซี่ย ไม่ใช่ของซ่างกวน ดังนั้นเขาจึงสลัดเรื่องนี้ออกจากหัวไปอย่างรวดเร็ว
เขาถึงกับตกตะลึงเมื่อได้ฟังแผนการใหญ่ที่โค่วฮุยเล่าให้ฟังว่าอำเภอหนานซานกำลังวางแผนจะทำอะไรกันอยู่
เนื่องจากเรื่องนี้อยู่นอกเหนือขอบเขตความรับผิดชอบของเขา เขาจึงไม่เคยระแคะระคายเรื่องนี้มาก่อนเลย
เหล่าหลิวเอ่ยขึ้นอย่างลังเล “อาจารย์ใหญ่หูเป็นคนซื่อตรงมากนะ ไม่ใช่คนที่พูดจาหว่านล้อมได้ง่ายๆ พวกคุณไปติดต่อกับเขาได้ยังไงกัน”
โค่วฮุยยิ้มบางๆ “เรื่องนี้... ขอเก็บเป็นความลับไว้ก่อนนะครับ”
เหล่าหลิวรู้ดีถึงสถานการณ์ที่ยากลำบากของโค่วฮุย และรู้เรื่องความบาดหมางระหว่างเขากับผู้เฒ่าเซี่ยเป็นอย่างดี แต่ในเมื่อทุกคนต่างก็เป็นผู้ใหญ่กันแล้ว จึงไม่มีใครนำเรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องงาน และแยกแยะเรื่องราวตามความเป็นจริง
เมื่อเป็นเช่นนั้น เหล่าหลิวจึงไม่ซักไซ้ต่อ “เอาเป็นว่า ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ถ้ามีอะไรที่ผมพอจะช่วยได้ ก็บอกมาได้เลยนะ”
โค่วฮุยคิดในใจว่าคงไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องรบกวนหรอก แต่ก็ยังกล่าวขอบคุณในความมีน้ำใจของเหล่าหลิวอยู่ดี
โค่วฮุยมีลางสังหรณ์ว่าแผนการนี้จะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน เขาจึงโทรศัพท์ไปหาอาจารย์ใหญ่ชุย กำชับให้คอยติดต่อกับซ่งอวี้หน่วนไว้เป็นระยะๆ เผื่อว่าอาจจะมีข่าวคราวความคืบหน้าอะไรใหม่ๆ
ในขณะเดียวกัน ผู้อำนวยการต้วนก็อาศัยจังหวะที่จะมอบเงินรางวัลให้ซ่งอวี้หน่วนเป็นข้ออ้าง ชวนเธอไปทานข้าวที่ร้านอาหารของรัฐ โดยไม่ลืมที่จะชวนซ่งเหนียนไปด้วย
การมอบเงินรางวัลในครั้งนี้จัดขึ้นอย่างเป็นทางการในห้องประชุม เพื่อให้ทุกคนได้รับรู้ว่าโต๊ะอาหารพับได้ที่กำลังอยู่ในสายการผลิตและมียอดสั่งซื้อถล่มทลายอยู่ในขณะนี้ คือผลงานการออกแบบของซ่งอวี้หน่วนนั่นเอง
ผู้อำนวยการต้วนนั้นใจป้ำสุดๆ เขาให้เงินรางวัลสูงถึง 300 หยวน ซึ่งจำนวนเงินก้อนนี้เทียบเท่ากับค่าแรงเกือบทั้งปีของคนงานคนหนึ่งเลยทีเดียว
แน่นอนว่าต้องมีคนที่ทั้งอิจฉาและตาร้อน แต่ผู้อำนวยการต้วนก็ได้ประกาศกร้าวไปแล้วว่า หากใครสามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้เหมือนซ่งอวี้หน่วน เขาก็พร้อมที่จะมอบเงินรางวัลให้เช่นกัน
คำประกาศนี้ปลุกไฟในตัวของเหล่าคนงานให้ลุกโชนขึ้นมาทันที
ในระหว่างมื้ออาหาร ผู้อำนวยการต้วนก็เอ่ยถามซ่งอวี้หน่วนขึ้นมาว่า “เสี่ยวหน่วน ถ้าว่ากันตามศักดิ์แล้ว เราก็เป็นญาติกันผ่านทางอาเล็กของหนูนะ บอกลุงหน่อยได้ไหมว่าโอกาสที่จะจัดตั้งวิทยาลัยเจ้าหน้าที่ขึ้นมาได้สำเร็จมันมีมากน้อยแค่ไหนกัน”
ซ่งอวี้หน่วนตอบ “เรื่องนี้พูดยากนะคะ”
“ก็ลองพูดมาคร่าวๆ ดูสิ”
มีหรือที่ซ่งอวี้หน่วนจะพูดอะไรส่งเดช เธอจึงถามกลับไปว่า “ลุงต้วนคะ งั้นลุงช่วยบอกหนูก่อนได้ไหมคะว่าความเป็นไปได้ที่ว่าเนี่ย มันส่งผลกับเรื่องอะไรบ้าง”
ผู้อำนวยการต้วนตบไหล่ซ่งเหนียนที่นั่งอยู่ข้างๆ เบาๆ “หลานสาวของนายนี่ฉลาดหลักแหลมจริงๆ”
แล้วจึงอธิบายต่อว่า “คืออย่างนี้นะ ถ้าความเป็นไปได้มันสูง ลุงก็จะได้บริจาคเยอะหน่อย แต่ถ้ามันต่ำ ลุงก็จะบริจาคน้อยลงหน่อย เสี่ยวหน่วน หนูอาจจะไม่รู้ว่าตอนนี้สถานะการคลังของประเทศเรากำลังฝืดเคือง การขอเงินจัดสรรก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ พวกเราเองก็ต้องสร้างผลกำไรขึ้นมา เพื่อที่จะได้มีเงินมาจ่ายค่าแรงให้คนงาน เงินทุกแดงทุกสลึงต้องใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด”
แน่นอนว่าเรื่องที่เขาควักกระเป๋าตัวเองจ่ายค่าอาหารมื้อนี้ เขาย่อมไม่พูดออกมา
ซ่งอวี้หน่วนนึกถึงภาพการระดมพลครั้งใหญ่ของอำเภอหนานซานแล้วจึงพยักหน้า “มีความเป็นไปได้ 80% ค่ะ”
คำตอบของเธอทำให้ผู้อำนวยการต้วนถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น
ถ้ามีความเป็นไปได้ถึง 80% ล่ะก็ โอกาสสำเร็จก็อยู่แค่เอื้อมแล้ว เขารีบชี้ไปที่จานหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วบนโต๊ะแล้วบอกกับซ่งอวี้หน่วนทันที “หมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วของพ่อครัวใหญ่ที่ร้านอาหารของรัฐสาขาที่ 1 นี่รสชาติเด็ดขาดอย่าบอกใคร โดยเฉพาะถ้าน้ำราดของมันมาคลุกข้าวสวยร้อนๆ นะ อร่อยเหาะ”
ซ่งอวี้หน่วนเป็นเด็กว่าง่าย เธอใช้ช้อนเล็กๆ ตักน้ำราดมาคลุกกับข้าวสวยในชามของตัวเอง
พอตักเข้าปากไปคำแรกเท่านั้นแหละ ว้าว! เหมือนมีรสชาติมาประทุระเบิดอยู่ในปาก
หอมอร่อยอะไรขนาดนี้!
***
พอกลับถึงบ้าน ซ่งอวี้หน่วนก็เปิดดูสมุดบันทึกเงินรางวัลของเธอ ซึ่งทั้งหมดถูกเก็บไว้อย่างดีในหีบไม้ใบเล็กที่คุณปู่ของเธอตั้งใจทำให้เป็นพิเศษ
เงินสดทั้งหมดถูกนำไปฝากธนาคารไว้ก่อน จากนั้นเธอก็หยิบสมุดบันทึกอีกเล่มหนึ่งขึ้นมาจดวันที่ที่เธอได้รับรางวัลเอาไว้
เธอคิดว่าพอแก่ตัวไป นี่ก็จะเป็นความทรงจำดีๆ เกี่ยวกับเงินทองให้ได้นึกถึง
***
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง จดหมายที่ถูกส่งผ่านมาทาง ‘ไปรษณีย์ด่วนพิเศษ’ ของคอกม้าเจิ้นเป่ย ก็ถูกส่งถึงมือของกู้หวยอันซึ่งกำลังยืนรออยู่ที่หน้าประตูใหญ่อย่างพอดิบพอดี
บุรุษไปรษณีย์คนนี้ได้สกัดจดหมายฉบับนี้มาจากที่ทำการไปรษณีย์ของอำเภอหนานซาน แล้วนำมาส่งให้พร้อมกับพัสดุอื่นๆ
เมื่อภารกิจลุล่วง เขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
กู้หวยอันกล่าวขอบคุณอีกฝ่าย ก่อนจะถือจดหมายเดินสบายๆ กลับไปยังห้องทำงานของเขา
ทว่าผู้รับผิดชอบอีกคนของฐานทัพหลงหังกลับมีสีหน้าราวกับเห็นผีสางก็ไม่ปาน
กู้หวยอันเนี่ยนะ กำลังรอจดหมาย?
พระเจ้าช่วยกล้วยทอด!
ใครกันที่ส่งมาให้เขา? เพื่อนทางจดหมาย หรือว่าแฟนสาว? เลขาธิการอาวุโสพลันนึกถึงคำกำชับลับๆ ของผู้เฒ่ากู้ขึ้นมาทันที
แล้วก็รู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาทันควัน
ต้องทำอย่างแนบเนียน ไม่ให้เป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น และที่สำคัญที่สุดคือห้ามให้กู้หวยอันรู้ตัวเด็ดขาด
ถ้ากู้หวยอันรู้ตัวขึ้นมา แล้วกล้าบอกว่าเป็นฝีมือของผู้เฒ่ากู้ล่ะก็ มีหวังได้เจอดีแน่
นี่มันภารกิจที่ยากเย็นแสนเข็ญจริงๆ
อย่าเห็นว่าหวยอันยังหนุ่ม แต่เขาก็มีพรรคพวกของตัวเองนะจะบอกให้
เลขาธิการอาวุโสรีบผละจากหน้าต่างมาที่ประตูทันที เตรียมจะเดินไปหากู้หวยอันเพื่อปรึกษาหารือเรื่องงานบังหน้า
แต่ทว่าในตอนนั้นเอง กู้หวยอันก็ได้ปิดประตูห้องทำงานของเขาลงกลอนสนิทเรียบร้อยแล้ว
เขาหยิบซองจดหมายขึ้นมาพิจารณาครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ฉีกซองเปิดจดหมายออก
แวบแรกที่เห็น เขาก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เพราะในซองมีกระดาษจดหมายเพียงแผ่นเดียว นั่นหมายความว่าคงเขียนมาได้ไม่กี่ประโยค
เมื่อก้มลงอ่าน ก็พบว่าเป็นข้อความที่สั้นกระชับและชัดเจนสมกับที่คาดไว้จริงๆ
แล้วสายตาของเขาก็ไปสะดุดเข้ากับคำถามที่ซ่งอวี้หน่วนขอให้เขาช่วยหาคำตอบให้
กู้หวยอันถึงกับตกใจจนตาเบิกโพลง ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ
สาวน้อยคนนี้ช่างล้อเล่นเก่งจริงๆ
คิดจะสร้างบ้านด้วยอากาศเนี่ยนะ
ช่างเป็นความคิดที่เพ้อฝันอะไรอย่างนี้!
อากาศที่ไหนในโลกนี้จะเอามาสร้างบ้านได้กัน? แต่เมื่อเขาอ่านทวนเป็นครั้งที่สอง เขากลับสัมผัสได้ถึงความจริงจังที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงของซ่งอวี้หน่วน
หลังจากนิ่งเงียบไปชั่วครู่ กู้หวยอันก็เริ่มจริงจังขึ้นมาบ้าง
เขาอ่านจดหมายซ้ำอีกรอบ แต่ยังไม่ทันจะได้เก็บเข้าที่ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น “หวยอันอยู่ไหม นี่ปู่เองนะ ปู่เข้าไปล่ะนะ”
น้ำเสียงนั้นราวกับว่าเขากำลังทำเรื่องลับๆ ล่อๆ อะไรอยู่ในห้องทำงานอย่างนั้นแหละ
กู้หวยอันรีบเก็บจดหมายใส่ลิ้นชักแล้วล็อกกุญแจทันที ซึ่งลิ้นชักนั้นก็ว่างเปล่า ราวกับถูกเตรียมไว้เพื่อเก็บจดหมายฉบับนี้โดยเฉพาะ
เลขาธิการอาวุโสจ้องมองกู้หวยอันไม่วางตา
กู้หวยอันหยิบปากกาหมึกซึมขึ้นมา พลางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “มีอะไรก็ว่ามาเลยครับ”
อันที่จริงตอนนี้เลขาธิการอาวุโสยังไม่มีเรื่องอะไรจะคุยกับเขาเลย
เขาไอออกมาสองสามครั้ง พลางครุ่นคิดว่าจะเริ่มบทสนทนาอย่างไรดี
แต่กู้หวยอันกลับเป็นฝ่ายชิงถามขึ้นก่อน “เป็นปู่ของผมที่ให้คุณปู่มาสืบเรื่องส่วนตัวของผมใช่ไหมครับ”
เลขาธิการอาวุโสรีบปฏิเสธเป็นพัลวัน “ไม่ใช่เลยนะ ปู่ไม่ได้ติดต่อกับปู่ของเธอมาตั้งนานแล้ว”
ทั้งๆ ที่เพิ่งจะคุยโทรศัพท์กันไปเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เอง
กู้หวยอันไม่ได้เปิดโปงคำโกหกนั้น แต่กลับพูดขึ้นช้าๆ ว่า “ปู่สวีครับ ตอนนี้เป็นเวลางานนะครับ การพูดคุยเรื่องส่วนตัวเป็นสิ่งที่ไม่ได้รับอนุญาต”
เลขาธิการอาวุโสถึงกับหน้าเจื่อน เพราะกฎข้อนี้เขาเป็นคนตั้งขึ้นมากับมือ
เขาจึงรีบเปิดประตูแล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
กู้หวยอันก้มลงมองลิ้นชัก ก่อนจะหยิบกุญแจออกมาเปิดมันอีกครั้งอย่างไม่รู้จักเบื่อ แล้วอ่านจดหมายซ้ำอีกสองรอบ
‘สร้างบ้านด้วยอากาศ?’
จะเริ่มจากตรงไหนดีล่ะ? เขาเริ่มขบคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง
ในชั่วขณะนั้น เขายังคิดหาทางออกไม่ได้ แต่จะไม่ตอบจดหมายก็ไม่ได้ เพราะมันจะเป็นการเสียมารยาท ดังนั้น เขาจึงต้องคิดหาแนวทางคร่าวๆ เพื่อตอบกลับไปก่อน
[จบบท]